Home Category Blog วิธีว่าจ้างทนาย

 

วิธีว่าจ้างทนาย

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Monday, 03 November 2008 03:17

 

 

การว่าจ้างทนายในปัจจุบันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ

 

 1) การจ้างที่ปรึกษารายเดือนหรือรายเรื่อง

2) การจ้างทนายความให้ฟ้องคดีหรือให้แก้ต่างเมื่อถูกฟ้องคดี

เนื่องจากความจำเป็นในการประกอบธุรกิจก็ดี หรือเพราะการดูแลทรัพย์สินมูลค่าสูงก็ดี ทำให้มีความจำเป็นต้องมีทนายเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการ เช่น การซื้อขายที่ดินมีมูลค่าสูง อาจต้องมีการสอบสวนความถูกต้องของสิทธิต่างๆในที่ดินให้ชัดเจนเสียก่อน รวมถึงการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันที่ต้องมีการติดต่อประสานงานกับคู่ค้า งานด้านทรัพยากรมนุษย์ การสั่งซื้อ การส่งสินค้า การเปลี่ยนเช็ค เป็นต้น ความจำเป็นของการว่าจ้างทนายให้เป็นที่ปรึกษาก็ดี หรือการฟ้องร้องคดีก็ดี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะหาทนายความที่ไหนดี

ข้อพิจารณานี้อาจช่วยให้ท่านใช้เป็นแนวทางในการว่าจ้างทนายได้

1) ว่าจ้างทนายที่เคยทำงานให้คนที่ท่านรู้จัก เช่น ทนายเก่าแก่ประจำตระกูล ทนายที่เคยทำคดีให้ญาติหรือเพื่อนของท่าน และท่านได้รับคำแนะนำมา วิธีนี้ทำให้ท่านได้รับการรับรองเบื้องต้นว่าทนายดังกล่าวจะให้บริการท่านได้ดีเหมือนเดิม

2) ว่าจ้างทนายที่มีการโฆษณาในแหล่งข้อมูลต่างๆ วิธีนี้อยู่ภายใต้กรอบมรรยาททนายที่ว่า ห้ามทนายโฆษณาสรรพคุณของตัวเอง เช่น การเขียน คุณวุฒิของทนายว่าจบการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ด้วยตัวอักษรขนาดเดียวกับชื่อทนาย ถือว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดมรรยาททนาย ทนายส่วนใหญ่จึงนิยมโฆษณาเฉพาะชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ประเภทงานที่ทำ แต่การอวดอ้างว่าชนะคดีมากี่คดีจะต้องห้าม ท่านอาจค้นหาชื่อทนายได้จากอินเตอร์เน็ท หรือสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง

3) การจะพบทนายที่ดีอย่างน้อยท่านต้องไปหาตัวเขาได้ที่สำนักงานของเขา และถ้าจำเป็นท่านสมควรเจอตัวเขาด้วยตัวเองไม่ใช่ลูกน้องหรือเลขานุการ หากท่านพบทนายที่เจอกันแต่ทางโทรศัพท์มือถือหรือที่ร้านฟาสต์ฟู้ด ก็ขอให้ท่านระมัดระวังตัวให้ดีจากการถูกหลอกลวง

4) สำนักงานทนายที่ดีอย่างน้อยต้องมีสถานที่ที่สะอาด เรียบร้อย เป็นสัดส่วน มีอุปกรณ์ช่วยเก็บรักษาความลับของลูกความได้ เช่น มีตู้เหล็กเก็บแฟ้ม มีเครื่องแฟกซ์ที่ไม่ต้องใช้ร่วมกับหน่วยงานอื่น มีเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงมีคอมพิวเตอร์และปรินท์เตอร์ประจำสำนักงาน ท่านคงไม่ชอบใจแน่หากสำนวนคดีของท่านต้องไปถูกว่าจ้างพิมพ์งานและถ่ายเอกสารที่ร้านรับพิมพ์งานและถ่ายเอกสารทั่วๆไป

5) สำนักงานควรมีห้องประชุมลับที่เก็บเสียงการสนทนาระหว่างท่านกับลูกความไม่ให้เล็ดรอดไปยังบุคคลภายนอกได้ หากมีห้องประชุมตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปก็จะดีมาก เพราะอาจใช้เป็นสถานที่ในการไกล่เกลี่ยคู่พิพาททั้งสองฝ่ายในคดีได้ อาคารสำนักงานควรมีระบบรักษาความปลอดภัย เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องโทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น

6) ปัจจุบัน สำนักงานทนายความส่วนใหญ่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสภาทนาย ท่านควรตรวจสอบว่าสำนักงานทนายของท่านขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ การขึ้นทะเบียนจะมีหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนและเลขทะเบียนปรากฏให้ลูกความทราบ กรณีที่สำนักงานทนายความจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่านอาจตรวจสอบสภาพนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้อีกโสดหนึ่ง

7) เมื่อท่านได้พบปะกับทนายความแล้ว ท่านควรขอนามบัตรจากทนายความ หากจำเป็นท่านอาจขอสำเนาบัตรประจำตัวทนายความด้วย หากสำนักงานมีเว็บไซต์ท่านควรตรวจสอบทางเว็บไซต์ด้วย เมื่อมีการติดต่อทางจดหมาย ท่านอาจพิจารณาถึงซองจดหมาย กระดาษหัวจดหมาย คุณภาพการพิมพ์ ซึ่งแสดงถึงความเรียบร้อยและความเอาใจใส่ ทุ่มเทในวิชาชีพทนายของสำนักงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

8) เมื่อท่านตกลงให้ทนายความทำงานให้ท่าน อย่างน้อยท่านควรทำสัญญาจ้างเป็นที่ปรึกษาหรือสัญญาจ้างว่าความด้วย ในสัญญาดังกล่าวควรระบุขอบเขตงานให้ชัดเจน ว่าเริ่มต้นเมื่อใดและสิ้นสุดเมื่อใด ค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีกำหนดชำระเมื่อใด การคำนวณค่าทนายจากการที่ลูกความชนะคดีแม้จะต้องห้ามจากแนวทางการพิพากษาของศาลฎีกา แต่จะไม่การต้องห้ามตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายแต่ประการใด


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:41)
VALID CSS   |   VALID XHTML