Home Category Blog เรื่องง่ายกลายเป็นยาก เมื่อไม่ไปศาล

 

เรื่องง่ายกลายเป็นยาก เมื่อไม่ไปศาล

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Monday, 03 November 2008 03:14

 

 ระบบการพิจารณาคดีความของไทยเป็นระบบกล่าวหา คือโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำผิด ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้เงินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เมื่อเป็นเช่นนี้ หากจำเลยหลบหนีไม่ไปศาล ไม่ต่อสู้คดี ฝ่ายโจทก์ก็ดำเนินคดีไปฝ่ายเดียว คำฟ้องทั้งหมดของโจทก์ก็ได้รับการบังคับคดีโดยศาล ทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย ตามฟ้อง จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น หากไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์ของจำเลยไปขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้แทนได้

อย่างไรก็ตาม หากจำเลยเข้าต่อสู้คดี สิ่งที่โจทก์ฟ้องอาจถูกลดทอนลงไปได้บ้าง จำเลยอาจไม่ต้องรับผิดเสียทั้งหมด แม้ว่าจำเลยจะแพ้คดีและต้องชดใช้เงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ก็ตาม แต่ถ้าจำเลยไม่มีเงินรวมถึงไม่ทรัพย์สินให้ยึดทรัพย์ จำเลยก็ยังไม่ต้องชำระเงินตามคำพิพากษา เมื่อใดจำเลยมีเงินจึงค่อยนำไปชำระก็ได้ นี่คือข้อดีที่จำเลยเข้าสู้คดี แม้จะรู้ว่าแพ้แน่ๆก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เข้าไปต่อสู้เพื่อลดยอดหนี้ได้ ไม่ต้องถูกโจทก์เอาเปรียบจากการดำเนินคดีไปแต่เพียงฝ่ายเดียว

ตัวอย่างจริงๆก็มีให้เห็น เช่น นาย ก. เช่าชื้อรถยนต์ จากบริษัท ข. ผ่อนส่งได้ 5 เดือน ก็ขาดส่ง 3 เดือน ทำให้บริษัท ข.เลิกสัญญาเช่าซื้อ และขอให้คืนรถยนต์ นาย ก.ยินยอมคืนรถแต่โดยดี จากนั้น เรื่องก็เงียบหายไป ต่อมา บริษัท ข.ฟ้องคดี ต่อ นาย ก. อ้างว่า นำรถยนต์ที่ยึดได้จากนาย ก.ไปขายทอดตลาด ได้เงินน้อยกว่าที่ค่างวดที่เหลือ ทำให้ บริษัท ข.เรียกร้องต่อนาย ก. ดังนี้ 1) ค่างวดที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 48,000 บาท 2) ค่าขาดโอกาสที่อาจนำรถออกให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 24,000 บาท 3) ค่าติดตามทวงถาม เป็นเงิน 9,000 บาท 4) เงินภาษีมูลค่าเพิ่มของค่างวดทั้ง 4 เดือน เป็นเงิน 3,360 บาท 5) ค่าดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของทุนทรัพย์ที่ฟ้องตั้งแต่วันฟ้อง 6) ค่าทนายความขั้นสูงสุดที่ศาลจะให้ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 84,360 บาท 

ในคดีนี้ ถ้า นาย ก.ไม่เข้าต่อสู้คดี ไม่ยื่นคำให้การ รับรองว่า บริษัท ข.จะได้คำพิพากษาที่ให้ นาย ก.ชำระหนี้ตามฟ้องทั้งหมดเป็นเงิน 84,360 บาท แต่นาย ก. กลับตั้งทนายเข้าต่อสู้คดี ผลการต่อสู้คดีกลับกลายเป็นว่า บริษัท ข.เรียกร้องได้เพียง ค่างวดค้างชำระ 4 งวดเป็นเงิน 48,000 บาท ค่าติดตามทวงถามเพียง 2,000 บาท ดอกเบี้ยเพียง 1,480 บาทและค่าทนาย 1,000 บาท รวมทั้งสิ้นเพียง 52,480 บาท ทั้งนี้เพราะทนายของนาย ก.ไปต่อสู้คดีให้ศาลเห็นว่า ในระหว่างการค้างค่าเช่า นาย ก.ก็ยังมีสิทธิครอบครองรถยนต์อยู่ บริษัท ข. ไม่มีสิทธินำรถออกให้เช่า  ค่าติดตามก็ไม่ได้เพราะ นาย ก.ขับรถไปคืนเอง ภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานมานำสืบว่าชำระไปจริง ดังนั้น จำนวนเงินตามฟ้องกว่า 31,000 บาท จึงถูกตัดทิ้งไปเป็นคุณแก่จำเลย

ความจริงแล้วการไปศาลเป็นสิ่งที่ควรไปเพื่อต่อสู้ลบล้างความผิดที่อีกฝ่ายรวบรวมมาฟ้อง ซึ่งอาจไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสียทั้งหมด ทนายความอาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ศาลซึ่งเป็นผู้ตัดสิน มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาสิ่งที่โจทก์ควรจะได้เท่านั้น หากจำเลยไม่ไปศาล สิ่งง่ายๆช่วยลดภาระหนี้อาจกลายเป็นเรื่องยากไปได้เมื่อคำฟ้องกลายเป็นคำพิพากษาไปแล้ว 


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:31)
VALID CSS   |   VALID XHTML