Home Category Blog กฏหมายจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจหรือไม่?

 

กฏหมายจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจหรือไม่?

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Monday, 03 November 2008 03:12

 

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2551 เป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 18 พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ บริษัทจำกัดต่างๆ ถูกบังคับโดยทันทีที่ต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยต้องมีการวางแผนการประชุมล่วงหน้าจริงๆ เพราะการประชุมถูกบังคับโดยกฎหมายว่าต้องประกาศหนังสือพิมพ์ ทำให้วาระการประชุมต้องถูกประกาศไปด้วยล่วงหน้าด้วย

แต่เดิมบริษัทจำกัดส่วนใหญ่ที่ผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกันอาจเพิ่มเติม แก้ไข วาระการประชุมได้โดยง่ายในระหว่างการประชุม แต่ปัจจุบัน การแก้ไขเพิ่มเติมวาระการประชุมทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มิหนำซ้ำ การประชุมคราวต่อไป ก็จะต้องลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์อีก ทำให้ภาระและเวลา ทอดยาวออกไปกว่าแต่เดิมมาก ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของผลของกฎหมายที่ถูกแก้ไขใหม่ ซึ่งรวมถึงการลดจำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดให้เหลือเพียง 3 คน จากเดิม 7 คน ทำให้ช่องว่างระหว่างห้างหุ้นส่วนกับบริษัท แคบลงมาอีก

การวางแผนในการประกอบธุรกิจที่ดีนอกจากการพิจารณาถึงสภาวะด้านการตลาด ต้นทุนการผลิต และแหล่งเงินสนับสนุนแล้ว ความคืบหน้าของกฎหมายที่บังคับกับธุรกิจก็มีความสำคัญใช่น้อย เช่น ในปี พ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค ทุกราย จะต้องเผชิญกับภาระที่หนักอึ้งระลอกใหม่อันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability) ซึ่งออกมาตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 กฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้ผลิตสินค้ามีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวกำหนดสิทธิ ภาระการพิสูจน์และต้นทุนในการฟ้องคดีของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตมีแนวโน้มที่จะต้องเพิ่มต้นทุนใหม่ที่ชื่อว่า ประกันภัยในความรับผิดในตัวสินค้า (Product Liability Insurance)” เพราะการที่ผู้ผลิตจะต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีโดยไม่มีประกันภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

การจับตากฎหมายออกใหม่หรือกฎหมายที่มีแนวโน้มจะออกใหม่มีความสำคัญสำหรับการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ ตัวอย่างที่อาจเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนระหว่างผู้ประกอบการสองรายคือ

ก.และ ข. ต้องการประกอบกิจการที่พักแรมให้นักท่องเที่ยว แต่ ก.ศึกษาแล้วพบว่า ที่พักแรม ถูกตีความเป็น โรงแรม ตาม พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ทำให้การขอใบอนุญาตโรงแรมมีต้นทุนสูงรวมถึงเบี้ยบ้ายรายทางอีกไม่น้อย สุดท้าย ก. ตัดสินใจเลิกจะลงทุนในกิจการที่พักแรม ขณะเดียวกัน ข.กลับศึกษาถึงแนวโน้มในการออกกฎหมายเกี่ยวกับกิจการโรงแรมในอนาคต โดยไปติดตามที่กรมการปกครอง สมาคมผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำให้ ข.พบความจริงว่า มีแนวคิดจะอนุญาตให้ที่พักแรมประเภทโฮมสเตย์ ที่มีห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง ไม่ต้องอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ทำให้ต้นทุนในการขอใบอนุญาตต่ำลงและไม่มีค่าใช้จ่ายประเภทเบี้ยบ้ายรายทาง ข.จึงตัดสินใจลงมือก่อสร้างโฮมสเตย์ ประเภท 4 ห้องพัก ขึ้นมาหลายแห่ง ซึ่งเมื่อนับจำนวนห้องพักของทุกแห่งรวมกันแล้วเท่าๆกับโรงแรมย่อมๆเลยทีเดียว

จึงบอกได้ทันทีว่า การศึกษาติดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมีความสำคัญสำหรับนักธุรกิจเป็นอย่างมาก ทำให้ช่วงชิงความได้เปรียบ ลดต้นทุนและประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:29)
VALID CSS   |   VALID XHTML