กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative  Justice)
 
กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คือ กระบวนการยุติธรรมที่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่สูญเสียไปเพราะอาชญากรรมหรือการกระทำความผิด  โดยให้ผู้เสียหายได้บอกเล่าถึงความรู้สึก และความเสียหายที่ได้รับ และได้รับการชดใช้/เยียวยาความเลียหายที่เกิดขึ้น ทั้งความเสียหายทางกายภาย  จิตใจ  อารมณ์ ฯลฯ ให้ผู้กระทำผิดได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน  โดยการชดใช้/เยียวยา ความเสียหายนั้นๆ ให้แก่ผู้เสียหายโดยตรง
   
ขั้นตอน

 พนักงานคุมประพฤติที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เรียกว่า “ คนกลาง (mediator) คนที่ทำหน้าที่คนกลางต้องได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ  ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ  และความตระหนักรู้ในกระบวนทัศน์ของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ต้องมีทักษะเฉพาะทาง  โดยมีหลักการและขั้นตอนการทำงานดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คือ กระบวนการยุติธรรมทางเลือกผู้ที่มีอำนาจที่จะเลือกใช้วิธีการนี้คือผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด การที่คู่กรณีเข้าร่วมในกระบวนการ อาจโดยการเรียกร้องของผู้เสียหายและ/ หรือผู้กระทำผิดเอง  หรือโดยการเชิญชวนของคนกลาง  หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  หลักการสำคัญคือ  กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ต้องทำด้วยความสมัครใจของคู่กรณีเท่านั้น
 หน้าที่ของคนกลางในขั้นตอนนี้  คือ  การชี้แจงให้คู่กรณีทราบว่า  กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คืออะไร  แต่ละฝ่ายมีบทบาทหน้าที่อย่างไร  ต้องทำอะไร  เมื่อทำได้แล้วจะได้อะไร  จะเสียอะไร  ส่วนการตัดสินใจว่าจะเข้าสู่กระบวนการนี้หรือไม่เป็นอำนาจการตัดสินใจของคู่กรณีเท่านั้น  ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ใช้ได้เมื่อคนที่จะเข้าสู่กระบวนการมีความคิดในทางบวก  ไม่ต้องการโต้ตอบหรือแก้ปัญหาหรือแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้ความรุนแรง  แต่ต้องการหาทางแก้ไขความขัดแย้ง/แก้ปัญหา/ทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้น คนกลางจะทำการเตรียมความพร้อมของทั้งสองฝ่ายก่อนดำเนินการประชุมกลุ่ม  โดย
- การให้คำปรึกษารายบุคคล ( individual  counseling ) เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เสียหายทั้งด้านอารมณ์  ความต้องการที่แท้จริง  และสภาพจิตใจ  เตรียมความพร้อมของผู้กระทำความผิด  เพื่อความพร้อมรับผิดชอบกับการกระทำของตน  ตลอดจนสำรวจความต้องการของทั้งสองฝ่ายว่าต้องการให้ใครเข้ามาร่วมประชุมในฐานะเครือข่ายของตนบ้าง
- การแจ้งสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่าย  สิทธิที่สำคัญคือทุกฝ่ายมีสิทธิที่จะยกเลิกกระบวนการนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
- เตรียมการในการประชุมกลุ่ม  โดยคนกลางเป็นผู้นัดหมาย สถานที่  วัน  เวลา  และเตรียมการเรื่องสถานที่ในการประชุม

ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการประชุมหรือเจรจาหาทางออกร่วมกัน  โดยมีขั้นตอนดังนี้
- คนกลางกล่าวถึงวัตถุประสงค์  วิธีการ  ขั้นตอน  และกฎกติกามารยาทในการประชุมรวมทั้งเน้นย้ำว่า  ข้อตกลงที่หากจะเกิดขึ้นย่อมไม่ผูกพันกับคำพิพากษาของศาล
- กระบวนการสำนึกผิด  ขั้นตอนนี้กระทำโดยการให้ผู้เสียหายได้พูดหรือบอกกล่าวให้ผู้กระทำความผิดได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด  ความสูญเสีย  ความเจ็บปวด  และผลกระทบที่ตนได้รับจากการกระทำผิด  การรับรู้เรื่องราวต่างๆจากผู้เสียหายโดยตรงจะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับรู้ถึงผลร้ายจากการกระทำของตน  การสำนึกผิดจะเกิดขึ้นได้ในขั้นตอนนี้
- กระบวนการแก้ปัญหาร่วมกัน/แก้ไขความขัดแย้งร่วมกัน  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมปรึกษาหารือว่า  จะแก้ไขผลร้ายที่ผู้เสียหายได้รับอย่างไร  เป็นขั้นตอนที่ผู้กระทำผิดได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของเขา
- การทำข้อตกลงร่วมกัน  โดยทั่วไปจะเป็นการทำข้อตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแต่ละฝ่ายจะปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไร  ใช้เวลานานเท่าใด  เป็นต้น  ในขั้นตอนนี้ต้องระบุวิธีการติดตามผลด้วย  ขั้นตอนนี้การะทำเพื่อให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ขั้นตอนที่ 4 การติดตามผล  เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้หรือไม่  หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  หรือทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง  คนกลางสามารถจัดให้มีการประชุมกันอีกครั้ง  ผลการประชุมนี้อาจมีการหาทางให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม  หรือทำข้อตกลงใหม่  หรืออาจยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดก็ได้  การปฏิบัติในขั้นตอนนี้คือ  หากศาลพิพากษาให้ผู้กระทำผิดอยู่ในความดูแลของพนักงานคุมประพฤติ  พนักงานคุมประพฤติก็สามารถดูแลให้ปฏิบัติตามข้อตกลงและติดตามผลดังกล่าวข้างต้นได้  กรณีเช่นนี้ผู้ถูกคุมประพฤติต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด  และปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้กับผู้เสียหายอีกด้วย

เป้าหมายเบื้องต้นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีเป้าหมายเบื้องต้นคือ  การเชิดชูและพิทักษ์สิทธิของผู้เสียหาย  ให้ผู้เสียหายมีโอกาสและอำนาจในการอำนวยความยุติธรรมตามความต้องการที่แท้จริงของตน  ได้รับการเยียวยาและชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านวัตถุ  อารมณ์  จิตใจ  และให้ผู้กระทำผิดสำนึกและแสดงความรับผิดชอบในการกระทำของตนต่อผู้เสียหายโดยตรง


เป้าหมายสูงสุด
กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือ  การให้อภัยกัน ( forgiveness ) แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีต้องมีการให้อภัยกัน  หรือการให้อภัยต้องเกิดขึ้นทันทีที่เสร็จสิ้นการประชุม  แท้จริงแล้ว  การให้อภัยจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน  การให้อภัยเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายไป  เพราะการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย  เจ็บปวด  การละเมิด  หรือการใช้ความรุนแรงต่อกัน  ให้กลับคืนดีกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 ความรัก/ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์   เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์สามารถให้อภัยคนอื่นได้  อย่างไรก็ตามการให้อภัยก็ต้องผ่านกระบวนการของการสำนึกผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง  มีการทำข้อตกลงร่วมกันเสมือนเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำผิดเช่นนี้อีกในอนาคต  เมื่อฝ่ายที่กระทำผิดกระทำการตามข้อตกลง  เป็นการแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว  ความไว้วางใจหรือความเชื่อใจกันและกันก็จะเกิดขึ้นจากการนั้น  การให้อภัยก็สามารถเกิดขึ้นได้

 


ภูริชญา  กันทะเนตร
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

                

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ