Home Category Blog ทำอย่างไรเมื่อต้องไปศาล!

 

ทำอย่างไรเมื่อต้องไปศาล!

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Monday, 03 November 2008 03:15

 

คงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะชมชอบการมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ในครั้งหนึ่งในชีวิต อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะไปในฐานะ โจทก์ จำเลย หรือพยานโจทก์ หรือพยานจำเลย การไปศาลในฐานะที่ต่างกัน ย่อมมีแนวทางการให้การต่อศาลที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นกับทนายความหรืออัยการจะเป็นผู้แนะนำในแต่ละคดี แต่หลักการใหญ่ในการไปศาลไม่ว่าคดีใดมักมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

1) ไปศาลให้ตรงเวลาที่ศาลนัด แม้ว่าเมื่อไปแล้ว ศาลอาจยังไม่พิจารณาคดีของท่าน แต่ท่านต้องรอ จนกว่าคดีของท่านจะถูกนำมาพิจารณา ท่านไม่สามารถจะบอกว่า เมื่อคดีจะพิจารณาค่อยโทรตาม ท่านจะรออยู่ใกล้ๆศาล เพราะท่านอาจถูกพิจารณาว่าละเมิดอำนาจศาลได้ ซึ่งผลของการละเมิดอำนาจศาล ท่านอาจถูกปรับเป็นเงิน หรือ จำคุก  ท่านควรแต่งกายให้สะอาด สุภาพ เรียบร้อย ตามประเพณีนิยม ไม่พกอาวุธเข้าไปในศาล ก่อนเข้าประตูศาลท่านอาจต้องแลกบัตรผ่านเข้า-ออกก่อน และก่อนเข้าอาคารศาล ท่านจะถูกตรวจค้นกระเป๋าจากเจ้าหน้าที่ดังนั้น ท่านไม่ควรนำพาสิ่งของที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นอาวุธเข้าไปด้วย เช่น พวงกุญแจที่เป็นอุปกรณ์อรรถประโยชน์ ซึ่งประกอบด้วยมีดพับขนาดเล็กด้วย

ท่านที่ต้องดูแลเด็กเล็กขณะอยู่ที่ศาล ท่านต้องให้ความระมัดระวังเด็กในความปกครองของท่านเป็นพิเศษไม่ให้ก่อความเดือนร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ท่านต้องคำนึกว่า ศาลบางศาลรวมการพิจารณาคดีอาญาเอาไว้ด้วย จำเลยในคดีอาญาอาจคิดหลบหนีการควบคุมโดยการจับตัวเด็กเล็กเป็นตัวประกันเพราะง่ายต่อการหลบหนี

ในการไปศาล ท่านต้องตรวจสอบก่อนล่วงหน้าถึงเส้นทาง และยานพาหนะ เนื่องจาก ศาลบางแห่งอาจไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางที่รถโดยสารสาธารณะให้บริการ สำหรับท่านที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ท่านอาจมีปัญหาในการหาที่จอดรถ โดยเฉพาะศาลที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ การหาที่จอดรถอาจใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงและท่านต้องเผชิญกับที่จอดรถที่มีคนจองไว้แล้ว ที่สำคัญท่านอ้างกับใครไม่ได้ว่า หาที่จอดรถไม่ได้เลยไม่อาจมาตามที่ศาลนัดได้

2) การปฏิบัติตัวในบริเวณศาล อาจจำแนกบริเวณได้เป็น 3 ประเภท คือ ก) ในห้องพิจารณาคดี (บัลลังก์) ข) นอกห้องพิจารณาคดี แต่อยู่ในตัวอาคารศาล และ ค) นอกอาคารศาล แต่อยู่ในบริเวณรั้วศาล ก่อนอื่นขอให้ทราบว่า ทั้ง 3 สถานที่ถือเป็นศาลทั้งหมด เพียงแต่บางสิ่งบางอย่างอาจไม่ได้รับการอนุญาตให้ทำได้ เช่น การโทรศัพท์ ทำไม่ได้ในห้องพิจารณาคดี แต่ต้องมาโทรที่นอกห้องพิจารณาคดี แต่การประพฤติตัวให้เรียบร้อย ต้องทำในทุกบริเวณศาล แม้แต่นอกบริเวณศาลแต่ติดกับสิ่งก่อสร้างของศาล เช่น รั้วศาลด้านนอก หากท่านปัสสาวะข้างกำแพงศาลอาจถือเป็นการละเมิดศาลได้

การจะประพฤติตัวเช่นไร ท่านอาจทราบได้โดยสังเกตป้ายต่างๆที่ติดไว้ในศาล เช่น ห้ามถ่ายรูป ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามา ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามบันทึกเสียง เป็นต้น ซึ่งแต่ละอาจมีข้อบังคับที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย หรืออาจสอบถามทนายความหรือเจ้าหน้าที่ศาลได้

3) ขั้นตอนการอยู่ในห้องพิจารณาของศาล หรือเรียกว่า บัลลังก์ เมื่ออยู่ในบัลลังก์ ทุกคนต้องห้ามไม่ให้เปิดโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสาร ทนายส่วนใหญ่ใช้วิธีเปิดระบบเงียบ (Silent) เพื่อให้ทราบเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้รับสาย (Missed call) แต่จะแตกต่างจากการเปิดระบบสั่น (Vibration) ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีเสียงสั่นที่ดังมาก ท่านควรใส่เสื้อไว้ในกางเกง ไม่ควรพับแขนเสื้อ ไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่ควรสวมหมวกหรือใส่แว่นตาดำ ไม่ควรอ่านหนังสือพิมพ์ และไม่ควรคุยกันเสียงดัง หากท่านสวมรองเท้าแตะ ท่านต้องถอดรองเท้าวางไว้นอกบัลลังก์ ในระหว่างการพิจารณาท่านไม่อาจรับประทานอาหารได้

เมื่อศาลท่านแรกออกมาจากประตูบนบัลลังก์ ทุกท่านต้องลุกขึ้นให้ความเคารพศาล ก่อนที่ศาลจะออกมา ท่านอาจสังเกตได้จากทนายในบัลลังก์เริ่มนำเสื้อครุยมาสวมแสดงว่าทนายได้รับสัญญาณจาก หน้าบัลลังก์(เลขานุการศาล)แล้วว่า ศาลจะเข้ามาในบัลลังก์ เมื่อศาลกล่าวว่า เชิญนั่ง ทุกท่านก็นั่งได้ หากมีศาลท่านอื่นเข้ามาในบัลลังก์ภายหลัง ทุกท่านไม่ต้องยืนเคารพอีก เมื่อศาลนั่งพิจารณาจะมีการเรียกคู่ความแต่ละคดี คราวนี้ คู่ความแต่ละคดี ไม่ว่าจะเป็นทนาย ตัวความในคดีนั้น ต้องลุกขึ้น แต่คนติดตามตัวความในคดีนั้นและคนที่มาคดีอื่นไม่ต้องลุกตาม หากศาลต้องการถามเฉพาะทนาย ตัวความก็ไม่ต้องลุกขึ้น

เมื่อจะมีการเบิกความ พยานจะต้องไปที่คอกพยานและยืนสาบานตัวตามที่เขียนไว้บนคอกพยานแยกตามศาสนาต่างๆ สำหรับศาสนาพุทธ ต้องพนมมือสาบานด้วย เมื่อสาบานเสร็จศาลจะให้นั่งลง และศาลจะสอบถามพยานเบื้องต้น เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ เมื่อศาลถามเสร็จ ทนายก็จะถามต่อ การตอบคำถามของพยาน ควรเป็นไปตามความจริง หากมีการแนะนำจากทนาย ควรตอบตามที่ได้แนะนำกันไว้ พยานไม่ควรตอบคำถามเชิงอธิบายเว้นแต่ทนายฝ่ายตนไม่ส่งสัญญาณทักท้วง ข้อควรทราบก็คือ หลายคดีแพ้เพราะพยานเบิกความนอกเหนือไปจากรูปคดี จนทำให้น้ำหนักพยานปากอื่นเสียไปหมด และส่งผลให้รูปคดีไม่เป็นไปตามที่วางแผนคดีไว้ แม้การเบิกความต้องพูดความจริง แต่ไม่มีข้อบังคับที่ต้องพูดความจริงทั้งหมดที่ตนรู้ ดังนั้น พยานควรพูดความจริงเฉพาะเมื่อทนายฝ่ายตนถามในแต่ละประเด็นเท่านั้น

ปัจจุบัน บางศาลอนุญาตให้ทำคำเบิกความของพยานเป็นเอกสารก่อนได้ พยานอาจสอบถามทนายของท่านว่าจะทำคำเบิกความเป็นเอกสารล่วงหน้าหรือไม่ เพราะจะทำให้ไม่ต้องเบิกความด้วยวาจาในศาลทั้งหมดจะช่วยลดระยะเวลาการเบิกความและช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดของพยานไปได้มาก เมื่อพยานเบิกความเสร็จ ศาลจะให้หน้าบัลลังก์ พิมพ์คำเบิกความมาอ่านให้พยานฟัง หากไม่ตรงกับที่พยานเบิกความ พยานสามารถโต้แย้งได้ ซึ่งทนายจะช่วยพิจารณาให้อยู่แล้ว เมื่อถูกต้องพยานต้องลงนามในบันทึกคำเบิกความพยาน

หากพยานเป็นพยานที่ถูกหมายเรียกไป พยานมีสิทธิได้รับค่าพยานตามที่ศาลสั่ง ซึ่งพยานจะได้รับในขณะนั้น ทนายจะเลี่ยงไปจ่ายลับหลังศาลไม่ได้ ต้องจ่ายต่อหน้าศาล เพราะพยานจะต้องลงนามรับเงินค่าพยานไว้ด้วย เมื่อพิจารณาคดีแต่ละคดีเสร็จ ศาลจะสั่งคำสั่งศาลให้คู่ความรับทราบ คราวนี้ คู่ความแต่ละคดี ไม่ว่า ทนาย ตัวความ คนติดตามตัวความ ต้องลุกขึ้นฟังคำสั่งศาล แต่คู่ความคดีอื่นไม่ต้องลุกขึ้น ในระหว่างการพิจารณาคดี หากท่านต้องทำธุรกิจส่วนตัว ท่านต้องลุกขึ้น และทำความเคารพศาลก่อนออกไปจากบัลลังก์ เมื่อเข้ามาอีก ต้องเคารพศาลอีกครั้งก่อนเข้าไปนั่ง

4) การติดต่อกับศาลหรือเจ้าหน้าที่ศาล ระบบของศาลแตกต่างจากระบบราชการอื่นหลายประการ ที่เห็นชัดก็คือ การติดต่อกับศาล ท่านจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นเข้าไปที่ฝ่ายเก็บสำนวนคดี ท่านไม่อาจเดินเข้าไปที่ห้องทำงานศาลแล้วร้องศาลโดยตรงได้ เมื่อท่านยื่นคำร้องแล้ว ท่านอาจติดตามผลของคำร้องได้โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลหรือดูที่คำร้อง ซึ่งศาลจะเกษียณสั่งไว้ เช่น อนุญาตตามคำร้อง เป็นต้น การขอสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทราบผลของคำสั่งก่อนที่ศาลจะสั่งเป็นความผิดทางอาญา ท่านควรรอจนศาลสั่งมาตามระบบปกติ

5) สิ่งที่จะได้รับหลังไปศาล อาจมีความสำคัญ เมื่อสิ่งดังกล่าวจะผูกพันกับท่าน ดังนั้น ท่านควรคำนึงถึงสิ่งที่ท่านจะต้องได้รับหรือต้องทำหลังจากไปศาล อาทิ เช่น-ท่านลงชื่อครบหรือยัง หากท่านลืมลงชื่อ ท่านอาจต้องเสียเวลาไปศาลอีกรอบทำให้เสียเวลา ก่อนออกจากศาลควรตรวจสอบว่าท่านต้องลงชื่อหรือไม่ ลงชื่อครบหรือไม่ ท่านต้องมาศาลอีกหรือไม่ บางกรณีการสืบพยานอาจไม่แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ท่านอาจต้องมาศาลอีกครั้ง ศาลมีกำหนดนัดครั้งต่อไปเมื่อใด เช่น นัดฟังคำพิพากษา นัดสืบพยานฝ่ายอื่น ซึ่งท่านอาจเข้ามาร่วมรับฟังได้

เอกสารต้นฉบับใดๆ วัตถุพยานใดๆ ที่ท่านมอบหมายให้ทนายความ มีสิ่งใดที่ไม่ได้ใช้ ท่านอาจขอคืนได้ สิ่งใดที่ได้ใช้เป็นพยาน ท่านควรสอบถามว่าจะได้รับคืนเมื่อใด และลงกำหนดนัดเอาไว้เตือนความจำหากท่านเป็นพยาน ท่านควรสอบถามทนายความ ขอให้คัดคำเบิกความของท่านเป็นลายลักษณ์อักษรให้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำ ซึ่งการคัดคำเบิกความจะทำได้เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยานแล้วเท่านั้น ซึ่งมีข้อเตือนใจว่า หากท่านเบิกความในคดีหนึ่งแตกต่างจากอีกคดีหนึ่ง ท่านอาจถูกฟ้องคดีฐานเบิกความเท็จได้ในอนาคต ดังนั้น คำเบิกความของท่าน ท่านควรมีติดตัวไว้เสมอ อย่างน้อย ในคำเบิกความจะมีข้อมูลเรื่อง ชื่อคู่ความ เลขคดี ศาล วันเวลาต่างๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญที่ท่านควรรู้

6) กรณีที่ท่านเป็นคู่ความโดยตรง หากมีกระบวนการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท ท่านต้องคำนึงเสมอว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยฯเป็นกระบวนการคู่ขนานกับการสืบพยานในศาล มิใช่เป็นการยุติการสืบพยานเอาไว้ และในการไกล่เกลี่ย หากท่านจะเปิดเผยข้อมูลใดๆ ควรปรึกษากับทนายความของท่านก่อน เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายล่วงรู้ข้อมูลอื่นใดที่สำคัญต่อรูปคดี หากท่านถูกโน้มน้าวให้ไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องมีทนายเข้าร่วมด้วย ท่านควรปรึกษากับทนายของท่านก่อนเสมอ หากท่านไม่บอกกล่าวทนายของท่านก่อน อาจก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน

7) ปัจจุบัน มีกระบวนการยุติข้อพิพาท การไกล่เกลี่ยประนีประนอม การตั้งกรรมการหรือคณะทำงานต่างๆมากมาย และยังรวมถึงการดึงเอาสื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคู่ความจะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า กระบวนการใดจะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จได้เร็วและยุติธรรมที่สุด โดยความมุ่งหมายของแต่ละกระบวนการแล้วมุ่งประโยชน์จะลดความขัดแย้งของประชาชน สร้างความสงบสุขให้แก่สังคมโดยส่วนรวมทั้งสิ้น แต่บางครั้งอาจละเลยความยุติธรรมตามกฎหมายได้ เช่น ข้อขัดแย้งของเจ้าของที่ดินติดกันในเรื่องของการรุกล้ำอาณาเขตที่ดิน เริ่มแรกอาจเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของคณะทำงานในชุมชน จนทำให้เกิดการบันทึกข้อเท็จจริงข้อตกลงเป็นเอกสารหลักฐานไว้ มีพยานร่วมลงนามรับรอง แต่หากอีกฝ่ายเกิดรู้ตัวว่า ตนเสียเปรียบและนำคดีมาฟ้องศาล บันทึกข้อตกลงที่ตนลงนามไว้ ก็จะต้องถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีด้วย ซึ่งหากบันทึกดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยที่ไม่มีทนายความร่วมให้คำปรึกษาหารือให้ความเห็น ก็ยากที่ตนจะได้เปรียบจะบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:42)
VALID CSS   |   VALID XHTML