Home

 

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522)

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Tuesday, 19 May 2009 07:35


ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในส่วนของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑

                       

                  โดยที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอ ตลอดจนปฏิบัติการอื่นใดตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ไว้เป็นอำนาจและหน้าที่ รวมทั้งแต่งตั้งข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิที่ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในส่วนของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  บรรดาระเบียบและข้อบังคับอื่น ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

     ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค” หมายความว่า ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ และเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานกำหนด

“เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนคดี

“ผู้ประสานคดี” หมายความว่า นิติกรหรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้ดำเนินคดี

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือผู้ได้รับมอบหมาย

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นๆ ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“หน่วยงาน” หมายความว่า สำนัก กอง ส่วนหรือกลุ่มงาน ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“คดี” หมายความว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

     ข้อ ๕  การดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้เสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินการ

     ข้อ ๖  สารบบ และงานธุรการคดีแพ่ง ให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด

    หมวด ๑

เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค

                       

     ข้อ ๗  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) เป็นข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ และ

(๒) ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานกำหนด

     ข้อ ๘  ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอิสระในการดำเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค

การดำเนินการอันเกี่ยวกับคดีที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของผู้บริโภคที่ร้องเรียน เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบต้องนำเสนอคณะอนุกรรมการเพื่อมีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำวินิจฉัยต่อไป

     ข้อ ๙  ผู้บังคับบัญชามีอำนาจมอบหมายคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีตลอดจนการควบคุม ตรวจสอบ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ

ผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดการแบ่งภาระหน้าที่และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบภายใต้บังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งปฏิบัติงาน หรือช่วยกลั่นกรองงานเป็นการทั่วไป หรือเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้

ในกรณีที่มีเหตุอันควร ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจสอบพิจารณาหรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคคนใดคนหนึ่งร่วมดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแทนก็ได้

     ข้อ ๑๐  ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่จะต้องรีบปฏิบัติให้ทันกำหนดระยะเวลามิฉะนั้นจะเสียหายแก่คดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควรโดยไม่ให้เสียหายแก่คดี และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว

 หมวด ๒

การพิจารณาดำเนินการก่อนฟ้อง

                       

     ข้อ ๑๑  เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดี ให้หน่วยงานจัดส่งสำนวนคดีของผู้บริโภคทุกรายให้สำนักกฎหมายและคดีโดยมิชักช้า

     ข้อ ๑๒  ให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีมอบหมายให้ผู้ประสานคดีตรวจสอบสำนวนคดีและนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการ

คำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นที่สุด

     ข้อ ๑๓  กรณีผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบและให้ผู้ประสานคดีส่งสำนวนคดีต่อไป

     ข้อ ๑๔  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจพิจารณาสำนวนคดี ในประเด็นแห่งคดีที่สำคัญ เช่น อายุความ เขตอำนาจศาล มติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ข้ออ้าง ข้อเถียง พยานหลักฐาน ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และอื่นๆ ที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดี

     ข้อ ๑๕  สำนวนเรื่องใดที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้ดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการทบทวนมติ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีภายในกำหนดอายุความ ทั้งนี้ จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาและต้องนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบในภายหลัง

ให้บันทึกในหน้าปกรายงานบัญชีสำนวนคดีว่าคดีขาดอายุความเมื่อใด

     ข้อ ๑๖  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจเรียกบุคคลที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่คดีมาซักถามและบันทึกไว้ก็ได้ หรือจะเรียกให้ผู้เกี่ยวข้องในคดีส่งต้นฉบับเอกสารหรือสำเนาที่รับรองความถูกต้องแล้วก็ได้ และหากเอกสารใดที่เป็นตราสารซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ให้ผู้บริโภคดำเนินการจัดให้มีการปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน ตามกฎหมาย

เอกสารใดที่ต้องส่งศาล ให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องจัดส่งต้นฉบับและให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำสำเนาไว้ในสำนวน ๑ ชุด

     ข้อ ๑๗  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคอื่นหรือผู้ประสานคดีดำเนินการตามขอบอำนาจและหน้าที่ของตนก็ได้

     ข้อ ๑๘  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีพยานวัตถุ บันทึกรายละเอียดภาพถ่ายรับรองความถูกต้องและนำบัญชีพยานวัตถุรวมไว้ในสำนวนด้วย

     ข้อ ๑๙  ในกรณีที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณาเห็นว่าสำนวนคดีใดมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีได้ ให้ร่างคำฟ้องพร้อมบัญชีระบุพยานเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาต่อไป

หากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีได้ หรือกรณีที่มีความเห็นแย้งกับมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราว ร้องทุกข์จากผู้บริโภคพิจารณา

     ข้อ ๒๐  สำนวนคดีใดค้างดำเนินการหรือยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรายงานและชี้แจงเหตุขัดข้องต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขตามที่เห็นสมควร

     ข้อ ๒๑  ให้นำระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับ

 หมวด ๓

การดำเนินคดีในศาล

                       

     ข้อ ๒๒  การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลใด ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีในศาลนั้น

     ข้อ ๒๓  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจมอบหมายให้ผู้ประสานคดีหรือบุคคลอื่นใด ยื่นคำคู่ความ บัญชีระบุพยานและเอกสารอื่นต่อศาล รวมทั้งติดตามคำสั่งศาลคัดถ่ายคำพิพากษา คำเบิกความ และเอกสารอื่นจากศาลด้วย

การขอถ่ายสำเนาเอกสารจากศาล ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน

     ข้อ ๒๔  ในขณะยื่นคำฟ้องต่อศาลให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการขอให้ศาลออกหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่งให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี โดยให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน

ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอ้างพยานหลักฐาน ในบัญชีระบุพยาน ให้ครบถ้วนทุกประเด็นที่จะนำสืบสนับสนุนคำฟ้อง รวมทั้งให้จัดทำสำเนาบัญชีระบุพยานและสำเนาพยานเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามกฎหมายด้วย และหากเห็นสมควรจะยื่นบัญชีระบุพยานไปพร้อมกับคำฟ้องด้วยก็ได้

     ข้อ ๒๕  กรณีที่คู่ความอีกฝ่ายยื่นคำให้การ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจสอบคำให้การและข้อเท็จจริง กำหนดประเด็นและหน้าที่นำสืบ นำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

คดีที่มีการชี้สองสถานให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจสอบการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนก็ให้คัดค้านไว้ตามกฎหมาย และนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

     ข้อ ๒๖  การติดต่อพยานบุคคลไปเบิกความที่ศาล กรณีเป็นพยานนำให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบมีหนังสือแจ้งพยานให้ไปเบิกความที่ศาล หรือกรณีเป็นพยานหมายให้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน โดยให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการ ส่งหมายเรียกให้แก่พยานและให้เบิกค่าใช้จ่ายในการส่งหมายเรียกตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

ในกรณีที่พยานได้รับหนังสือแจ้ง หรือได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่มิได้มาเป็นพยานศาลโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณา หากเห็นว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญในคดีก็ให้ขอศาลเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อน แต่หากเห็นว่า พยานดังกล่าวไม่ใช่พยานสำคัญในคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบงดการสืบพยานปากนั้น หรือขอส่งเอกสารแทนการสืบพยานบุคคลได้ตามที่เห็นสมควร

      ข้อ ๒๗  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเตรียมการสืบพยานบุคคล พยานเอกสารและพยานวัตถุให้พร้อมก่อนวันนัดพิจารณา กรณีพยานบุคคลเป็นพยานหมาย ให้เตรียมค่าป่วยการและค่าพาหนะพยานหรือค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อจ่ายให้แก่พยานตามคำสั่งศาลด้วย

ในการสืบพยาน ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบไปศาลทุกนัดและดำเนินการสืบพยานทุกประเด็นที่อยู่ในคำฟ้องและคำให้การ

     ข้อ ๒๘  การดำเนินกระบวนพิจารณาทุกครั้งให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบบันทึกรายละเอียดไว้ในรายงานการดำเนินคดี ให้ได้ความเพียงพอที่จะทราบการดำเนินคดีครั้งใดหรือวันใด ได้จัดการเกี่ยวกับคดีอย่างไรบ้าง ถ้าเหตุที่ได้จัดการไปนั้นสมควรจะให้ปรากฏถึงเจตนาเพื่อผลใดๆ ก็ให้บันทึกให้ปรากฏไว้และให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบต่อไป

     ข้อ ๒๙  ถ้าเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณาแล้วเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอลดหนี้ลงบางส่วน หรือขอผ่อนผันการชำระหนี้ หรือขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีเหตุอันสมควร ให้เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อมีหนังสือแจ้งข้อเสนอดังกล่าวให้ผู้บริโภคพิจารณาต่อไป

เมื่อผู้บริโภคตกลงประนีประนอมยอมความโดยแจ้งเงื่อนไขมาให้ทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตกลงประนีประนอมยอมความตามนั้น หรือจะให้ผู้บริโภคหรือผู้แทนมาแถลงต่อศาลในวันประนีประนอมยอมความก็ได้ ในกรณีนี้ให้ผู้บริโภคหรือผู้แทนลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย

     ข้อ ๓๐  การดำเนินคดีในทางจำหน่ายสิทธิของผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา ผลการพิจารณาเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามนั้น และให้สำนักงานรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบ

     ข้อ ๓๑  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบควรแถลงการณ์ปิดคดี เว้นแต่คดีที่มีเอกสารอ้างอิงมากหรือคดีที่มีทุนทรัพย์สูง หรือคดีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายยุ่งยาก ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเสนอร่างคำแถลงให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อน

     ข้อ ๓๒  เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการขอคัดถ่ายคำพิพากษาประกอบสำนวนไว้ทุกเรื่อง

ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง พิพากษาไม่เต็มตามฟ้องหรือแพ้คดีในประเด็นใดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบคัดถ่ายสำเนาคำเบิกความพยานและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย

     ข้อ ๓๓  ในการดำเนินคดี เมื่อมีผู้บริโภคร้องขอและมีเหตุจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามหมวด ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

 หมวด ๔

อุทธรณ์และฎีกา

                       

     ข้อ ๓๔  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบไปฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลตามนัดทุกครั้ง

ในกรณีที่ยังไม่สามารถคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้ชนะคดีเต็มตามฟ้องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบหรือผู้รับมอบฉันทะจดย่อคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้แพ้คดีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจดย่อคำพิพากษาหรือประเด็นที่วินิจฉัยแห่งคดีพร้อมเหตุผลที่ให้แพ้คดีนั้น

     ข้อ ๓๕  เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเสนอสำนวนพร้อมความเห็นต่อคณะอนุกรรมการ

กรณีที่ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ชนะคดีโดยได้รับชำระหนี้เต็มตามฟ้อง เป็นการสมประโยชน์ของผู้บริโภคและเป็นไปตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วนั้น ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาใช้สิทธิว่าจะสมควรอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือไม่ และรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อทราบ

สำหรับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีหรือพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ไม่เต็มตามฟ้องหรือคำพิพากษามีข้อแตกต่างไปจากมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาตามกฎหมายว่าด้วยอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือไม่ประการใด และนำเสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป หากมีความเห็นประการใดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการตามนั้น และรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรอุทธรณ์หรือฎีกาให้เสนอร่างอุทธรณ์หรือร่างฎีกาแล้วแต่กรณีไปด้วย

ระหว่างรอผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาไว้ด้วย

      ข้อ ๓๖  ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการแก้อุทธรณ์หรือฎีกาทุกคดี โดยนำเสนอร่างอุทธรณ์หรือฎีกาให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา และให้นำความในหมวด ๒ และ ๓ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

 หมวด ๕

การบังคับคดี

ข้อ ๓๗  ในกรณีจำเป็นต้องดำเนินการบังคับคดีและศาลยังไม่ออกคำบังคับ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบขอให้ศาลออกคำบังคับภายในกำหนด ๔๕ วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่คดีถึงที่สุดหรือคดีที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ให้ขอออกคำบังคับภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือวันที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี แล้วแต่กรณี

     ข้อ ๓๘  ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอทุเลาการบังคับคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดี

     ข้อ ๓๙  เมื่อระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้วและลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีภายใน ๓๐ วัน นับแต่ล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว เพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป

     ข้อ ๔๐  ในกรณีที่ศาลออกหมายบังคับคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบส่งหมายบังคับคดีและสำนวนที่เกี่ยวข้องจำเป็นแก่การบังคับคดีให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีพิจารณามอบหมายให้ผู้ประสานคดีเป็นผู้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป ทั้งนี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้ผู้บริโภค หรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีเป็นผู้ช่วยดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้

     ข้อ ๔๑  ในการดำเนินการบังคับคดี หากมีกระบวนการที่ต้องดำเนินการพิจารณาในชั้นศาล ให้ผู้ประสานคดีนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้นำความในหมวด ๒ ๓ และ ๔ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

ในการดำเนินคดีในชั้นบังคับคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมทำความเห็นเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

 หมวด ๖

การเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ

                       

      ข้อ ๔๒  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการยืมเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามระเบียบว่าด้วยการยืมเงินราชการ และกรณีต้องเดินทางไปดำเนินคดีนอกเขตท้องที่ให้ดำเนินการตามระเบียบของราชการที่เกี่ยวข้อง

     ข้อ ๔๓  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเบิกเงินค่าใช้จ่ายเพื่อสำรอง ในการดำเนินคดีได้ไม่เกินคดีละห้าพันบาท แต่เมื่อรวมกันทุกคดีให้เบิกเงินสำรองค่าใช้จ่ายได้รวมกันไม่เกินสองหมื่นบาท

การเบิกเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเป็นผู้ยืมโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาและให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในแต่ละคดีไว้ให้สามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา ทั้งนี้ ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

     ข้อ ๔๔  เมื่อคดีเสร็จกระบวนพิจารณาในศาลใดและไม่จำต้องดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบหักล้างทะเบียนเงินยืม และจัดทำบันทึกแจ้งว่าคดีถึงที่สุดแล้วพร้อมส่งบัญชีค่าใช้จ่ายและเงินเหลือจ่าย เพื่อหักล้างทะเบียนเงินยืมภายใน ๓๐ วัน

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ ได้ยืมเงินค่าใช้จ่ายไปแล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบผู้นั้นจะต้องส่งมอบสำนวนคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้อื่นรับไปดำเนินการต่อ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบส่งมอบสำนวนคดี และดำเนินการหักล้างทะเบียนเงินยืมให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันส่งมอบสำนวนคดี

     ข้อ ๔๕  ในระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา หรือการดำเนินการบังคับคดี และมีกระบวนพิจารณาในชั้นศาลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการตามความในหมวดนี้

     ข้อ ๔๖  สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบทำความเห็นว่าสำนวนคดีนั้นควรทำลายหรือควรเก็บรอไว้ต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

การทำลายเอกสารตามวรรคแรก ให้ดำเนินการตามระเบียบราชการว่าด้วยเรื่องนั้น

     ข้อ ๔๗  การติดตาม การประเมินผล และการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ดำเนินการตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง/หน้า ๒๓/๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑


 

 

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                 ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑

                       

               โดยที่ปัจจุบันสภาพสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไป วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในสังคมยุคโลกาภิวัตน์มากขึ้น ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีการนำเทคโนโลยี มาใช้งานหรือดำเนินการทางธุรกิจตามกระแสที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคม ดังนั้น จึงเห็นควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้มีความสอดคล้องตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อนุวัติไปตามเทคโนโลยีที่ภาครัฐนำมาใช้ปฏิบัติงาน จึงเป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้บริการแก่ประชาชนมีความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๔๗

     ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือผู้ได้รับมอบหมาย

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง เลขานุการกรมหรือผู้อำนวยการส่วน หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นๆ ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้อำนวยการมอบหมายงานให้พิจารณาดำเนินการ

“ผู้ประสานคดี” หมายความว่า นิติกร หรือเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีมติให้ดำเนินคดี

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“หน่วยงาน” หมายความว่า สำนัก กอง ส่วน หรือกลุ่มงาน ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง” หมายความว่า คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก และคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

“คู่กรณี” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำร้องเรียนหรือถูกร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการพิจารณาให้รวมถึงบุคคล ผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย

“หน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หมายความว่า หน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

 หมวด ๑

การปฏิบัติราชการทั่วไป

                       

     ข้อ ๕  การรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคหรือรับเรื่องอื่นใด ให้สำนักงานเลขานุการกรมลงรับหนังสือและเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดส่งเรื่องดังกล่าวให้หน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

การรับเรื่องตามวรรคหนึ่ง หากได้รับภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ให้รีบดำเนินการ ในวันทำการถัดไป

     ข้อ ๖  เมื่อหน่วยงานได้รับเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๕ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ธุรการของหน่วยงานดำเนินการเสนอผู้อำนวยการพิจารณามอบหมายเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

     ข้อ ๗  ในกรณีที่มีเหตุอันควร ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกสำนวนเอกสารเรื่องร้องทุกข์หรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาตรวจสอบ พิจารณาหรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบใหม่ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพิ่มเติมร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวน หรือดำเนินการสืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ได้

 หมวด ๒

การรับเรื่องร้องทุกข์

                       

     ข้อ ๘  ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคตามแบบพิมพ์บันทึกคำร้องทุกข์ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

     ข้อ ๙  ภายใต้บังคับข้อ ๑๐ การรับเรื่องร้องทุกข์หรือเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้คำแนะนำและแจ้งสิทธิให้ผู้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ทราบ ดังนี้

(๑) การร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดอยู่หรือสะดุดหยุดลง

(๒) การร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคที่จะนำเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนดังกล่าวไปดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยตนเอง

(๓) กรณีที่ผู้บริโภคได้ไปใช้สิทธิดำเนินคดีในศาลด้วยตนเองแล้ว ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

(๔) ผู้ร้องเรียนมีหน้าที่ในการตรวจสอบคำสั่งฟื้นฟูกิจการและสถานะบุคคลล้มละลายจากกรมบังคับคดีโดยตรง

(๕) ภายหลังจากการร้องเรียน ๑๕ วัน หากผู้บริโภคยังไม่ได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ติดตามเรื่อง และควรติดตามเรื่องที่ร้องเรียนทุกเดือน

     ข้อ ๑๐  การรับเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่รับพิจารณาดำเนินการหรือให้ยุติการพิจารณาในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาวินิจฉัยว่ามีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(๑) เรื่องร้องเรียนที่ผู้บริโภคได้ไปใช้สิทธิดำเนินคดีทางศาลด้วยตนเองแล้ว

(๒) เรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเสร็จเด็ดขาดแล้ว

(๓) เรื่องที่ประชาชนได้ใช้สิทธิทางศาลด้วยตนเอง แต่จะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการบังคับคดีตามพิพากษาให้

(๔) เรื่องที่อยู่ในกระบวนการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

(๕) เรื่องที่อายุความในการดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว

(๖) เรื่องร้องเรียนที่ผู้บริโภคได้ยื่นไว้ไม่มีความชัดเจน ไม่สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ร้องเรียน ไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้ร้องเรียน ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานต่างๆ ประกอบการเรื่องร้องเรียน หรือไม่มีการติดหรือชำระค่าอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

(๗) เรื่องร้องทุกข์ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเรียนไม่ใช่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

(๘) เรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องเรียนมาพบหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่ผู้ร้องเรียนไม่มาพบ ไม่ส่งเอกสารหรือให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแต่อย่างใด

     ข้อ ๑๑  กรณีเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับไว้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาและมีหนังสือแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ

     ข้อ ๑๒  เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่หัวหน้าหน่วยงานมอบหมายให้รับผิดชอบ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นแห่งการร้องเรียน ตลอดจนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นนำเสนอผู้อำนวยการเพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามในหนังสือเชิญหรือหนังสือเรียก ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนและเพียงพอ เพื่อให้คู่กรณีจัดส่งเอกสารหลักฐานหรือให้มาพบเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ถ้อยคำและเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งนี้ การติดต่อดังกล่าวเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจจะกระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้ทำเป็นหนังสือก็ให้แจ้งยืนยันเป็นหนังสืออีกครั้งหนึ่ง

     ข้อ ๑๓  ในการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ร้องเรียนหรือประเด็นข้อพิพาทของเรื่องที่ร้องเรียนตลอดจนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยก็ได้

ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีหนังสือเชิญหรือหนังสือเรียกคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยวิธีการส่งทางไปรษณีย์ให้จัดส่งไปยังที่ทำการหรือที่อยู่ตามภูมิลำเนาของคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการแจ้งโดยวิธีบุคคลนำไปส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าขณะนำไปส่งไม่พบผู้รับ และหากได้ส่งให้กับบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วางหนังสือนั้นหรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ไปเป็นพยานก็ให้ถือว่าได้รับหนังสือแล้ว

ในกรณีที่คู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาพบเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามหนังสือเชิญหรือมีหนังสือเรียก ให้สอบถามคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทหรือไม่ และถ้าคู่กรณีให้ถ้อยคำอย่างไร ก็ให้บันทึกถ้อยคำตามนั้น

     ข้อ ๑๔  เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ร้องเรียนหรือประเด็นข้อพิพาทที่ร้องเรียนเสร็จแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำการสรุปสำนวนการสอบสวนและความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการโดยเร็ว ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรยุติเรื่องหรือให้ดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนและความเห็นพร้อมทั้งประมวลเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้งแล้วแต่กรณีภายใน ๑๐ วันทำการนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการดังกล่าว

ในกรณีที่เป็นการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง หรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี หากคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี ได้พิจารณาและมีมติเห็นสมควรให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหรือมีมติให้ยุติเรื่อง ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประมวลเรื่องเสนอหน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใน ๑๐ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี ได้ให้การรับรองมติดังกล่าว เพื่อนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาต่อไป

     ข้อ ๑๕  เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติในการประชุมแต่ละครั้ง ให้หน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสรุปผลการประชุมและมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีหน้าที่แจ้งผู้บริโภคที่ร้องเรียนทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหนังสือภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา

     ข้อ ๑๖  ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ดำเนินการนำมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป

 หมวด ๓

การดำเนินการตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                       

     ข้อ ๑๗  กรณีที่มีมติให้เปรียบเทียบผู้กระทำความผิด

(๑) เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้เปรียบเทียบความผิด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด เห็นสมควรดำเนินการเปรียบเทียบความผิดบุคคลและหรือนิติบุคคลผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประมวลเรื่องและจัดส่งสำนวนเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดี เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบความผิดภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่รับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ได้รับมอบหมายแล้วแต่กรณี

(๒) ให้ผู้อำนวยการหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีสั่งการให้ผู้ประสานคดีดำเนินการตรวจสอบสำนวนเรื่องและเอกสารที่เกี่ยวข้องและนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามในหนังสือแจ้งให้ผู้กระทำความผิดชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายใน ๓ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับสำนวนเรื่อง

(๓) ให้ผู้ประสานคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้กระทำความผิดมาชำระค่าปรับตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยกำหนดเวลาให้ผู้กระทำความผิดไปชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

(๔) เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมชำระค่าปรับ ให้ผู้ประสานคดีแจ้งให้ผู้กระทำผิดกรอกรายละเอียดรับทราบข้อกล่าวหาตามแบบ คคบ. ๑, คคบ. ๒, คคบ. ๓ และ คคบ. ๔ เสร็จแล้ว ตรวจสอบหลักฐานพร้อมนำเสนอผู้กล่าวหาและผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด นำผู้กระทำความผิดไปชำระเงินต่อเจ้าหน้าที่การเงิน เก็บหลักฐานพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินรวมไว้ในสำนวนเรื่อง ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ วันทำการ

(๕) ภายหลังล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๗ (๓) และมีพยานหลักฐานว่าผู้กระทำความผิดได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบความผิด ให้ผู้ประสานคดีสรุปเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณามอบหมายให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือส่งสำนวนเรื่องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีภายใน ๓ วันทำการ

     ข้อ ๑๘  กรณีที่มีมติให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

(๑) เมื่อได้รับสำนวนเรื่องการดำเนินคดีจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ให้ผู้อำนวยการหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีมอบหมายผู้ประสานคดีตรวจสอบสำนวนเอกสารการดำเนินคดีสรุปข้อเท็จจริงจัดทำตารางรายละเอียดของผู้บริโภคให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับสำนวนเรื่อง

(๒) กรณีจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา หรือบอกกล่าว หรือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกดำเนินคดีปฏิบัติตามกฎหมาย ให้จัดทำหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือบอกกล่าวทวงถาม หรือหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติภายในกำหนด ๑๕ วัน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

(๓) ภายหลังล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๘ (๒) และมีพยานหลักฐานว่า ผู้ประกอบธุรกิจได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ประสานคดีนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามจัดส่งสำนวนเรื่องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใน ๕ วันทำการ

(๔) การดำเนินคดีตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ผู้ประสานคดีติดตามคดีและประสานงานกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคทุกๆ ๓ เดือน และต้องรายงานผลการดำเนินคดีให้ผู้บังคับบัญชาและประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบทุก ๓๐ วันทำการ

(๕) ภายหลังการดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้ประกอบธุรกิจแพ้คดีให้ผู้ประสานคดีแจ้งผลการดำเนินคดีให้กับผู้บริโภคทราบ และหากมีความจำเป็นต้องดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ให้ผู้ประสานคดีดำเนินการเชิญผู้บริโภคในคดีมาประชุมชี้แจง และดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีภายใน ๙๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับหมายบังคับคดีของศาล

     ข้อ ๑๙  ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ไม่ได้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้ประสานคดีรายงานเหตุที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จเพื่อขยายระยะเวลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว

 หมวด ๔

การปฏิบัติราชการเฉพาะเรื่อง

                       

      ข้อ ๒๐  การปฏิบัติราชการในส่วนที่เกี่ยวกับการรับรองสมาคม ตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการดังนี้

(๑) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตาม “แบบคำขอรับการรับรองเป็นสมาคมที่มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค” (แบบ ส.ค.บ. ๑) ให้เสร็จภายใน ๑๕ วันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำขอจากสมาคม

(๒) กรณีเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ ที่สมาคมยื่นคำขอครบถ้วนและสมาคมนั้นเป็นสมาคมซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ประกาศชื่อของสมาคมและชื่อของคณะกรรมการของสมาคมไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเป็นเวลาสามวัน ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ภายใน ๒๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเอกสารประกอบคำขอครบถ้วน

(๓) กรณีเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ ที่สมาคมยื่นคำขอไม่ครบถ้วน ให้แจ้งสมาคมทราบภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ เสร็จตามข้อ ๒๐ (๑)

(๔) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าสมาคมที่ยื่นคำขออาจมีลักษณะไม่ถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เสนอเรื่องขอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายที่คณะกรรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้งโดยเร็ว

(๕) การสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีที่มีผู้คัดค้านให้ดำเนินการภายใน ๓๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำคัดค้าน และให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๑๕ วันทำการ แต่ต้องบันทึกเหตุผลการขยายระยะเวลาแต่ละครั้งไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

(๖) เมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามข้อ ๒๐ (๒) หรือข้อ ๒๐ (๕) แล้วแต่กรณี ให้นำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาโดยเร็ว

(๗) กรณีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้การรับรองสมาคมให้สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ “แบบหนังสือรับรองให้สมาคมที่มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค” แบบ ส.ค.บ. ๒ ให้ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อลงนามภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ และให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคส่งเรื่องไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาพร้อมกับส่งหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่สมาคมภายใน ๑๕ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ

(๘) กรณีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง ให้แจ้งสมาคมทราบภายใน ๑๕ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๐๔ ง/หน้า ๒๐/๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑


 

ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๕๑[๑]

                       

                 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดระเบียบว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็นไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๓๒ ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๘

     ข้อ ๓  ในระเบียบนี้

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย

“ข้อความ” หมายความรวมถึงการกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้

     ข้อ ๔  ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดประสงค์จะขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการทั่วไป หรือข้อความสำหรับโฆษณาที่ดินจัดสรร บ้านและอาคารชุด ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ยื่นคำขอตามแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี ท้ายระเบียบนี้ โดยแสดงรายการให้ครบถ้วนพร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี

สินค้าหรือบริการใดมีกฎหมายบัญญัติในเรื่องการโฆษณาสินค้าหรือบริการนั้นไว้โดยเฉพาะแล้ว ถ้าผู้ประกอบธุรกิจประสงค์จะขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการตามระเบียบนี้ จะต้องแสดงหลักฐานว่าข้อความนั้นได้รับอนุญาตให้โฆษณาตามกฎหมายนั้นแล้วด้วย

 

     ข้อ ๕  การยื่นคำขอ ให้ส่งข้อความสำหรับโฆษณา จำนวน ๒๕ ชุด พร้อมหลักฐานสนับสนุนข้อความสำหรับโฆษณาประกอบคำขอ

     ข้อ ๖  ผู้ขอต้องชำระค่าป่วยการในการให้ความเห็นพร้อมกับการยื่นคำขอในอัตราดังต่อไปนี้

(๑) ภาพยนตร์หรือแถบบันทึกเสียง/ภาพ ในอัตรา ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ เรื่อง

(๒) ข้อความอย่างอื่นนอกจาก (๑) ในอัตราหน้าแรก ๑๐,๐๐๐ บาท หน้าถัดไป หน้าละ ๕,๐๐๐ บาท

     ข้อ ๗  การยื่นคำขอตามระเบียบนี้ ให้ผู้ขอหรือผู้รับมอบอำนาจมายื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี

     ข้อ ๘  เมื่อผู้ขอยื่นคำขอแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตรวจสอบรายการและหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี ให้ครบถ้วนก่อนจึงลงเลขที่รับคำขอ ถ้าหากรายการและหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถอ่านได้ชัดเจนให้คืนคำขอ

     ข้อ ๙  ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไมตรี  ตันเต็มทรัพย์

ประธานกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

[เอกสารแนบท้าย]

 ๑.  คำขอความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการทั่วไป (แบบ ฆ.๑)

๒.  คำขอความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาที่ดินจัดสรร บ้าน และอาคารชุด (แบบ ฆ.๒)

 (ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๘๕ ง/หน้า ๒๖/๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑


 
 

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ว่าด้วยการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดีและการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคมพ.ศ. ๒๕๔๐

                  

                 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดระเบียบเพื่อให้สมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ถือปฏิบัติในการดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องคดีและในการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดีและการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคม พ.ศ. ๒๕๔๐”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  ในระเบียบนี้

“สมาคม” หมายความว่า สมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามมาตรา ๔๐

 หมวด ๑

การดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดี

                  

      ข้อ ๔  ให้สมาคมจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของสมาคมและให้ส่งสำเนาทะเบียนสมาชิกนั้นแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการรับรอง ทะเบียนสมาชิกนั้นอย่างน้อยให้มีรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและสัญชาติของสมาชิก

(๒) ที่อยู่หรือที่ตั้งสำนักงานของสมาชิก

(๓) วันที่เข้าเป็นสมาชิก

เมื่อมีการรับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกให้สมาคมแจ้งการรับสมาชิกใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง

     ข้อ ๕  สมาคมต้องแจ้งวัน เวลา และสถานที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งส่งระเบียบวาระการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีเช่นนี้ สมาคมต้องยินยอมให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมายเข้าไปฟังการประชุมได้

ให้สมาคมส่งรายการประชุมใหญ่ของสมาคม รายงานการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการหรือข้อบังคับ จำนวนและสัญชาติของกรรมการที่เปลี่ยนแปลงใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการประชุมหรือมีการเปลี่ยนแปลง

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมให้ผิดไปจากเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงออกตามความในมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้

     ข้อ ๖  ให้สมาคมจัดทำงบดุลแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาคมภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีการบัญชี รวมทั้งจัดทำรายงานประจำปีแสดงรายละเอียดและผลการดำเนินคดีของสมาคม เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาคมในคราวที่เสนองบดุล และให้ส่งสำเนารายงานประจำปีกับงบดุลไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมใหญ่

 หมวด ๒

การใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคม

                  

     ข้อ ๗  ในการพิจารณาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา ๔๑ คณะกรรมการของสมาคมต้องดำเนินการให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดให้เพียงพอ การลงมติให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ให้คณะกรรมการของสมาคมพิจารณาจากพยานหลักฐาน และความเห็นของผู้ตรวจสอบคดีตามข้อ ๘ โดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคสิทธิของบุคคลในการประกอบกิจการ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเป็นสำคัญ

การลงมติตามวรรคหนึ่ง สมาคมต้องแจ้งวันเวลาและสถานที่ประชุมพร้อมทั้งส่งระเบียบวาระการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีเช่นนี้ สมาคม ต้องยินยอมให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมายเข้าไปฟังการประชุมได้

     ข้อ ๘  คณะกรรมการของสมาคมต้องมอบหมายให้ผู้ตรวจสอบคดีซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ตามบัญชีรายชื่อผู้ตรวจสอบคดีที่สมาคมแจ้งไว้กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมายในการดำเนินคดีก่อนที่สมาคมจะฟ้องคดีใด ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

ให้สมาคมรายงานการเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ตรวจสอบคดีให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

ความเห็นของผู้ตรวจสอบคดีตามวรรคหนึ่ง ผู้ตรวจสอบคดีต้องแจ้งให้คณะกรรมการของสมาคมทราบไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการลงมติตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง

     ข้อ ๙  ในกรณีที่สมาชิกของสมาคมขอให้สมาคมเรียกค่าเสียหายแทนตนสมาคมต้องช่วยสมาชิกดังกล่าวในการจัดทำหนังสือมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

     ข้อ ๑๐  เมื่อสมาคมได้ยื่นฟ้องคดีใดแล้ว ให้สมาคมดำเนินการดังนี้

(๑) ส่งสำเนาคำฟ้องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง

(๒) แจ้งผลคำพิพากษาและเหตุแห่งการวินิจฉัยโดยละเอียดให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

     ข้อ ๑๑  ถ้าสมาคมจะถอนฟ้องคดีใด สมาคมต้องมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีการถอนฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคม ให้สมาคมแนบสำเนาหนังสือแสดงความยินยอมให้ถอนฟ้องของสมาชิกผู้มอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนมาด้วย

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่กรณีสมาคมทำความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยอนุโลม เว้นแต่จะเป็นการประนีประนอมยอมความในศาลและมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าได้

     ข้อ ๑๒  ในการฟ้งคดี สมาคมจะเรียกเงินหรือทรัพย์สินใดจากผู้บริโภคไม่ได้เว้นแต่ค่าฤชา ธรรมเนียม ในส่วนที่เกี่ยวกับการมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมซึ่งต้องชำระต่อศาล

     ข้อ ๑๓  ให้สมาคมแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการดำเนินคดีโดยทำเป็นประกาศติดไว้ที่สำนักงานของสมาคมให้สมาชิกทราบเป็นระยะ ๆ

     ข้อ ๑๔  เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว บรรดาค่าเสียหายที่สมาคมได้รับไว้อันเนื่องมาจากการดำเนินคดีของสมาคมโดยได้รับมอบหมายจากสมาชิกต้องส่งให้แก่สมาชิกนั้นโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับค่าเสียหายนั้น

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

สมัคร  สุนทรเวช

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

พรพิมล/พิมพ์

๒๔ ก.ค ๒๕๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง/หน้า ๓๒/๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐


  
  
ภูริชญา กันทะเนตร

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

  

  
 


Last Updated (Tuesday, 19 May 2009 08:14)
VALID CSS   |   VALID XHTML