การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด

บริษัทจำกัดคืออะไร?
บริษัทจำกัด  คือองค์กรทางการค้ารูปแบบหนึ่ง  ซึ่งเหมาะสำหรับกิจการการค้าที่มีขนาดกลางและขนาดใหญ่  และโดยเฉพาะในการประกอบกิจการค้าระหว่างประเทศ  เนื่องจากต่างประเทศจะคุ้นเคยกับรูปแบบบริษัทจำกัดมากกว่าห้างหุ้นส่วน  และบริษัทจำกัดมีลักษณะเป็นดังนี้
1.มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่สามคนขึ้นไป
2.บริษัทจำกัดจะแบ่งทุนออกเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นๆละเท่าๆกัน
3.ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบจำกัดในหนี้ของบริษัทไม่เกินจำนวนเงินตามมูลค่าหุ้นที่ตนถืออยู่และยังส่งใช้ไม่ครบเท่านั้น
4.การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล


ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
1.ขอตรวจและจองชื่อบริษัทจำกัดที่ประสงค์จะจดจัดตั้ง

2.จัดทำหนังสือบบริคณห์สนธิและนำหนังสือบริคณหฺสนธิไปจดทะเบียน
เมื่อชื่อบริษัจำกัดที่ประสงค์จะจัดตั้งนั้นผ่านการตรวจสอบและตรวจรับจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่คล้ายหรือซ้ำกับนิติบุคคลอื่น  ผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทหรือที่เรียกว่า " ผู้เริ่มก่อการ " ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อยสามคนขึ้นไปต้องร่วมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและนำไปจดทะเบียน

เอกสารหลักฐานในการขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
1)คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด ( แบบ บอจ.1)
2)หนังสือบริคณห์สนธิ ( แบบ บอจ.2 ) ปิดอากรแสตมป์ 200 บาท
3)วัตถุประสงค์ ( แบบ ว.)
4)แบบจองชื่อนิติบุคคล
5)สำเนาบัตรประจำตัวผู้เริ่มก่อการผู้ขอจดทะเบียน
6)สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
7)หนังสือมอบอำนาจ
8)หลักฐานให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม)

อัตราค่าธรรมเนียม
จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ  คิดตามทุนจดทะเบียนแสนละ 50 บาท ทั้งนี้รวมกันไม่ต่ำกว่า 500 บาท และไม่เกิน 25000บาท

3.ประชุมจัดตั้งบริษัท
หลังจากจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและหุ้นส่วนทั้งหมดมีผู้จองซื้อครบแล้ว  ให้ผู้เริ่มก่อการนัดผู้ซื้อหุ้นทุกคนประชุมจัดตั้งบริษัท  เพื่อทำความตกลงในเรื่องต่างๆ เช่น  ตั้งข้อบังคับบริษัท  ให้สัตยาบันสัญญาหรือตกลงอนุมัติค่าใช้จ่ายที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำหรือออกไปแล้ว  กำหนดจำนวนและสภาพของหุ้นบุริมสิทธิ (ถ้ามี) กำหนดจำนวนหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่จะออกทดแทนการลงทุนด้วยอย่างอื่นนอกจากเงิน  เลือกตั้งกรรมการและกำหนดผู้ที่จะมีอำนาจกระทำการลงชื่อแทนบริษัท  แต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดเงินค่าจ้างเป็นต้น

4.ผู้เริ่มก่อการมอบกิจการงานทั้งหมดให้คณะกรรมการบริษัท

5.คณะกรรมการต้องเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากผู้จองซื้อหุ้น  โดยจะเรียกเก็บครั้งเดียวเต็มมูลค่าหรือเรียกเก็บครั้งแรกไม่น้อยกว่าหุ้นละ 25% ก็ได้

6.จัดทำคำขอและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด


เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
1.คำขอจดทะเบียน (แบบ บอจ.1)
2.รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)
3.รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก. )
4.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ. 5)
5.สำเนาหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท
6.สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
7.สำเนาข้อบังคับ  ปิดอากรแสตมป์ 200 บาท (ถ้ามี)
8.แบบ สสช.1จำนวน 1 ฉบับ
9.หลักฐานการรับชำระค่าหุ้น  ที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือ
10.สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการผู้ขอจดทะเบียน
11.สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
12.หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
กรณีคนต่างด้าวลงทุนในบริษทตั้งแต่ร้อยละ 40 แต่ไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน  หรือกรณีมีคนต่างด้าวลงทุนในบริษัทต่ำกว่าร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียน  แต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทให้ผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยทุกคนส่งหลักฐานแสดงที่มาของเงินลงทุนซึ่งแสดงจำนวนเงินที่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่ชำระแล้วของผู้ถือหุ้นแต่ละราย ดังนี้
-สำเนาสมุดเงินฝากธนาคาร  หรือสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หรือ
-เอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรอง  หรือแสดงฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้น หรือ
-สำเนาหลักฐานที่แสดงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาชำระค่าหุ้น

อัตราค่าธรรมเนียม
1)คิดตามทุนจดทะเบียน  แสนละ 500 บาท แต่ไม่น้อยกว่า 5000 บาท และไม่เกิน 250000 บาท
2)หนังสือรับรองฉบับละ 200 บาท
3)ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
4)รับรองสำเนาเอกสารหน้าละ 50 บาท


ข้อควรรู้เพิ่มเติม
การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน  ผู้เริ่มก่อการหรือกรรมการผู้ขอจดทะเบียนต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียน
ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยประการใดๆให้ผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้

1.กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร
(1)พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอจดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่
(2)สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ
(3)บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนดได้แก่
-ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
-กรรมการและเจ้าหน้าที่หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด  ตามประกาศสำนักงานทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ (ฉบับ 2) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550

2.กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ
(1)เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานฑูตไทยหรือสถานกงสุล  หรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการ ณ ประเทศนั้นหรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว
(2)บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายประเทศนั้น หรือ
(3)บุคคลที่ควรเชื่อได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง

 

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

 กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นกระบวนการทางศาลโดยผู้ร้องขอต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลต่างหากจากคดีแพ่ง  หรือคดีล้มละลายธรรมดา  ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ในหมวด  3/1 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย  พุทธศักราช 2483 อันเป็นการสร้างมาตรการทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อช่วยเอื้อต่อการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้  กฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญที่ควรรู้ดังนี้
 
  องค์ประกอบในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
 ประกอบด้วย
 - ลูกหนี้ต้องเป็นบริษัทจำกัด  บริษัทมหาชน  จำกัด  หรือ  นิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
 - ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
 - ลูกหนี้เป็นหนี้จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท (เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกัน)
 - มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ
 - ลูกหนี้จะต้องไม่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว
 - ลูกหนี้ยังไม่ได้ถูกศาลหรือนายทะเบียนได้มีคำสั่งให้เลิกหรือเพิกถอนทะเบียนนิติบุคคล  หรือมีการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลนั้น  หรือนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้ต้องไม่เลิกกันด้วยเหตุอื่นไม่ว่าการชำระบัญชีของนิติบุคคลดังกล่าวจะเสร็จหรือไม่ก็ตาม
 
 บุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
1.เจ้าหนี้ซึ่งอาจเป็นคนเดียวหรือหลายคนรวมกันและมีจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท
2.ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท
3. ธนาคารแห่งประเทศไทย  เฉพาะลูกหนี้ที่เป็น
    -ธนาคารพาณิชย์
    -บริษัทเงินทุน
    -บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
    -บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
 4. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  เฉพาะลูกหนี้ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์
 5. กรมการประกันภัย  เฉพาะลูกหนี้ที่เป็น
     -บริษัทประกันวินาศภัย
     -บริษัทประกันชีวิต
 6. หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการของลูกหนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 7. เจ้าหนี้ของลูกหนี้ตามข้อ 3, 4, 5 หรือ 6 หรือลูกหนี้นั้นเองจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากธนาคารแห่งประเทศไทย,  สำนักงานคณะกรรมการกำกับทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์,  กรมการประกันภัยหรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ตามข้อ 6 เสียก่อน

 หลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ
 -คำร้องขอฟื้นฟูกิจการผู้ร้องขอต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง
1. ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้
2.   รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบ
ล้านบาท
3.    เหตุอันควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ
4.    ชื่อและคุณสมบัติของผู้ทำแทน
5.    หนังสือยินยอมของผู้ทำแทน
6.    กรณีที่เจ้าหนี้เป็นผู้ร้องขอ  นอกจากแสดงรายละเอียดข้างต้นแล้วจะต้องแนบรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบมาพร้อมคำร้องขอ  ส่วนลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอจะต้องแนบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่  รายชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมคำร้องขอ

- ผู้ร้องขอต้องชำระค่าขึ้นศาลหนึ่งพันบาทและต้องวางเงินประกันค่าใช้จ่ายต่อศาลเป็นจำนวนห้าหมื่นบาทไปพร้อมกันขณะยื่นคำร้องขอ

- ผู้ร้องขอยื่นคำร้องต่อศาล คือ ศาลล้มละลายกลางและในระหว่างศาลล้มละลายภาคยังไม่เปิดทำการ  ให้ยื่นต่อศาลจังหวัดทั่วประเทศ  ซึ่งลูกหนี้ประกอบธุรกิจในเขตอำนาจศาลดังกล่าวได้ด้วย


สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ
กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
-เจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียง  ในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน  ต้องเป็นเจ้าหนี้ที่มูลหนี้เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
-เจ้าหนี้ต้องยื่นแบบแสดงความประสงค์จะเข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผนตามแบบพิมพ์ ฟ. 19 หรือ ฟ. 19/1 ของกรมบังคับคดี  พร้อมส่งหลักฐานแห่งความเป็นเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์  ก่อนวันประชุม  หากมอบให้บุคคลอื่นยื่นแทนต้องทำใบมอบอำนาจตามแบบพิมพ์  ฟ. 12  หรือ ฟ. 12/1 ของกรมบังคับคดี
- หลักฐานแห่งความเป็นเจ้าหนี้  หากเจ้าหนี้จะส่งสำเนาเอกสาร  ต้องรับรองสำเนาถูกต้องให้ครบถ้วน
- เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะขอตรวจหลักฐานแห่งหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
- ในการประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าว  เจ้าหนี้จะไปออกเสียงด้วยตนเองหรือมอบฉันทะเป็นหนังสือให้ผู้อื่นออกเสียงแทนได้และต้องไปร่วมประชุมทุกครั้งเพื่อลงมติ
- เจ้าหนี้มีสิทธิคัดค้านการออกเสียงของเจ้าหนี้รายอื่นได้
- เจ้าหนี้มีสิทธิเสนอชื่อผู้ทำแผนต่อที่ประชุมเจ้าหนี้ได้โดยเสนอพร้อมหนังสือยินยอมของผู้ทำแผนนั้น

กรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน
- เจ้าหนี้ต้องยื่นขอชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแบบพิมพ์  ฟ. 20 หรือ ฟ. 20/1 ของกรมบังคับคดีพร้อมสำเนา 1 ชุด  ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 1 เดือน  นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน  หากมอบให้บุคคลอื่นยื่นแทนต้องทำใบมอบอำนาจตามแบบพิมพ์  ฟ. 12 หรือ ฟ. 12/1 ของกรมบังคับคดี
- คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต้องประกอบด้วยบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งทรัพย์สิน  และต้นฉบับหรือสำเนาฉบับรับรองสำเนาถูกต้องหลักฐานแห่งหนี้พร้อมสำเนา  1 ชุด
-เจ้าหนี้ต้องไปให้การสอบสวนและส่งเอกสารตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ
- เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้  หรืออนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน  หรือบางส่วนต่อศาลได้ภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
- เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
- เจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ต้องไปร่วมประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนทุกครั้งเพื่อลงมติว่าจะยอมรับแผนของผู้ทำแผนหรือไม่  หากเจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจไม่ไปประชุมแต่ประสงค์จะลงมติพิจารณาแผนล่วงหน้าให้แจ้งความประสงค์ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับแผนหรืองดออกเสียง  โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของเจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทางไปรษณีย์  ก่อนวันประชุมเจ้าหนี้
- เจ้าหนี้มีสิทธิคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตาม  ม. 90/42 ทวิวรรคสอง
- เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอแก้ไขแผนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน
- เจ้าหนี้ต้องส่งสำเนาคำขอแก้ไขแผนให้แก่ผู้ทำแผนทราบล่วงหน้า  ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน
-ในการพิจารณาแผนของศาล  ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษตาม  ม. 90/46 ยอมรับแผนแล้ว  เจ้าหนี้ฝ่ายออกเสียงข้างน้อยในการลงมติอาจจะยื่นข้อคัดค้านเสนอต่อศาลได้อีก


กรณีที่การฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด
- เจ้าหนี้ซึ่งอาจมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้ในหนี้อื่นที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จากมูลหนี้ที่ได้เกิดขึ้น  ตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ  ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์ของกรมบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
- หนี้จำนวนใดที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและชำระค่าธรรมเนียมแล้ว  ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายสำหรับหนี้จำนวนนั้น
- หนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์, ผู้ทำแผน, ผู้บริหารแผนและผู้บริหารแผนชั่วคราวก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้  รวมทั้งหนี้ที่ลูกหนี้ก่อขึ้นโดยชอบตาม  ม. 90/12 (9) มิให้อยู่ภายใต้บังคับ  ม. 94 (2)
- หนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์, ผู้ทำแผน, ผู้บริหารแผนและผู้บริหารแผนชั่วคราวก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้จัดอยู่ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม  ม. 130 (2)


อัตราค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ
- ค่ายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการสองร้อยบาทเว้นแต่เป็นคำขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  หรือเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ไม่เกินห้าหมื่นบาท  ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้


ผลเมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอ
1.ห้ามฟ้องร้องหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาหรือสั่งให้เลิกนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้ ( ถ้ามีอยู่ก่อนต้องงดการพิจารณาคดีนั้นไว้ )
2.ห้ามนายทะเบียนสั่งให้ยกเลิกหรือจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้  และห้ามมิให้นิติบุคคลนั้นเลิกกันโดยประการอื่น
3.ห้ามธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, กรมการประกันภัย  หรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 90/4 (6) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของลูกหนี้  หรือสั่งให้ลูกหนี้หยุดประกอบกิจการ  เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอ
4.ห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด  ห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ( ถ้ามีอยู่ก่อนต้องงดการพิจารณาไว้ ) เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
5.ห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้
6.ห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้อง
7.ห้ามเจ้าหนี้ซึ่งบังคับชำระหนี้ได้เองตามกฎหมายยึด หรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้
8.ห้ามผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ขาย  ผู้ให้เช่าติดตามเอาคืนทรัพย์สินที่เป็นสาระสำคัญในการดำเนินกิจการของลูกหนี้  หรือฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าว  และหนี้สินซึ่งเกิดจากสัญญาดังกล่าว  เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะสั่งเป็นอย่างอื่นหรือหลังจากศาลอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการแล้วมีการผิดนัดสองคราวติดต่อกันหรือกระทำผิดสัญญาในข้อสำคัญ
9.ห้ามลูกหนี้จำหน่าย  จ่ายโอน  ให้เช่า  ชำระหนี้  ก่อหนี้  หรือกระทำการใดๆที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปรกติของลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้  เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
10.คำสั่งชั่วคราวของศาลที่ให้ยึด อายัด  ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ของลูกหนี้หรือคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวให้ศาลที่รับคำร้องขอสั่งให้ระงับผลบังคับไว้หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้
11.ห้ามผู้ประกอบการสาธารณูปโภค  เช่น  ไฟฟ้า  ประปา  โทรศัพท์  งดให้บริการแก่ลูกหนี้  เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอ   หรือหลังจากวันที่ศาลสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการแล้วไม่ชำระค่าบริการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นสองคราวติดต่อกัน
แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้หรือบุคคลที่ถูกจำกัดสิทธิดังกล่าวข้างต้น  อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่รับคำร้องขอเพื่อให้มีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง  หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนหรือให้ความคุ้มครองสิทธิแก่เจ้าหนี้มีประกันได้
นอกจากนี้การออกคำสั่งของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท  นายทะเบียนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง  หรือผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับนิติบุคคลซึ่งเป็นลูกหนี้  การทำนิติกรรมหรือการชำระหนี้ใดๆที่ขัดหรือแย้งกับข้อ 1-11 การนั้นเป็นโมฆะ ( กระทำภายหลังศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอแล้ว )

 

ภูริชญา  กันทะเนตร
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 


 

 

 


 

 

สิทธิของผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์

            พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  พ.ศ. 2545   เป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ติดยาเสพติดกลับตัวเป็นคนดีของสังคม โดยให้ถือว่าผู้เสียหายหรือติดยาเป็นผู้ป่วยที่ต้องรักษาให้หาย  ไม่ใช่ผู้ร้ายหรืออาชญากร  และหากเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพครบขั้นตอน  จนเลิกยาเสพติดได้เด็ดขาด  จะไม่มีการดำเนินคดีและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยช่องทางของกฎหมาย  คือ  เมื่อถูกจับกุมฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามลักษณะ  ชนิดประเภท  และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง

            ต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์  หากมิได้รับการปล่อยชั่วคราวผู้นั้นจะถูกควบคุมตัวระหว่างการตรวจพิสูจน์  ยังสถานที่ควบคุมตัวระหว่างการตรวจพิสูจน์  ซึ่งการตรวจพิสูจน์จะมีตรวจทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม  ด้านห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 15 วัน   หากจำเป็นอาจขยายเวลาออกไปได้อีก  30 วัน  ซึ่งการควบคุมตัวไม่ได้ถือว่าเป็นการลงโทษในระหว่างที่อยู่ในสถานที่ควบคุมตัว  ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์จะไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก  โดย
บิดา  มารดา  ผู้ปกครอง  ญาติหรือผู้ใกล้ชิดหรือผู้ที่เคยอุปการะเลี้ยงดูสามารถเข้าเยี่ยมได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละไม่น้อยกว่า 20 นาที และเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน  2 คน ในเวลาที่กำหนด

           ในระหว่างการตรวจพิสูจน์  ผู้ที่เข้ารับการตรวจพิสูจน์มีสิทธิ์ขอประกันตัวได้  โดยผู้มีสิทธิ์ยื่นประกันตัวคือ  ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เองหรือ  บิดา  มารดา  บุตร  พี่น้องร่วมบิดามารดา  พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน  สามี  ภรรยา  ปู่ย่า  ตายาย  ลุง  ป้า  น้า  อา  นายจ้าง  ผู้ปกครองตามกฎหมาย  หรือบุคคลที่บิดามารดายินยอมให้เป็นผู้ปกครองดำเนินการแทนหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอื่น  ซึ่งการขอประกันตัวสามารถใช้หลักทรัพย์หรือหลักประกันได้ 3 ประเภทคือ
1. เงินสด
2. หลักทรัพย์อื่นๆ เช่น  โฉนดที่ดิน , น.ส. 3 , น.ส. 3 ก  , พันธบัตรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ  สลากออมสิน  สมุดเงินฝากประจำ  หนังสือค้ำประกันของธนาคาร  หนังสือรับรองของส่วนราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง
3.  บุคคลเป็นหลักประกัน  ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
        กรณีบุคคลเป็นหลักประกัน  ต้องมีหนังสือรับรองจากต้นสังกัดแสดงฐานะ  ระดับ  อัตราเงินเดือน  และหากมีภาระผูกพันในการประกันรายอื่นอยู่ต้องแสดงภาระผูกพันนั้นด้วย
       กรณีที่ใช้บุคคลอื่นไม่ใช่ข้าราชการ  จะพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่  อาชีพการงาน  ชื่อเสียงเป็นที่น่านับถือ  โดยจะกำหนดเปรียบเทียบเป็นวงเงินตามความเหมาะสม
เอกสารใช้ประกอบการขอประกันตัวคือ  บัตรประจำตัวพร้อมทะเบียนบ้าน  และสำเนาอย่างละ 1 ชุด ของผู้ขอประกันหรือผู้เป็นหลักประกัน  ผู้ขอประกันที่สมรสแล้ว  ต้องมีคำยินยอมของคู่สมรส  หากเป็นหม้ายให้นำหลักฐานการหย่าหรือใบมรณะบัตรของคู่สมรส  หรือทะเบียนบ้านที่มีการแจ้งตายหน้าที่มีชื่อผู้นั้นมาประกอบด้วย

        เมื่อผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้วจะต้องปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด  แต่หากคณะอนุกรรมการมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว  คุณก็ยังมีสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดภายใน 14 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
และเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจพิสูจน์แล้ว  หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพยาหรือติดยาเสพติด  คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดประจำเขตพื้นที่จะจัดแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  เพื่อนำคุณเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดต่อไป


       แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าไม่เป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดผู้นั้นจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการของกฏหมายเพื่อดำเนินคดีต่อไป
การตรวจพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  พ.ศ. 2545 จึงเป็นเสมือนสะพานที่นำคุณสู่ปลายทางชีวิตที่สดใส  เพียงใช้ความอดทนและมุ่งมั่นเท่านั้น

 

ภูริชญา  กันทะเนตร
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

 

 


 

กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

 1. เมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามลักษณะ  ชนิด  ประเภท  และปริมาณที่กำหนด ในกฎกระทรวงใน 4 ฐานความผิดคือ เสพ , เสพและครอบครอง , เสพและครอบครองเพื่อจำหน่าย , เสพและจำหน่ายยาเสพติด
 

2. พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน  48  ชั่วโมง (หากผู้ต้องหามีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ต้องส่งภายใน 24 ชั่วโมง ) นับแต่ผู้ต้องหามาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด
 

3. เมื่อศาลมีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์และแจ้งต่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแห่งท้องที่  พนักงานสอบสวนจะสอบสวนคดีแล้วส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งผู้ต้องหาไปด้วย

 4. เมื่อคณะอนุกรรมการฯ รับตัวผู้ต้องหาไว้เพื่อตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งศาลแล้วเจ้าหน้าที่จะบันทึกประวัติ  พฤติกรรมในการกระทำความผิด  สภาพแวดล้อมของผู้ต้องหารวมทั้งตรวจพิสูจน์โดยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่รับตัวไว้  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นคณะอนุกรรมการฯ อาจสั่งให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน  ซึ่งระหว่างนั้นผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวภายในสถานที่ควบคุมเพื่อการตรวจพิสูจน์ซึ่งตั้งอยู่ภายในเรือนจำของกรมราชทัณฑ์หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
 

5. ระหว่างถูกควบคุมตัวเพื่อตรวจพิสูจน์  ผู้นั้นหรือผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อคณะอนุกรรมการฯ  โดยมีประกันหรือไม่มีประกันก็ได้
 

6. หากคณะอนุกรรมการฯ วินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดแล้วจะแจ้งผลต่อพนักงานอัยการพร้อมทั้งจัดแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  แต่หากผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฎว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดก็จะแจ้งผลพร้อมส่งตัวผู้ต้องหาคืนเพื่อดำเนินคดีต่อไป
 

7. เมื่อผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการฟื้นฟูฯ ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกิน  6 เดือน  หากผลการฟื้นฟูฯ ยังไม่เป็นที่พอใจสามารถขยายออกไปอีกกี่ครั้งก็ได้โดยครั้งหนึ่งไม่เกิน 6 เดือน  แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 3 ปี  ซึ่งมีทั้งแบบควบคุมตัวและไม่ควบคุมตัว  โดยแบบควบคุมตัวนั้น  ผู้ต้องหาจะเข้ารับการฟื้นฟูฯ  ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของกรมคุมประพฤติหรือในค่ายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ  รวมทั้งกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน  กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ
 

8. การฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวเป็นการฟื้นฟูในชุมชนภายใต้การดูแลของสำนักงานคุมประพฤติกับหน่วยงานภาครัฐ  เอกชน  และชุมชนนั้น  และหากผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ  คณะอนุกรรมการฯ สามารถขยายเวลาออกไปอีกกี่ครั้งก็ได้โดยครั้งหนึ่งไม่เกิน  6 เดือน รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ถูกส่งตัวเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
 

9. หากผู้รับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นผู้สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหลบหนีจากการควบคุมของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือสถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
 

10. เมื่อผู้ติดหรือเสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูฯ และผลการฟื้นฟูเป็นที่พอใจแล้ว  ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาและได้รับการปล่อยตัวแต่หากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป
 

11. ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัย  ในกรณีดังต่อไปนี้
    1. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพ  ผู้ติดยาเสพติด
    2. คณะอนุกรรมการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
    3.คณะอนุกรรมการวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก

 

ภูริชญา   กันทะเนตร
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 


 

 

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative  Justice)
 
กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คือ กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่สูญเสียไปเพราะอาชญากรรมหรือการกระทำความผิด  โดยให้ผู้เสียหายได้บอกเล่าถึงความรู้สึก และความเสียหายที่ได้รับ และได้รับการชดใช้/เยียวยาความเลียหายที่เกิดขึ้น ทั้งความเสียหายทางกายภาย  จิตใจ  อารมณ์ ฯลฯ ให้ผู้กระทำผิดได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน  โดยการชดใช้/เยียวยา ความเสียหายนั้นๆ ให้แก่ผู้เสียหายโดยตรง
   
ขั้นตอน

 พนักงานคุมประพฤติที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เรียกว่า “ คนกลาง (mediator) คนที่ทำหน้าที่คนกลางต้องได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ  ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ  และความตระหนักรู้ในกระบวนทัศน์ของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ต้องมีทักษะเฉพาะทาง  โดยมีหลักการและขั้นตอนการทำงานดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คือ กระบวนการยุติธรรมทางเลือกผู้ที่มีอำนาจที่จะเลือกใช้วิธีการนี้คือผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด การที่คู่กรณีเข้าร่วมในกระบวนการ อาจโดยการเรียกร้องของผู้เสียหายและ/ หรือผู้กระทำผิดเอง  หรือโดยการเชิญชวนของคนกลาง  หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  หลักการสำคัญคือ  กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ต้องทำด้วยความสมัครใจของคู่กรณีเท่านั้น
 หน้าที่ของคนกลางในขั้นตอนนี้  คือ  การชี้แจงให้คู่กรณีทราบว่า  กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คืออะไร  แต่ละฝ่ายมีบทบาทหน้าที่อย่างไร  ต้องทำอะไร  เมื่อทำได้แล้วจะได้อะไร  จะเสียอะไร  ส่วนการตัดสินใจว่าจะเข้าสู่กระบวนการนี้หรือไม่เป็นอำนาจการตัดสินใจของคู่กรณีเท่านั้น  ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ใช้ได้เมื่อคนที่จะเข้าสู่กระบวนการมีความคิดในทางบวก  ไม่ต้องการโต้ตอบหรือแก้ปัญหาหรือแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้ความรุนแรง  แต่ต้องการหาทางแก้ไขความขัดแย้ง/แก้ปัญหา/ทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้น คนกลางจะทำการเตรียมความพร้อมของทั้งสองฝ่ายก่อนดำเนินการประชุมกลุ่ม  โดย
- การให้คำปรึกษารายบุคคล ( individual  counseling ) เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เสียหายทั้งด้านอารมณ์  ความต้องการที่แท้จริง  และสภาพจิตใจ  เตรียมความพร้อมของผู้กระทำความผิด  เพื่อความพร้อมรับผิดชอบกับการกระทำของตน  ตลอดจนสำรวจความต้องการของทั้งสองฝ่ายว่าต้องการให้ใครเข้ามาร่วมประชุมในฐานะเครือข่ายของตนบ้าง
- การแจ้งสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่าย  สิทธิที่สำคัญคือทุกฝ่ายมีสิทธิที่จะยกเลิกกระบวนการนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
- เตรียมการในการประชุมกลุ่ม  โดยคนกลางเป็นผู้นัดหมาย สถานที่  วัน  เวลา  และเตรียมการเรื่องสถานที่ในการประชุม

ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการประชุมหรือเจรจาหาทางออกร่วมกัน  โดยมีขั้นตอนดังนี้
- คนกลางกล่าวถึงวัตถุประสงค์  วิธีการ  ขั้นตอน  และกฎกติกามารยาทในการประชุมรวมทั้งเน้นย้ำว่า  ข้อตกลงที่หากจะเกิดขึ้นย่อมไม่ผูกพันกับคำพิพากษาของศาล
- กระบวนการสำนึกผิด  ขั้นตอนนี้กระทำโดยการให้ผู้เสียหายได้พูดหรือบอกกล่าวให้ผู้กระทำความผิดได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด  ความสูญเสีย  ความเจ็บปวด  และผลกระทบที่ตนได้รับจากการกระทำผิด  การรับรู้เรื่องราวต่างๆจากผู้เสียหายโดยตรงจะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับรู้ถึงผลร้ายจากการกระทำของตน  การสำนึกผิดจะเกิดขึ้นได้ในขั้นตอนนี้
- กระบวนการแก้ปัญหาร่วมกัน/แก้ไขความขัดแย้งร่วมกัน  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมปรึกษาหารือว่า  จะแก้ไขผลร้ายที่ผู้เสียหายได้รับอย่างไร  เป็นขั้นตอนที่ผู้กระทำผิดได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของเขา
- การทำข้อตกลงร่วมกัน  โดยทั่วไปจะเป็นการทำข้อตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแต่ละฝ่ายจะปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไร  ใช้เวลานานเท่าใด  เป็นต้น  ในขั้นตอนนี้ต้องระบุวิธีการติดตามผลด้วย  ขั้นตอนนี้การะทำเพื่อให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ขั้นตอนที่ 4 การติดตามผล  เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้หรือไม่  หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  หรือทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง  คนกลางสามารถจัดให้มีการประชุมกันอีกครั้ง  ผลการประชุมนี้อาจมีการหาทางให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม  หรือทำข้อตกลงใหม่  หรืออาจยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดก็ได้  การปฏิบัติในขั้นตอนนี้คือ  หากศาลพิพากษาให้ผู้กระทำผิดอยู่ในความดูแลของพนักงานคุมประพฤติ  พนักงานคุมประพฤติก็สามารถดูแลให้ปฏิบัติตามข้อตกลงและติดตามผลดังกล่าวข้างต้นได้  กรณีเช่นนี้ผู้ถูกคุมประพฤติต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด  และปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้กับผู้เสียหายอีกด้วย

เป้าหมายเบื้องต้นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีเป้าหมายเบื้องต้นคือ  การเชิดชูและพิทักษ์สิทธิของผู้เสียหาย  ให้ผู้เสียหายมีโอกาสและอำนาจในการอำนวยความยุติธรรมตามความต้องการที่แท้จริงของตน  ได้รับการเยียวยาและชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านวัตถุ  อารมณ์  จิตใจ  และให้ผู้กระทำผิดสำนึกและแสดงความรับผิดชอบในการกระทำของตนต่อผู้เสียหายโดยตรง


เป้าหมายสูงสุด
กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือ  การให้อภัยกัน ( forgiveness ) แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีต้องมีการให้อภัยกัน  หรือการให้อภัยต้องเกิดขึ้นทันทีที่เสร็จสิ้นการประชุม  แท้จริงแล้ว  การให้อภัยจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน  การให้อภัยเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายไป  เพราะการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย  เจ็บปวด  การละเมิด  หรือการใช้ความรุนแรงต่อกัน  ให้กลับคืนดีกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 ความรัก/ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์   เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์สามารถให้อภัยคนอื่นได้  อย่างไรก็ตามการให้อภัยก็ต้องผ่านกระบวนการของการสำนึกผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง  มีการทำข้อตกลงร่วมกันเสมือนเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำผิดเช่นนี้อีกในอนาคต  เมื่อฝ่ายที่กระทำผิดกระทำการตามข้อตกลง  เป็นการแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว  ความไว้วางใจหรือความเชื่อใจกันและกันก็จะเกิดขึ้นจากการนั้น  การให้อภัยก็สามารถเกิดขึ้นได้

 


ภูริชญา  กันทะเนตร
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

                

 

ท่านที่สนใจ กรุณาติดต่อได้ที่ สถาบันวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง สภาทนายความ

โทรศัพท์ : 0-2629-1430 ต่อ 131 โทรศัพท์/โทรสาร : 0-2282-7167

 

 

 

 

กองทุนยุติธรรม

   กระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้เป็นไปด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น

  กองทุนยุติธรรมให้ความช่วยเหลือท่านในกรณีต่างๆดังต่อไปนี้
   ๑.กรณีที่ท่านจะฟ้องคดีแพ่ง แต่ท่านไม่มีเงินชำระค่าธรรมเนียมศาล
   ๒.กรณีท่านถูกฟ้องคดี แต่ท่านไม่มีเงินจ้างทนายว่าความ
   ๓.กรณีท่านถูกจับ แต่ท่านไม่มีเงินที่จะใช้ในการประกันตัว

     หากท่านเป็นผู้ยากไร้หรือไม่ได้รับความเป็นและต้องการได้รับความช่วยเหลือ ท่านสามารถขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เงื่อนไขในการขอรับความช่วยเหลือ
๑.ท่านไม่เคยยื่นคำขอหรือได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่นมาก่อน
๒.ท่านจะต้องไม่เคยถูกปฏิเสธจากกองทุนมาก่อน  หรืออยู่ในระหว่างการช่วยเหลือจากกองทุน
๓.คดีของท่านที่จะฟ้อง หรือถูกฟ้อง มีโอกาส ชนะ
๔.การขอความช่วยเหลือในการประกันตัวในคดีอาญา ผู้ขอจะต้องมีความประพฤติดี และไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนี


หลักฐานการขอรับการสนับสนุน
      ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องกรอกแบบคำขอรับการสนับสนุนที่กำหนดพร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานที่สำคัญเช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
 หรือ บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ สกุล(ถ้ามี) และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  หลักฐานเบื้องต้นที่เกี่ยวกับคดี
ที่ฟ้อง หรือถูกฟ้อง และรายละเอียดเกี่ยวกับคดี

 

ยื่นคำขอได้ที่

  กรณีในกรุงเทพมหานคร 
  ผู้ขอรับการสนับสนุนสามารถยื่นคำขอด้วยตนเอง  หรือส่งคำขอทางไปรษณีได้ที่
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ   อาคารกระทรวงยุติธรรม  ชั้น๑๕  ถนน แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี 

โทร ๐๒-๕๐๒๘๒๒๐-๑,๐๒-๕๐๒๘๒๒๓  โทรสาร ๐๒-๕๐๒๘๒๒๔
  
   กรณีต่างจังหวัด
   ผู้ขอรับการสนับสนุนสามารถยื่นคำขอด้วยตนเองหรือ ส่งคำขอทางไปรษณีได้ที่  สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ

 

 

กิตติ์รัฐ  ประเสริฐฤทธิ์ ,This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ประชาสัมพันธ์ เรื่อง :    การฝึกอบรมกฎหมายจีน-อาเซียน ครั้งที่ 3 
รายละเอียด :
 

การฝึกอบรมกฎหมายจีน-อาเซียน ครั้งที่ 3
3rd Training Course of China-ASEAN Legal Training Base
                                                                                                                               
ผู้จัดการอบรม         China Law Society
เวลา                    18 ตุลาคม - 14 พฤศจิกายน 2552
สถานที่                 Guangxi University of Nationalities ประเทศจีน
เนื้อหาการฝึกอบรม   ระบบกฎหมายของประเทศจีนเบื้องต้นและการบรรลุผลของการใช้ระบบตุลาการในประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบกฎหมายแพ่ง พาณิชย์ และเศรษฐกิจ

ผู้เข้ารับการอบรม    จำนวนทั้งสิ้น 20 คน โดยจะรับตัวแทนจากประเทศละ 2 คน ซึ่งสภาทนายความจะสามารถเสนอชื่อผู้สมัครได้ 1 ถึง 2 คน

ค่าใช้จ่าย             China Law Society จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้เข้ารับการอบรมตลอดการอบรมโดยรวมถึงค่าใช้จ่ายในการอบรม ที่พัก อาหาร และการเดินทางภายในประเทศจีน โดยผู้เข้ารับการอบรมต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเทศจีนรวมทั้งขอวีซ่าด้วยตนเอง

คุณสมบัติ           1.  อายุ 25-45 ปี
                      2.  มีประสบการณ์ทำงานทางด้านกฎหมายอย่างต่ำ 3 ปี และมีผลการทำงานที่ยอดเยี่ยม
                      3.  สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการอบรมทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ
                      4.  ผู้สมัครที่มีอาชีพการงานเกี่ยวข้องกับการค้าและธุรกิจกับประเทศจีนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
                      5.  มีสุขภาพแข็งแรง
การสมัคร      ผู้สมัครต้องส่ง (ด้วยตนเองหรือผ่านทางสภาทนายความ)
                     1.   ใบสมัคร
                     2.   ประวัติย่อ (Resume)
                     3.   หนังสือแนะนำจากสภาทนายความ
                     4.   หนังสือแนะนำจากนายจ้าง
         โดยโทรสารไปยังที่ติดต่อข้างล่างนี้และส่งไปรษณีย์ไปทั้งที่ติดต่อข้างล่างและสถานทูตจีนประจำประเทศไทยก่อนวันที่ 28 สิงหาคม 2552
ที่ติดต่อ     Mr. He Peng
               Project Coordinator of China Legal Exchange Center.
               Tel: 86-10-6651 2467 6613 4488-1324 86-13810334466
               fax: 86-10-6651 2467 6651 0410
               Email:
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
Mail Address: No. 63, Bing Ma Si Hutong, Xicheng District, Beijing, 100034, China
ลงประกาศ เมื่อวันที่ : 6/5/2009

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ สภาทนายความ www.lawyerscouncil.or.th


 

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ