หลักในการทำสัญญาอย่างง่าย

Print
Written by Administrator | Tuesday, 26 May 2009 06:52

    

 หลักในการทำสัญญาอย่างง่าย

       สัญญาคือข้อตกลงกันระหว่างบุคคลสองฝ่ายเพื่อให ้มีผลผูกพันกันในทางกฎหมาย  เมื่อบุคคลสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาต่อกัน  สิ่งที่มีความสำคัญและต้องคำนึงถึงในการทำสัญญาซึ่งจะขาดไปเสียมิได้เพราะหากมีกรณีการผิดสัญญากันเกิดขึ้น ก็อาจจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาที่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย  ดังนั้นหลักในการทำสัญญาเบี้องต้นมีดังต่อไปนี้


       ส่วนที่หนึ่งบทนำของสัญญา
๑.ชื่อสัญญา  โดยทั่วไปชื่อสัญญาจะบ่งบอกถึงเนื้อหาในการทำสัญญา หากชื่อสัญญาและเนื้อหาของสัญญาไม่ตรงกันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายและทำให้เสียกรรมสิทธิในทรัพย์สินได้หากข้อสัญญาไม่ชัดเจน  เช่นในการทำสัญญาเช่ารถยนต์
ผู้ให้เช่าทำหนังสือสัญญาเช่าโดยเขียนชื่อสัญญาว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ  ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายได้
๒.วันที่ทำสัญญา  จะให้ประโยชน์ในแง่ของการเริ่มต้นกำหนดนัดเช่นกำหนดนัดส่งมอบกำหนดชำระเงิน กำหนดวันสิ้นสุดของสัญญา กำหนดอายุความ   เช่น  ในสัญญาเช่าซื้อ วันที่ทำสัญญามักจะเขียนไว้มุมขวาบนของสัญญา
๓.สถานที่ทำสัญญา  กำหนดไว้เพื่อให้รู้ว่าหากมีคดีขึ้จะฟ้องร้องกันที่ศาลไหนเพราะสถานที่ทำสัญญานั้นเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด  เช่นในสัญญาซื้อขายสินค้า มักจะกำหนดไว้เป็นส่วนแรกของสัญญา
๔.คู่สัญญา 
   ๔.๑) กรณีเป็นบุคคลธรรมดา
-ชื่อ-นามสกุลคู่สัญญา   เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะได้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นใคร  มีชื่อจริง นามสกุลจริงว่าอย่างไร  ซึ่งเป็นประโยชน์ในการที่จะตรวจสอบของคู่สัญญาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลตามทะเบียนราษฎรจริง เช่น ในสัญญากู้ยืมเงิน  ต้องระบุชื่อคู่สัญญาว่ามีชื่อและนามสกุลจริงว่าอย่างไร
-ฐานะของคู่สัญญา   ในการทำสัญญาต่างๆคู่สัญญาต้องระบุให้ชัดเจนว่าตนเองอยู่ในฐานะอะไร เพื่อแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของตนตามสัญญาที่ทำขึ้น    เช่น ในสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน ต้องกำหนดไว้ว่าใครอยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน
-อายุ  เพื่อที่จะได้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการทำสัญญาเพราะหากเป็นบุคคลที่กฎหมายจำกัดความสามารถไม่ให้ทำสัญญา สัญญาที่ทำขึ้นก็อาจจะไม่มีความสมบูรณ์ตามกฎหมาย  บุคคลดังกล่าวคือ ผู้เยาว์
บุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถและบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย  เช่นในการทำสัญญา กู้ยืมเงิน  หากคู่สัญญามีอายุ ๑๙ ปี ก็มิอาจจะเป็นคู่สัญญาได้หากมิได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน ด้วยเหตุ
แห่งการเป็นผู้เยาว์
-เลขบัตรประจำตัวประชาชน   เพื่อให้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นบุคคลตามทะเบียนราษฎรจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบหากภายหลังคู่สัญญาทำการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล หรือมีการเปลี่ยนที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาหากมีกรณี
ดังกล่าวก็สามารถตรวจสอบได้จากฝ่ายทะเบียนของสำนักงานเขตหรืออำเภอทั่วประเทศ  เช่น ในสัญญาจำนอง ผู้จำนองต้องกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตนลงในสัญญา
-ที่อยู่ของคู่สัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการส่งคำบอกกล่าว หรือบอกถึงเขตอำนาจศาลในกรณีที่ต้องฟ้องคดีที่ภูมิลำเนาของคู่สัญญา
   ๔.๒) กรณีเป็นนิติบุคคล     เช่นห้างหุ้นส่วนสามัญ  บริษัท วัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ
-ผู้มีอำนาจกระทำแทน  ต้องดูว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่จะกระทำการแทน ซึ่งต้องดูจากข้อบังคับที่ได้จดทะเบียน แล้วแต่กรณี  เช่นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล กระทำแทนโดยหุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัทกระทำการแทนโดยกรรมการผู้จัดการ
วัด โดยเจ้าอาวาส  องค์การบริหารส่วนตำบล  โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลฯ  ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นผู้กระทำการต่างๆแทนนิติบุคคลตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ดังนั้นหากผู้ลงนามในสัญญา
มิใช่ผู้มีอำนาจก็จะทำให้สัญญานั้นไม่ผูกพันนิติบุคคลแต่จะผูกพันผู้ที่ลงนามนั้นแทน และต้องประทับตรานิติบุคคลไว้เป็นสำคัญ เช่น ในสัญญาให้กู้เงินของบริษัทหนึ่งๆ การลงนามในสัญญาต้องลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ และประทับตราบริษัทเป็นสำคัญด้วย


       ส่วนที่สองเนื้อหาของสัญญา
๑.ข้อสัญญาในส่วนของคู่สัญญาที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน     ต้องมีการระบุว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่ว่าคู่สัญญาหรือนิติบุคคลและต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างไร   เช่น  เนื้อที่   ชั้น   ที่ตั้ง  ตำบล   อำเภอ   จังหวัด ฯลฯ    ซึ่งต้องมีการระบุข้อตกลงว่า มีความประสงค์ที่จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้  ไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวนั้น เช่นในสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ฝ่ายผู้ขายต้องระบุไว้ว่า ผู้ขายมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินของตน มีเนื้อที่เท่าใด  เลขโฉนดที่ดินที่อะไร  ตั้งอยู่ที่ใด
๒.ข้อสัญญาในส่วนของคู่สัญญาที่ได้ตกลงกันในอันที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน หรือเกี่ยวกับสัญญา ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงในการซื้อขาย การเช่า การค้ำประกัน การจำนำ การจำนอง ฯ แล้วแต่สัญญา ซึ่งต้องระบุให้ครบถ้วนถึงการที่ตนจะผูกพันกันทางกฎหมาย 
กำหนดราคา ค่าเช่า ค่าตอบแทนฯ กำหนดวันนัดส่งมอบ  การโอนกรรมสิทธิ์   การจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่     เช่นในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาจจะมีข้อตกลงว่าห้ามผู้เช่านำที่ดินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าซื้อช่วงต่อ
๓.ข้อสัญญาในส่วนของข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดการ การเช่า การโอนกรรมสิทธิ์  ต้องตกลงกันว่าจะมีวิธีการปฏิบัติต่อทรัพย์สินเช่นไร  เช่นในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ อาจมีข้อตกลงว่า จะมีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเมื่อใด
๔.ข้อสัญญาเรื่องความรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สิน  เช่น ในสัญญาซื้อขายทรัพย์สินอาจมีข้อตกลงว่าหากทรัพย์สินที่ขายมีความชำรุดบกพร่องภายหลังวันทำสัญญา ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ
๕.ข้อตกลงเกี่ยวกับการผิดสัญญา  ส่วนใหญ่ในสัญญาทั่วๆไปมักจะระบุว่าหากมีการผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ก็ให้ถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมดทุกข้อ เช่นในสัญญาจะซื้อขายอาคารชุดมักจะระบุข้อความดังกล่าวไว้ท้ายสัญญา
๖.ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา เช่น ในสัญญาขายฝากอาจมีข้อตกลงกันว่าค่าฤชาธรรมเนียมในการโอนทรัพย์สินให้ฝ่ายผู้ซื้อออกใช้แต่ฝ่ายเดียว
๗.ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย  ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี เช่นในสัญญากู้ยืมเงินอาจมีข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยต่อเดือนหรือต่อปี ซึ่งไม่เกินกำหนดดังกล่าว
๘.ข้อความว่าสัญญาได้ทำขึ้นเป็นสองฉบับและคู่สัญญาได้เข้าใจข้อความในสัญญาถูกต้องตรงกันในวันทำสัญญา  อันเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสิ่งยืนยันว่าสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยเจตนาของคู่สัญญา  ทั้งเป็นหลักฐานแห่งการทำสัญญาด้วยเช่นในสัญญานายหน้าค้าที่ดิน


ตัวอย่างแบบสัญญา

สัญญาขายฝาก
สัญญาเช่ารถยนต์
สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาซื้อขายสินค้า
สัญญากู้ยืมเงิน(มีหลักประกัน)
สัญญาค้ำประกันการกู้เงิน
สัญญากู้ยืมเงิน(ไม่มีหลักประกัน)
สัญญาจำนอง
สัญญาให้กู้ยืมเงินของบริษัท
สัญญาจะซื้อขายที่ดิน
สัญญาเช่าที่ดิน
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์
สัญญาซื้อขายทรัพย์สิน
สัญญาซื้อขายอาคารชุด
สัญญากู้ยืมเงิน(มีผู้ค้ำประกัน)
สัญญานายหน้าค้าที่ดิน

 

 

 

กิตติ์รัฐ  ประเสริฐฤทธิ์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:27)