การทำงานบริการสังคม(COMMUNITY  SERVICE)


       การทำงานบริการสังคม  หรือการทำงานสาธารณะประโยชน์ในความรับผิดชอบของกรมควบคุมความประพฤติกระทรวงยุติธรรม   หมายถึง  การที่ศาลหรือพนักงานควบคุมความประพฤติกำหนดให้ผู้กระทำผิดในคดีอาญาต้องทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือผู้เสียหายโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนภายใต้ความยินยอมหรือคำร้องขอทำงานบริการสังคมของผู้กระทำผิด      นอกจากนี้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  ยังสามารถกำหนดให้การทำงานบริการสังคมเป็นวิธีการหนึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

การทำงานบริการสังคมตามประมวลกฎหมายอาญา  มีบัญญัติไว้  2มาตรา คือ
1.การทำงานบริการสังคม  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  56
 เป็นเงื่อนไขหนึ่งของการควบคุมความประพฤติ  สำหรับผู้ที่ศาลพิพากษารอการกำหนดลงโทษหรือรอการลงโทษจำคุกไม่เกิน3ปี  ซึ่งการจัดให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปตามที่เจ้าพนักงานและผู้กระทำผิดเห็นสมควร
 ในบางคดีแม้ว่าศาลจะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขทำงานบริการสังคม  แต่หากพนักงานคุมประพฤติพิจารณาแล้วเห็นว่าการให้ผู้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคมจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขฟื้นฟู  ก็อาจจัดให้ทำงานบริการสังคมได้  ภายใต้ความสมัครใจของผู้ถูกคุมความประพฤติ
 
2.การทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 30/1
 ใช้เป็นทางเลือกให้ผู้กระทำผิดถูกศาลพิพากษาลงโทษปรับแต่ไม่มีเงินชำระค่าปรับสำหรับผู้ที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษปรับไม่เกิน 80,000บาทซึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ
 
การทำงานบริการสังคมตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545  มาตรา23(4)
เป็นวิธีการหนึ่งที่อนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอาจกำหนดในการจัดทำแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ทำงานบริการสังคมร่วมกับการดำเนินการอื่นที่เหมาะสมเพื่อให้ดำรงชีวิตห่างไกลยาเสพติด

วัตถุประสงค์ของการทำงานบริการสังคม
1.เพื่อกระตุ้นให้ผู้กระทำความผิดตระหนักถึงความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อื่น  และสังคมมากยิ่งขึ้น  เกิดความภาคภูมิใจว่ายังมีคุณค่าและสังคมยอมรับว่า
ผุ้กระทำผิดมีความสำนึกตัวและยังทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่น
2.ผู้กระทำความผิดได้พัฒนาตนเองในด้านความรู้ ทักษะ ความมีวินัย ตลอดจนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
3.เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้ชดเชยความเสียหายที่ก่อขึ้นด้วยการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม
4เป็นการนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้แทนวิธีการลงโทษจำคุกหรือปรับ  โดยการจำกัดเสรีภาพ  จำกัดเวลาพักผ่อนส่วนตัว และให้ทำงานที่เป็นประโยชน์แก่สังคม
ซึ่งถือว่าเป็นวิธีตอบแทนการละเมิดกฎหมายวิธีหนึ่ง

รูปแบบการทำงานบริการสังคม  มี 2 รูปแบบคือ
1.การทำงานบริการสังคม  แบบรายบุคคล   หมายถึงการจัดให้ผู้กระทำผิดแต่ละคนไปทำงานบริการสังคมตามหน่วยงานภาคีตามความรู้  ความสามารถ  หรือการทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานหรือชุมชน
2.การทำงานบริการสังคม  แบบกลุ่ม หมายถึงการจัดให้ผู้กระทำผิดทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มซึ่งจะช่วยฦกทักษะ  ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดีขึ้น  หรือเป็นการทำงานตามความต้องการของชุมชนที่มีลักษณะงานต้องใช้คนจำนวนมาก หรือเพื่อส่งเสริมการยอมรับและความสัมพันธ์อันดี

กิจกรรมการทำงานบริการสังคม  มีหลากหลายประเภท อาทิ การพัฒนาหรือทำความสะอาดสถานที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน  สถานที่ท่องเที่ยว  การปลูกป่าหรือสวนสาธารณะ  การช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวก  หรือให้ความบันเทิงแก่คนพิการ  เด็กกำพร้า  คนชรา  ในสถานสงเคราะห์  หรือผู้ป่วย  ในสถานพยาบาล การสอนกีฬา ฝึกสอนวิชาชีพอื่นๆเช่น  สอนซ่อมเครืองใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และกิจกรรมอื่นๆ  เช่นการทำงานในห้องสมุด การทาสีเครืองหมายจราจร การบริจากโลหิต งานอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัย  หรือร่วมรณรงค์ป้องกันอาชญากรรม เป็นต้น

หลักพิจารณาการจัดกิจกรรมหรือจัดให้ทำงานบริการสังคม
-พิจารณาจากฐานความผิด  เงื่อนไข หรือคำสั่งศาลหรืออนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  รวมทั้พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
-พิจารณาลักษณะนิสัย  ความประพฤติ  ความสนใจ  ความรู้ ทักษะ ความสามารถทั่วไปและความสามารถพิเศษรวมทั้งการศึกษาและการประกอบอาชีพ
-งานที่จัดให้ทำต้องไม่เป็นงานที่เสี่ยงภัย เช่น การทำงารในที่สูง หรือเกี่ยวกับเครืองจักร หรือ สารเคมีที่เป็นอันตรายเป็นต้น อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรมได้กำหนดระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวันและแนวปฏิบัติในการให้ทำงานบริการสังคมเพื่อให้การปฎิบัติเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม

ความสำคัญของหน่วยงานภาคีต่อการทำงานบริการสังคม
หน่วยงานภาคีการทำงานบริการสังคม เป็นหน่วยงานของรัฐ  หรือเอกชน  ที่ไม่แสวงหากำไรที่สำนักงานคุมประพฤติติดต่อขอความร่วมมือและตกลงให้เป็นสถานที่ที่ผู้กระทำผิดจะไปทำงานหรือกิจกรรมด้านต่างๆ
ตามลักษณะประเภทงานที่เหมาะสม  ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด  ที่จะช่วยให้ผู้กระทำผิดได้ทำงานชดใช้ตอบแทนสังคม  เกิดจิตสำนึก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  เป็นคนดีของสังคมต่อไป
 

การใช้มาตรการการทำงานบริการสังคมในอนนคต
 ปัจจุบันการทำงานบริการสังคมใช้ในวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด  และเพื่อการชดใช้หรือการทดแทนความผิดเป็นหลัก  แต่ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมมีนโยบายให้ศึกษาและนำมาตรการลงโทษระดับกลาง ที่ใช้รูปแบบการไม่ควบคุมตัว(non-custodial measures) มาใช้เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งการทำงานบริการสังคมเป็นมาตรการหนึ่งที่หลายประเทศได้นำมาใช้แทนโทษจำคุกระยะสั้น  หรือโทษปรับ  โดยเป็นทางเลือกให้กับผู้กระทำผิด เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย  และช่วยเสริมยุทธศาสตร์การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด  ในประเด็น " การเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง  "  ให้บรรลุเป้าหมายต่อไป


กิตติ์รัฐ  ประเสริฐฤทธิ์ , www.thailawtoday.com

 

การตรวจลงตราสำหรับการเข้ามาเพื่อติดต่อธุรกิจ ใช้ได้หลายครั้งภายใน 3 ปี (Three-Year Non-Immigrant Visa  “B” )

คนต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจ และจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาบ่อยครั้ง สามารถขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว รหัส B ใช้เดินทางเข้าประเทศไทยได้หลายครั้ง อายุ 3 ปี  (Three-Year Non-Immigrant Visa “B” )
คนต่างชาติที่ได้รับการตรวจลงตราประเภทดังกล่าวสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้หลายครั้ง ภายใน 3 ปี และพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน  ทั้งนี้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย

 1.  สถานที่ยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตรา
     คนต่างชาติที่ประสงค์จะขอรับการตรวจลงตราประเภท Three-Year Non-Immigrant Visa  รหัส “B”  สามารถยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่ผู้ขอรับการตรวจลงตรามีถิ่นพำนักเท่านั้น  หรือหากไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยตั้งอยู่ในประเทศที่ผู้ขอรับการตรวจลงตรามีถิ่นพำนัก  ให้ยื่นคำร้องได้ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยที่ดูแลประเทศดังกล่าว  ทั้งนี้ ไม่สามารถยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตราที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทย ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจลงตราประเภทดังกล่าว
      หากประสงค์จะสอบถามเกี่ยวกับสถานที่ยื่นคำร้องฯ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับการตรวจลงตราประเภท Three-Year Non-Immigrant Visa  “B”  สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ของไทย  สำหรับที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ดูได้จาก
www.mfa.go.th/web/10.php

 2.  เอกสารประกอบการยื่นคำร้องฯ
     -  แบบฟอร์มคำร้องขอรับการตรวจลงตราซึ่งกรอกข้อความครบถ้วนสมบูรณ์
     -  หนังสือเดินทางซึ่งมีอายุการใช้เดินทางที่เพียงพอ
     -  รูปถ่ายซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
     -  เอกสารประจำตัว เช่น บัตรประชาชน เอกสารแสดงการมีถิ่นพำนัก
     -  หลักฐานเกี่ยวกับการทำงานของผู้ขอรับการตรวจลงตรา เช่น ใบรับรองการทำงานจากสถานที่ทำงาน  หรือในกรณีที่มีธุรกิจของตนเอง ให้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของตน
     -  หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกหอการค้า สมาคมทางธุรกิจ หรือสถาบันอื่นที่เทียบเท่าของประเทศนั้น ๆ
     -  หลักฐานแสดงว่ามีการติดต่อธุรกิจในประเทศไทยเป็นประจำ เช่น อาจแสดงหนังสือรับรองหรือหลักฐานการติดต่อธุรกิจกับบริษัทหรือหน่วยงานในประเทศไทย พร้อมทั้งแสดงเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับบริษัทดังกล่าว (เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น รายละเอียดการดำเนินกิจการของบริษัท รายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้า ภ.ง.ด.50  ภ.ง.ด.30  ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.20  งบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนของบริษัท  แผนที่ที่ตั้งบริษัท เป็นต้น )
      ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในแต่ละประเทศอาจขอรับเอกสารประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา

 3.  ค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา       10,000  บาท

หมายเหตุ    -   การพิจารณาตรวจลงตราขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่
                   -   ค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราที่จ่ายให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่แล้วไม่สามารถขอรับคืนได้

 

       การตรวจลงตราสำหรับคนต่างชาติที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ามาเพื่อพักผ่อน โดยพำนักได้ 1 ปี  (Non-Immigrant Visa  “O-A” Long Stay) 

Non-Immigrant Visa  รหัส “O-A” (Long Stay)  เป็นการตรวจลงตราสำหรับคนต่างชาติซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีบริบูรณ์  ซึ่งประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อพักผ่อน  โดยจะได้รับอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร  และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่พำนักในประเทศไทย
 
1.   คุณสมบัติของผู้ที่สามารถขอรับการตรวจลงตรา
-   คนต่างชาติทุกสัญชาติ อายุ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
-   ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
-   ไม่มีประวัติที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งต่อประเทศไทย และประเทศที่ตนมีสัญชาติหรือประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก
-   ไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2535)
-   มีเงินฝากและ/หรือเงินได้หรือเงินบำนาญรวมกันไม่น้อยกว่า 800,000 บาท
-    มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาพักผ่อน และไม่มีความประสงค์ที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย
 
2.  สถานที่ยื่นคำร้อง
คนต่างด้าวที่ประสงค์จะขอรับการตรวจลงตรา Non-Immigrant Visa  รหัส “O-A” (Long Stay)  สามารถยื่นคำร้องได้ที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศที่คนต่างด้าวมีสัญชาติหรือในประเทศที่มีถิ่นพำนักเท่านั้น
 
.  เอกสารประกอบการยื่นคำร้อง
-   หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้ได้ไม่น้อยกว่า 18 เดือน
-   แบบฟอร์มการขอรับการตรวจลงตรา พร้อมรูปถ่าย และแบบฟอร์มประวัติส่วนตัว จำนวน 3 ชุด (ขอรับแบบฟอร์มได้จากสถานทูตสถานกงสุล)
-   หลักฐานด้านการเงิน ได้แก่ สำเนาบัญชีเงินฝาก (Bank Statement)   จำนวนเทียบเป็นเงินไทยไม่น้อยกว่า 800,000 บาท 
     หรือหนังสือรับรองรายได้/เงินบำนาญ (ฉบับจริง) เดือนละไม่น้อยกว่า  65,000 บาท 
     หรือมีบัญชีเงินฝากและรายได้/เงินบำนาญ (ต่อเดือน X 12)  รวมกันไม่น้อยกว่า  800,000 บาท  (กรณีแสดงสำเนาบัญชีเงินฝาก ให้แสดงหนังสือรับรองจากธนาคารฉบับจริงด้วย)
(หมายเหตุ   ในการแสดงหลักฐานด้านการเงินนั้น ผู้ร้องอาจแสดงหลักฐานบัญชีเงินฝากหรือการมีรายได้ในประเทศที่ตนมีสัญชาติหรือประเทศที่มีถิ่นพำนักก็ได้  ไม่จำเป็นต้องเป็นบัญชีเงินฝากในประเทศไทย)
-  ใบรับรองการสอบประวัติอาชญากรรม (Criminal Record) จากประเทศที่ตนมีสัญชาติหรือจากประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก (ใบรับรองอายุไม่เกิน 3 เดือน)
-  ใบรับรองแพทย์จากประเทศที่ยื่นคำร้องที่แสดงว่าไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎกระทรวงฉบับที่ 14
พ.ศ. 2535 (ใบรับรองมีอายุไม่เกิน 3 เดือน)
-  ในกรณีมีความประสงค์จะนำคู่สมรสเข้ามาพำนักในราชอาณาจักรด้วย แต่คู่สมรสไม่มีคุณสมบัติที่จะขอรับการตรวจลงตราประเภท “O-A” (Long Stay) ได้  ให้แสดงหลักฐานทะเบียนสมรส  ทั้งนี้ คู่สมรสจะได้รับการพิจารณาให้ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว รหัส “O” พำนักได้ 3 เดือน
 
4.  ค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา
    Non-Immigrant Visa  รหัส “O-A” (Long Stay)  อายุวีซ่า 3 เดือน ใช้ได้ครั้งเดียว (single entry) ค่าธรรมเนียม 2,000  บาท  หรือ อายุวีซ่า 1 ปี ชนิดใช้ได้หลายครั้ง (multiple entries) ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท
 
คำแนะนำสำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจลงตรา  Non-Immigrant Visa  รหัส “O-A” (Long Stay)
          -  เมื่อคนต่างด้าวที่ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว  รหัส  “O-A”  (Long Stay)  เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร  เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะประทับอนุญาตให้อยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เดินทางเข้า  หากจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาดังกล่าว คนต่างด้าวจะต้องไปขอ re-entry permit ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน เพื่อรักษาสิทธิในการกลับเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตไว้ได้จนครบ 1 ปี 
          -   เมื่อเดินทางเข้ามาพำนักในราชอาณาจักรครบ 90 วัน จะต้องรายงานตนต่อเจ้าหน้าที่ และครั้งต่อไปต้องรายงานตนทุกๆ 90 วัน ซึ่งสามารถรายงานตนต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ ท้องที่ที่ตนพักอาศัย หรือกรณีที่ไม่มีด่านตรวจคนเข้าเมือง ให้รายงานที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่ตนพักอาศัย   
               การรายงานตนสามารถรายงานโดยส่งทางไปรษณีย์ได้ โดยปฏิบัติดังนี้   (1) ส่งแบบฟอร์มการแจ้งที่กำหนด (แบบ ตม. 47) พร้อมด้วยสำเนาหนังสือเดินทางหน้าที่มีรูปถ่ายและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าว และหน้าที่ปรากฏการตรวจลงตราประทับขาเข้าครั้งล่าสุด   (2) หากเป็นการแจ้งครั้งที่ 2 ขึ้นไป  ให้แนบใบตอบรับการแจ้งครั้งก่อนมาแสดงด้วย   (3) สอดซองเปล่าติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงบุคคลต่างด้าวผู้แจ้ง   (4) ส่งเอกสารทั้งหมดมาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ภายใน 7 วันล่วงหน้าก่อนครบกำหนดทุก 90 วัน มายังงาน กก. 4 บก. อก. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู  ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120   ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะส่งใบตอบรับการแจ้งให้แก่คนต่างด้าวผู้แจ้งไว้ใช้อ้างอิงในครั้งต่อไปด้วย
          -   เมื่อพำนักในราชอาณาจักรครบ 1 ปี หากประสงค์จะพำนักอยู่ต่อไป  ให้ยื่นคำขออยู่ต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยแสดงหลักฐานการโอนเงินหรือการมีเงินฝากในราชอาณาจักร จำนวนไม่น้อยกว่า 800,000 บาท หรือหนังสือรับรองรายได้หรือบำนาญเดือนละไม่น้อยกว่า 65,000 บาท อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันปีละไม่น้อยกว่า 800,000 บาท  หากมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้อง จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่ออีกคราวละ 1 ปี

 

 

รู้ไว้ใช่ว่า!การเยียวยาเหยื่ออาชญากรรม เผื่อวันนั้นเป็นคุณ! 
 
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม manager.co,th 12 มีนาคม 2552 05:37 น. 


 

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 
 
       การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อ หรือผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมและผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรมหรือจำเลยในคดีอาญา ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบอยู่นั้น ในแต่ละปีรัฐต้องใช้เงินงบประมาณไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ในการช่วยเหลือเยียวยา โดยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในปีพ.ศ.2545 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 31 ม.ค.2552 สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้จ่ายเงินช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ทั้งสิ้น 12,446 ราย เป็นเงิน 1,020,272,718.27 ล้านบาท
      
       ทั้งนี้กฎหมายช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว เป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐของบุคคล ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น โดยที่ตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น รวมทั้งการรับรองสิทธิในการได้รับค่าตอบแทนในกรณีของบุคคลซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้น และปรากฎข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ดังนั้น เพื่อให้การรับรองสิทธิดังกล่าว เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวขึ้น เรียกว่า "พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" ซึ่งปัจจุบันใช้กฎหมายฉบับเดียวกันคือ พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา แต่ผลจากการศึกษาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า ควรจะแยกการช่วยเหลือระหว่างผู้เสียหายและจำเลย เป็นพระราชบัญญัติคนละฉบับกัน
      
       การช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหายในประเทศไทย ใช้หลักสวัสดิการ คือ เป็นการให้การสงเคราะห์หรือช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น เช่นคดีเพลิงไหม้ซานติก้าผับ กรมคุ้มครองสิทธิฯก็ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น แค่ไม่สามารถช่วยเหลืออย่างมหาศาลได้ เพราะไม่ใช่บริษัทประกันภัย
      
       หลักการ“เยียวยาเบื้องต้น” หมายความว่ารัฐจะต้องให้การคุ้มครองประชาชนทั้งในชีวิตและทรัพย์สินได้ หากรัฐไม่สามารถคุ้มครองได้ รัฐก็ควรจะมีการเยียวยาช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้เสียหาย ส่วนกรณีจำเลยในคดีอาญาที่เป็นผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรม โดยที่เป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ได้กระทำความผิดนั้น ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐเช่นกัน และ"การช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญา เป็นเรื่องระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ถ้าคดีแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน หากมีการละเมิด ก็ต้องไปเรียกร้องกันเอง"
      
       น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ผอ.สำนักช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาบอกกับเรา ทีมข่าวอาชญากรรม เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ว่า กฎหมายการช่วยเหลือเยียวยาของประเทศไทยก้าวหน้ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมาตรฐานอยู่ระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ไต้หวันและเกาหลีใต้
      
       น.ส.ปิติกาญจน์ บอกว่า การช่วยเหลือผู้เสียหายแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีบาดเจ็บ 1.ค่ารักษาพยาบาล โดยให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท 2.ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท 3.ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ เช่นป่วยต้องไปนอนที่โรงพยาบาล วันละไม่เกิน 200 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีและ 4. ค่าตอบแทนอื่นตามที่คณะกรรมการฯเห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000 บาท
      
       กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ให้จ่าย 1.ค่าตอบแทนตั้งแต่ 30,000 บาท ไม่เกิน 1 แสนบาท 2.ค่าจัดการศพไม่เกิน 20,000 บาท 3.ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู จำนวนไม่เกิน 30,000 บาท 4. ค่าเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการฯเห็นสมควรแต่ไม่เกิน 30,000 บาท อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงส่วนใหญ่คณะกรรมการฯ จะพิจารณาจ่ายรวมทั้งหมดไม่เกินรายละ 1 แสนบาท อย่างคดีซานติก้าผับ จ่ายรายละ 80,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 45 ราย
      
       ส่วนค่าทดแทนกรณีจำเลยถูกจำคุกในคดีอาญา ทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์หรือที่เรียกว่า“แพะ”นั้น ประกอบด้วย 1.ค่ารักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 30,000 บาท 2.ค่าฟื้นฟูสมรรถนะร่างกายและจิตใจไม่เกิน 50,000 บาท 3.ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ไม่เกินวันละ 200 บาทนับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ 4.ค่าตอบแทนอื่นไม่เกิน 30,000 บาทและ 5.ค่าทนายความเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
      
       การพิจารณาว่า ผู้เสียหายควรมายื่นรับค่าตอบแทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหาย จะต้องไม่มีส่วนร่วมกับการกระทำความผิด ซึ่งในหลักฐานการแจ้งความของพนักงานสอบสวนจะระบุว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ เช่น ไปชกต่อยกับเพื่อน ก็ถือว่าสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน ก็ไม่ได้ ยกเว้นไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุลมุนเลย แต่ถูกอีกฝ่ายตีหัว ทำร้ายก็ถือว่าเป็นผู้เสียหาย แต่ตำรวจต้องระบุรายละเอียดว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
      
       "สรุป หนึ่งต้องเป็นคดีต่อชีวิต ร่างกายและความผิดเกี่ยวกับเพศ สองไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด สามมีค่าใช้จ่ายจากการกระทำอาชญากรรมของผู้อื่น เช่นไปโรงพยาบาลแล้ว จ่ายค่ารักษาพยาบาล 30 บาทแล้ว แต่หมอบอกว่ายังมีค่ารักษาอีก 5,000 บาท คดีข่มขืนมีเข้ามายื่นจำนวนมากพอสมควร โดยคณะกรรมการฯจะพิจารณาจากพฤติการณ์การกระทำผิดตามสำนวนการสอบสวนของตำรวจ หากไม่ชัดเจนก็จะรอคำพิพากษาของศาล เพราะคดีข่มขืนบางครั้งดูยาก จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า สมัครใจหรือเป็นแฟนกันหรือไม่ ทำไมถึงไปกับคู่กรณีในยามวิกาล แต่สุดท้ายคณะกรรมการฯก็จะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่" ผอ.สำนักช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญากล่าว
      
       ส่วนกรณีเป็นจำเลยในคดีอาญา มีเงื่อนไขว่า ศาลจะต้องได้รับการพิพากษาคดีถึงที่สุด ว่าจำเลยไม่เป็นผู้กระทำผิด ส่วนกรณีศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้แก่จำเลย ก็จะไม่ได้รับค่าชดเชย เพราะถือว่ายังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงพอ
      
       อย่างไรก็ตามการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนจำนวนเท่าใดนั้น สุดท้ายขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ"คณะกรรมพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา"ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานกรรมการฯ และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 17 คน และจะประชุมเพื่อพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนเดือนละ 1 ครั้ง แต่ละครั้งจะมีเข้ามาประมาณ 300-500 คดี ทั้งนี้ โดยมีคณะอนุกรรมการฯ กลั่นกรองเบื้องต้น จำนวน 11 คณะ ทำหน้าที่พิจารณาดูรายละเอียดของแต่ละคดี ก่อนส่งมอบให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา
      
       สำหรับช่องทางที่ประชาชนสามารถมายื่นแจ้งสิทธิได้คือ 1.ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัด 2.ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ถ.แจ้งวัฒนะ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานเชิงรุกคือศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไปเยี่ยมหรือแจ้งสิทธิ กรณีเป็นคดีสะเทือนขวัญ อุกฉกรรจ์ อยู่ในความสนใจของประชาชน ใช้หลักฐานประกอบด้วยสำเนาทะเบียนบ้าน กรณีบาดเจ็บต้องมีหลักฐานใบแจ้งความจากสถานีตำรวจ ขณะนี้พบว่าประชาชนจากต่างจังหวัดทั่วประเทศได้ยื่นเรื่องเข้ามามากสุดประมาณ 500-600 รายต่อเดือน และมายื่นที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประมาณ 5-10 ราย
      
       ผอ.สำนักช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาตั้งข้อสังเกตุถึงการหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยา ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อคดีข่มขืนว่า ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีการเยียวยาด้านจิตใจอย่างเป็นจริงเป็นจัง เนื่องจากผลกระทบทางด้านจิตใจค่อนข้างพิสูจน์ยาก ไม่มีใบเสร็จ ซึ่งผู้หญิงที่ถูกข่มขืนส่วนใหญ่จะได้รับค่าเสียหายด้านร่างกาย ประมาณ 30,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง ในอนาคตจึงอยากเห็นผู้หญิงที่โดนกระทำที่รุนแรงอย่างถูกข่มขืน ซึ่งสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ ได้มีกลไกหรือมาตรการต่างๆ เข้ามาเยียวยา เช่นอาจจะประสานเชื่อมโยงกับทางโรงพยาบาลหรือกระทรวงพัฒนาสังคมให้การช่วยเหลือมากขึ้น
      
       สุดท้าย การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อ หรือผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมและผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรมหรือจำเลยในคดีอาญา ยังมีเหยื่อ และญาติเหยื่ออีกจำนวนมาก ที่ยังไม่ทราบเรื่องที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดการช่วยเหลือเยียวยาไว้ ในขณะเดียวกัน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อประชาสัมพันธ์ และแจ้งให้บุคคลทั่วไปได้ทราบเรื่อง เพียงแต่ว่า คุณเห็นสำคัญว่า เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องไกลตัว จึงมักไม่ได้ใส่ใจมากนัก จากนี้ไป อย่าเห็นว่า เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะในอนาคต ไม่แน่เสมอว่า เหยื่อในวันนั้น...อาจเป็นคุณ!?!
 

               วันที่ 10 มีนาคม 2552 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการทำสำนวนสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย  แล้วดำเนินการต่อไปได้

               กระทรวงยุติธรรมเสนอว่า  ตามแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงยุติธรรมประจำปี  2551 กระทรวงยุติธรรมโดยคณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพซึ่งมีศาสตราจารย์ นายแพทย์วิฑูรย์  อึ้งประพันธ์ เป็นประธาน ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการฯ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการทำสำนวนสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ พ.ศ. .... โดยมีหลักการเกี่ยวกับ การให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนในการทำสำนวนสอบสวนในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน  หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน หรือในกรณีที่ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน  ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ โดยพนักงานอัยการอาจให้คำแนะนำ ตรวจสอบพยานหลักฐาน ถามปากคำ หรือสั่งให้ถามปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่เริ่มทำสำนวนนับแต่โอกาสแรกเท่าที่จะพึงกระทำได้  ซึ่งจะเป็น การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น  จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

               สาระสำคัญของร่างกฎหมายมีดังนี้
         1. กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพและเข้าร่วมทำสำนวนสอบสวนโดยเร็ว  ซึ่งการแจ้งอาจทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ (ร่างข้อ 1)
         2. กำหนดให้พนักงานอัยการมีหน้าที่เข้าร่วมการทำสำนวนการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน (ร่างข้อ 2)
         3. กำหนดให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการหารือกันตั้งแต่ชั้นเริ่มคดีในการทำสำนวนสอบสวน (ร่างข้อ 3)
         4. กำหนดให้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน  พนักงานสอบสวนสามารถทำสำนวนสอบสวนโดยไม่มีพนักงานอัยการ เข้าร่วมทำสำนวนสอบสวนได้ แต่ต้องบันทึกเหตุผลไว้ (ร่างข้อ 4)
         5. กำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินการในการทำสำนวนสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ (ร่างข้อ 5)
         6. กำหนดให้ในกรณีพนักงานสอบสวนจะขอหมายค้นหรือหมายจับ ให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเห็นชอบร่วมกันก่อนดำเนินการ (ร่างข้อ 6)
         7. กำหนดให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการทำความเห็นของตนรวมไว้ในสำนวนสอบสวนได้ หากมีความเห็นไม่ตรงกัน
(ร่างข้อ 7)

              ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่เพิ่งได้แก้ไขใหม่ ฉบับที่ 27 พ.ศ.2550 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2551 เล่มที่ 125 ตอนที่ 3 ก. 

 

ผ่าน  ครม.แล้ว  ร่างกฎกระทรวงจัดเรตติ้งภาพยนตร์  คาดประกาศใช้พฤษภาคม 2552


     การประชุมคณะรัฐมนตรี   วันที่  17  กุมภาพันธ์ 2552  วาระหนึ่งที่น่าสนใจคือ  ครม.เห็นชอบในหลักการกฎกระทรวงประกอบพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์  พ.ศ.2551  ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ  รวม  4  ฉบับ ได้แก่

1.ร่างกฎกระทรวงอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทภาพยนตร์

3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบกิจกรรมโรงภาพยนตร์  และ

4.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์


     หลัง  ครม.มีมติเห็นชอบกฎกระทรวง  4  ฉบับดังกล่าว  ขั้นตอนต่อไปคือการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา  ก่อนส่งให้  ครม.พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกาศใช้
     นายธีระ   สลักเพชร   รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม  (วธ.)  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม   ครม.ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ประเภทของภาพยนตร์  หรือเรตติ้ง  ว่า  ในต่างประเทศมีการแบ่งเรตติ้งภาพยนตร์เพียง  5  เรตเท่านั้น  ทำไม  วธ.จึงได้แบ่งเรตติ้งออกเป็น  7  เรต  วธ.จึงชี้แจงสาเหตุที่เพิ่มหมวด  คือ  ภาพยนตร์ประเภทส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้ดู  เช่น  ภาพยนตร์ด้านศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี  ขนบธรรมเนียมต่างๆ  เป็นต้น  และหมวดภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร  เช่น  ทำลายความมั่นคง  หมิ่นสถาบัน  เป็นต้น  เมื่อ  ครม.รับฟังก็ไม่มีข้อท้วงติง  ทั้งนี้  ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2552
     รมว.วัฒนธรรมกล่าวว่า   การกำหนดเรตติ้งภาพยนตร์  วธ.ได้พิจารณาร่วมกับนักวิชาการด้านภาพยนตร์  ผู้ประกอบการภาพยนตร์  และผู้กำกับการแสดง  ศึกษาอย่างรอบคอบ  นำแนวทางการจัดประเภทภาพยนตร์ของสิงคโปร์และอังกฤษมาพิจารณาประกอบ   จึงอยากให้พ่อแม่   ผู้ปกครอง   ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์   ช่วยกันแนะนำบุตรหลานของตนเองให้ชมภาพยนตร์อย่างเหมาะสม
     ทั้งนี้   เรตติ้งที่คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ   กำหนดไว้  7  ประเภท   ประกอบด้วย

1.ภาพยนตร์ประเภทส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้ดู   มีเนื้อหาส่งเสริมการศึกษา  จริยธรรม  ศิลปวัฒนธรรมของชาติ  ให้ความรู้ความเข้าใจการพัฒนาสังคม  ครอบครัว  และสร้างจิตสำนึกในเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.ภาพยนตร์ประเภทเหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป  เนื้อหาต้องไม่มีเรื่องของเพศ  ภาษา  ที่มีความรุนแรง

3.ภาพยนตร์ประเภทที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่  13  ปีขึ้นไป  จะไม่มีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความรุนแรง  ทารุณโหดร้าย  ขาดมนุษยธรรม  น่ากลัว  ส่อไปในทางสยองขวัญ   ใช้คำหยาบคายลามก   พฤติกรรมทางเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร   การสาธิตวิธีการก่ออาชญากรรมหรือใช้อาวุธ   ใช้สิ่งเสพติดให้โทษที่ไม่เหมาะสม   อันเป็นเหตุชักจูงให้เกิดอาชญากรรมต่อสังคม  และไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความเรียบร้อย  ชักจูงให้เด็กและเยาวชนหลงเชื่อ

4.ภาพยนตร์ประเภทที่เหมาะสมแก่ผู้มีอายุตั้งแต่  15  ปีขึ้นไป  มีเนื้อหาเหมือนกับประเภทอายุ   13  ปีขึ้นไป  แต่อาจมีภาพ  เสียง  เนื้อหาที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมหรือภาษาที่ไม่เหมาะสม  และต้องใช้วิจารญาณในการดู

5.ภาพยนตร์ประเภทที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่  18  ปีขึ้นไป   ไม่มีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่เปิดเผยอวัยวะเพศ   สาธิตวิธีการก่ออาชญากรรม  และวิธีการใช้สิ่งเสพติด

6.ภาพยนตร์ประเภทที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า  20  ปีดู  จะมีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์  การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรือผู้อื่น  แต่ต้องไม่แสดงให้เห็นอวัยวะเพศ  มีเนื้อหาสาธิตวิธีการก่ออาชญากรรม  ใช้สิ่งเสพติดได้

7.ภาพยนตร์ประเภทที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร  มีเนื้อหาหมิ่นต่อสถาบัน  ทำลายความมั่นคงของประเทศ  ก่อให้แตกความสามัคคี  เหยียดหยามศาสนา  ไม่เคารพต่อปูชนียบุคคล  ขัดต่อศีลธรรม   วัฒนธรรม  และมีเนื้อหาที่แสดงถึงการมีเพศสัมพันธ์  เห็นอวัยวะเพศในลักษณะลามกอนาจาร.

ศาลปกครองระยอง มีคำพิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้งตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า และ
ตำบลทับมา อำเมืองระยองทั้งตำบล ตลอดจนท้องที่ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉางทั้งตำบล
เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

  ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๑.๐๐น. ตุลาการศาลปกครองระยอง ได้อ่าน
คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๒/๒๕๕๐ ระหว่างนายเจริญ เดชคุ้ม ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๗ คน
(ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งในคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการ
ดำเนินการของนิคมอุตสาหกรรมในเขตเทศบาลมาบตาพุดได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและต่อ
สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดอย่างรุนแรง จนทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเจ็บป่วยเป็น
จำนวนมาก แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ละเลยมิได้ประกาศกำหนดให้พื้นที่ตำบลมาบตาพุด
และเทศบาลเมืองมาบตาพุดตลอดจนพื้นที่ข้างเคียงที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมร้ายแรงฯ เป็นเขตควบคุม
มลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม
แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติไว้


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปรากฏตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษเอกสารแนบท้าย
การประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑/๒๕๔๘ ว่า ปัญหามลพิษทางอากาศพบ
สารอินทรีย์ระเหยมากกว่า ๔๐ ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง ๒๐ ชนิด ใน ๒๐ ชนิดพบสารอินทรีย์ระเหย
ก่อมะเร็งที่มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศจำนวน ๑๙ ชนิด การประเมิน
ศักยภาพ การรองรับมลพิษทางอากาศในพื้นที่มาบตาพุดสรุปว่าหากแหล่งกำเนิดทุกแหล่งในพื้นที่มาบ
ตาพุดระบายมวลสารทางอากาศออกในอัตราสูงสุดตามค่าที่ได้รับอนุญาต จะมีผลทำให้ค่าความเข้มข้น
ของมวลสารในบางค่าสูงกว่ามาตรฐานของคุณภาพอากาศในบรรยากาศ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ได้นำเสนอข้อมูลจากโครงการศึกษาระบาดวิทยาของโรคมะเร็งในประเทศไทยของจังหวัดระยอง
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๔ รายงานว่าสถิติการเกิดโรคมะเร็งทุกชนิด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของ
อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองสูง กว่าอำเภออื่นๆ เป็น ๓ เท่า และ ๕ เท่า คุณภาพน้ำคลอง
สาธารณะปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คลองสาธารณะส่วนใหญ่มีการรับน้ำทิ้งจากชุมชน ส่วนคลองที่รับน้ำทิ้งจาก
อุตสาหกรรม พบค่าปริมาณของแข็งละลายน้ำรวม มีค่าสูง แสดงว่าได้รับผลกระทบจากกิจกรรมในพื้นที่
ส่วนปี พ.ศ. ๒๕๕๑ น้ำคลองสาธารณะในพื้นที่มาบตาพุดอยู่ในระดับเสื่อมโทรม น้ำมีสีดำคล้ำ กลิ่น
เหม็น พบการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และกลุ่มฟีคลอโคลิฟอร์มค่อนข้างสูง
น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนพบการปนเปื้อนโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ปรอท ทองแดง โครเมียม และสารหนู
สูงเกินมาตรฐาน บางแห่งระดับคุณภาพแหล่งน้ำผิวดินเสื่อมโทรมมาก (ใช้ประโยชน์ด้านการคมนาคม)
บางแห่งเสื่อมโทรม (ใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม) คุณภาพน้ำในคลองต่างๆ มีแนวโน้นที่เสื่อมโทรม
ลง คุณภาพน้ำทะเลในบางครั้งพบค่าปรอท ไฮโดรคาร์บอน เหล็ก ทองแดง เกินเกณฑ์มาตรฐาน
คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง คุณภาพน้ำบาดาลและบ่อน้ำใต้ดินระดับตื้นส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน คือมีสังกะสี แมงกานีส สารหนู และพบสารอินทรีย์
ระเหยง่ายเกินมาตรฐานซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษในประเทศไทยแล้ว ๑๗ พื้นที่
ไม่ปรากฏว่าต้องมีการตรวจวัดหาค่าต่างๆ เช่นเดียวกับในพื้นที่มาบตาพุด นอกจากนี้ยังมีเอกสารทาง
วิชาการอีกหลายรายการซึ่งล้วนแต่ระบุว่าปัญหามลพิษในท้องที่มาบตาพุดกระทบกับสิ่งแวดล้อมและ
สุขภาพของประชาชน ศาลจึงรับฟังว่าเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหามลพิษ ซึ่งมี
แนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบ
เสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงสมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ
เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษได้


เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดมีตำบลต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่รวม ๕ ตำบล ได้แก่ ตำบล
มาบตาพุด และตำบลห้วยโป่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล ส่วนอีก ๓ ตำบล เทศบาลเมืองมาบตาพุด
ครอบคลุมพื้นที่เป็นบางส่วน และเป็นตำบลที่อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองระยอง ได้แก่ ตำบลเนินพระ ตำบล
มาบข่า และตำบลทับมา ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ได้ประกาศกำหนดเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว
๑๗ พื้นที่ใน ๑๒ จังหวัด ผู้ถูกฟ้องคดีไม่เคยประกาศให้ส่วนหนึ่งส่วนใดเพียงบางส่วนของอำเภอหรือ
ตำบลเป็นเขตควบคุมมลพิษ จึงสมควรให้ส่วนที่เหลือของตำบลที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็น
เขตควบคุมมลพิษด้วย นอกจากนี้มีนิคมอุตสาหกรรมเอเชียตั้งอยู่ในตำบลบ้านฉาง และพบว่าคุณภาพ
น้ำทะเลชายฝั่งที่สถานีหาดพยูนมีแบคทีเรียและเหล็กมีค่าเกินมาตรฐาน


ศาลจึงมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ประกาศให้
ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้งตำบลเนินพระ ตำบลมาบข่า และตำบลทับมา อำเภอ
เมืองระยองทั้งตำบล ตลอดจนท้องที่ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉางทั้งตำบล เป็นเขตควบคุมมลพิษ
เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้แล้ว
เสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา


สำนักงานศาลปกครอง
วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒

website admincourt.go.th

 

สรุปคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะและสนามกอล์ฟ

วันนี้ (๔ มีนาคม ๒๕๕๒) ศาลปกครองเชียงใหม่ มีคำพิพากษารวม ๒ คดี โดยคดีแรก
ศาลมีคำพิพากษาให้ กฟผ. ชดใช้เงินแก่ราษฎรนับร้อยรายที่ได้รับผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์-
ไดออกไซด์ (SO2) และคดีที่ ๒ มีคำพิพากษาให้ กฟผ. อพยพราษฎรและให้ปลูกป่าแทนสนามกอล์ฟ
ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้อ่านคำพิพากษา ๒ คดี ดังนี้


คดีแรกเป็นคดีที่ราษฎรนับร้อยรายฟ้องว่า ตนเอง ได้รับมลพิษในอากาศจาก
การที่ กฟผ. ปล่อยฝุ่นละอองและ SO2 โดยศาลวินิจฉัยว่า ในเรื่องฝุ่นละออง เมื่อพิจารณาจาก
รายงานการศึกษาโดยหน่วยงานวิชาการหลายแห่งแล้วเห็นว่าปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่ที่พิพาท
ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแหล่งที่มาของฝุ่นละอองเหล่านั้นส่วนใหญ่
เกิดจากการเผาป่า
ส่วนในกรณี SO2 นั้น ตามรายงานการตรวจวัดอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ระหว่าง
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ ถึงสิงหาคม ๒๕๔๑ วัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ในอากาศเกินกว่า
๑,๓๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา ๕๐ เดือน จากระยะเวลา ๗๐ เดือน (ซึ่งค่าที่กฎหมาย
กำหนด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๘ คือไม่เกิน ๑,๓๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเฉพาะในพื้นที่
แม่เมาะ ส่วนพื้นที่อื่นไม่เกิน ๗๘๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และต่อมายกเลิกการกำหนดค่า SO2
เป็นค่าเดียวกันทุกพื้นที่ คือไม่เกิน ๗๘๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ส่วนอีก ๒๐ เดือน ที่เหลือพบค่า
SO2 เกินกว่า ๗๘๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา ๑๗ เดือน ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อ กฟผ.
เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ดังกล่าว และถูกกำหนดให้ถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียโดย
ไม่ปรากฏว่า ก๊าซดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น อีกทั้ง กฟผ. เคยรับว่าเมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑
เครื่องดักก๊าซ SO2 ใช้การได้เพียง ๒ เครื่อง ในจำนวน ๑๐ เครื่อง และทำให้ราษฎรเจ็บป่วยถึง
๘๖๘ คน ดังนั้น การที่ กฟผ.ปล่อยก๊าซ SO2 เกินกว่า ๑,๓๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เดือน
กรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นการผิดกฎหมาย จึงเป็นละเมิด ส่วนการปล่อยก๊าซเกินกว่า ๑,๓๐๐ ไมโครกรัม
ต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลาก่อนกรกฎาคม ๒๕๓๘ หรือปล่อยก๊าซเกินกว่า ๗๘๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์
เมตร แม้ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะมิได้ห้าม แต่ศาลเห็นว่าคนในพื้นที่แม่เมาะ
ก็ไม่ต่างกับคนในพื้นที่อื่น จึงต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน คือไม่เกิน ๗๘๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ดังนั้น เมื่อ กฟผ. ปล่อยก๊าซเกิน ๗๘๐ และ ๑,๓๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่พฤศจิกายน
๒๕๓๕ ถึงมิถุนายน ๒๕๓๘ จึงต้องรับผิดตาม มาตรา ๙๖ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อโรคจากก๊าซซัลเฟอร์ ฯ จะมีอาการเกี่ยวกับโรคทางเดิน
หายใจ และทำให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุคอ เยื่อบุตาอักเสบ ประกอบกับราษฎรดังกล่าวได้รับ SO2 เป็นเวลา
๖๗ เดือน ใน ๗๐ เดือน แม้โรคนี้จะไม่ปรากฏว่าสะสมในร่างกาย แต่ร่องรอยของโรคคือ เยื่อบุจมูก
เยื่อบุคอ เยื่อบุตา ซึ่งอักเสบเป็นเวลานานอาจปรากฏอยู่ เมื่อแพทย์หญิงอรพรรณ์ ระบุว่าเป็นโรคพิษ
ซัลเฟอร์ ฯ ประกอบกับค่า SO2 ในอากาศเกินมา ๒๔๘ ครั้ง เป็นเวลา ๖๗ เดือน ใน ๗๐ เดือน จึงเชื่อว่า
ผู้ฟ้องคดีเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวป่วยเป็นโรคดังกล่าวจริง แต่จากอาการของโรคดังกล่าว ราษฎร
บางรายที่ทนไม่ได้จะไปหาแพทย์ บางรายที่ทนได้ก็จำต้องทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไปหรือบางรายก็ต้องอยู่
แต่ในบ้านเรือนไม่ออกไปข้างนอก ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย และจิตใจ
แก่ราษฎรที่อยู่ในพื้นที่จริง ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำ ตามปริมาณและจำนวนครั้ง
ที่ กฟผ. ปล่อย SO2 โดยส่วนใหญ่จะได้รายละ ๒๔๖,๙๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

คดีที่ ๒ เป็นเรื่องการทำเหมืองถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เป็นคดีที่ราษฎรฟ้องว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่ทำตามเงื่อนไขในประทานบัตร
และมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต่อสู้
คดีว่า

๑. ราษฎรดังกล่าวมิใช่เป็นผู้เสียหายเพราะอยู่นอกเขตผลกระทบ ๕ กิโลเมตร

๒. คดีขาดอายุความ

และ ๓. ในส่วนเนื้อหาของคดีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ต่อสู้คดีว่าได้ปฏิบัติตาม
เงื่อนไข ยกเว้นบางประการ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยดังนี้


๑. ในประเด็นผู้เสียหาย ศาลเห็นว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รับอนุญาต
ทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ๑๓,๒๒๙ ไร่ และพื้นที่เก็บกองดิน ๒๓,๐๓๖ ไร่ ในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ ซึ่งตาม
เงื่อนไขและมาตรการเพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ น้ำ เสียง และอื่น ๆ โดยเฉพาะมาตรการป้องกัน
สิ่งแวดล้อมนั้น หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยละเลย ก็จะมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
มิใช่เพียงเฉพาะบริเวณ ๕ กิโลเมตร ในพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบในอำเภออื่น
หรือจังหวัดใกล้เคียงได้ เมื่อผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่อาศัยในอำเภอแม่เมาะ อาจเป็นผู้ได้รับผลกระทบ จึงมี
อำนาจฟ้องคดี
๒. ในประเด็นอายุความนั้น ศาลเห็นว่าคดีนี้ราษฎรฟ้องว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง
ประเทศไทยละเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและมาตรการฯ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีอื่นไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงอุตสาหกรรมฯละเลยไม่ควบคุมดูแลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข
และมาตรการฯ เมื่อในระหว่างพิจารณา ปรากฏว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังมิได้ปฏิบัติ
ตามมาตรการหลายประการ การละเลยจึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ขาดอายุความ
๓. ในประเด็นเนื้อหาของคดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากรายงานการตรวจร่วม และรายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เองว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการฯหลายประการ และพิพากษาให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ดำเนินการดังนี้
    ๓.๑ กรณีอพยพหมู่บ้านออกนอกรัศมีผลกระทบ ๕ กิโลเมตร ซึ่งการไฟฟ้าฝ่าย
ผลิตแห่งประเทศไทยอ้างว่า กรณีดังกล่าวเป็นมาตรการลดฝุ่น หาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ทิ้งดินเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า และไม่มีมาตรการดีพอ แต่ศาลเห็นว่า ตามมาตรการมิได้ระบุข้อยกเว้น
ดังกล่าวไว้ อีกทั้ง ยังปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวยังมีฝุ่นอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงต้อง
ดำเนินการอพยพหมู่บ้านดังกล่าว
   ๓.๒ กรณีนำที่ดินปลูกป่าไปสร้างสนามกอล์ฟ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทยอ้างว่า การฟื้นฟูสภาพเป็นสวนพฤกษชาติและสนามกอล์ฟ สามารถลดผลกระทบจาก
การชะล้างของน้ำ และลมได้ อีกทั้งเป็นที่พักผ่อนของชาวบ้าน แต่ศาลเห็นว่า ตามมาตรการฯระบุไว้
ชัดเจนว่าให้ปลูกป่าทดแทน ซึ่งการปลูกป่าจะได้ไม้ยืนต้น แหล่งต้นน้ำ สัตว์ป่า ส่วนสนามกอล์ฟเป็นการ
ทำลายที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า และไม่สามารถเป็นแหล่งต้นน้ำ อีกทั้งที่ดินของรัฐมีเพื่อกิจการทำเหมืองเพื่อ
ผลิตกระแสไฟฟ้า มิใช่สนามกอล์ฟ จึงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปลูกป่าทดแทนในพื้นที่
ที่ทำสนามกอล์ฟ
   ๓.๓ กรณีวางแผนจุดปล่อยดินการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยอมรับ ศาล
จึงให้กำหนดพื้นที่ปล่อยดินกับชุมชน (Buffer Zone) และทำ Bunker โดยในจุดปล่อยดินต่ำกว่า Bunker
เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง
    ๓.๔ กรณีทำรายงานการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม (E.A) ทุก ๒ ปี การ
ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยอมรับว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ ศาลจึงสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง
ประเทศไทยจัดทำและเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณา
หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีมาตรการที่ดีกว่า ให้ยื่นแก้ไข
นอกจากนี้ยังปรากฏว่า อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ (ผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ ๓) ละเลยไม่ควบคุมดูแลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยส่วนผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น ได้แก่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง มิได้ละเลยต่อหน้าที่เช่นเดียวกับ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๑๑
ส่วนกรณีความเสียหายนั้น ไม่ปรากฏว่า การฝ่าฝืนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ
ไทยทำให้รัฐและผู้ฟ้องคดีเสียหายอย่างไร ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้


สำนักงานศาลปกครอง
วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๒

 

website admincourt.go.th

ประชาสัมพันธ์ เรื่อง :    เปิดรับสมัครนักเรียนเข้าใหม่ปี 2552 รร.ภูมิไพโรจน์
รายละเอียด :

โรงเรียนภูมิไพโรจน์พิทยา(บริหารงานโดยสภาทนายความ)
เปิดรับสมัครนักเรียนเข้าใหม่ปีการศึกษา 2552 ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

อนุบาลปีที่ 1, ประถมศึกษาปีที่ 1, มัธยมศึกษาปีที่ 1(ไม่มีเงินกินเปล่าใดๆ ทั้งสิ้น)

 

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ