4 ขั้นตอนที่สำคัญของการดำเนินการคดีในทางปกครอง

                การพิจารณาคดีของศาลปกครองใช้ระบบไต่สวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แท้จริงระบบไต่สวนให้อำนาจตุลาการศาลปกครองในการแสวงหาข้อเท็จจริง โดยในการแสวงหาของเท็จจริงของศาลปกครองนั้น ประกอบด้วย4ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ การทำคำฟ้อง การทำคำให้การ การทำคำคัดค้านคำให้การ และการให้คำคัดค้านเพิ่มเติมและหากข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอ ศาลก็สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้อีก

1 การทำคำฟ้อง

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รัยความเดือดร้อนเสียหายและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็ต้องจัดทำคำฟ้องยื่นต่อศาล คำฟ้องไม่มีแบบฟอร์มบังคับ แต่ต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีรายละเอียด ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี ชื่อหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ทีผู้ฟ้องต้องการฟ้อง การกระทำที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายคำขอที่ต้องการให้ศาลสั่งโดยต้องทำเป็นคำขอสั่งที่ศาลให้ได้ตามกฎหมาย และลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องมายังศาลแล้ว ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองและคำฟ้องนั้นสมบูรณ์ครบถ้วน ศาลก็จะมีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นไว้พิจารณา แต่ถ้าคำฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วนและยังแก้ไขได้ ศาลก็จะให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

 

2 การทำคำให้การ

คำให้การเป็นสิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องทำ โดยเมื่อศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องแล้วก็จะส่งสำเนาคำฟ้องและสำเนาพยานหลักฐานให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำให้การ มายื่นต่อศาลภายในเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำฟ้อง หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ผู้ฟ้องคดีอาจทำคำให้การ โดยยอมรับหรือโต้แย้งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่เห็นว่าไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงโดยต้องชี้แจงและแสดงเหตุผลของตน คำให้การจะต้องทำเป็นหนังสือ เช่นเดียวกับคำฟ้องโดยศาลจะกำหนดประเด็นที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องให้การหรือให้จัดส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาด้วยก็ได้ ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ทำคำให้การพร้อมทั้งพยานหลักฐาน ยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะถือว่าผู้ถูกฟ้องคดียอมรับข้อเท็จจริงตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ศาลก็จะพิจารณาคดีต่อไปตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม

3 การทำคำคัดค้านคำให้การ

หลังจากที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำให้การต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วศาลจะส่งสำเนาคำให้การพร้อมทั้งสำเนาพยานหลักฐานไปให้ผู้ฟ้องคดี เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทำคัดค้านคำให้การ เพื่อคัดค้านหรือยอมรับคำให้การหรือพยานหลักการที่ผู้ฟ้องคดียื่นต่อศาลโดยศาลจะเป็นผู้กำหนดประเด็นที่ต้องชี้แจงหรือให้ส่งพยานหลักฐานใดๆ ด้วยก็ได้ ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นคำคัดค้านให้การต่อศาลภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำให้การ หรือยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด

         ถ้าผู้ฟ้องคดีไม่มีประเด็นใดจะคัดค้านเพิ่มเติม และไม่ต้องการที่จะทำคำคัดค้านคำให้การก็จะต้องทำหนังสือแจ้งให้ศาลทราบภายใน30วันหรือภายในเวลาที่ศาลกำหนดเช่นว่า ไม่ประสงค์จะทำคำคัดค้านให้การและของให้ศาลดำเนินคดีต่อไป ถ้าผู้ฟ้องคดีไม่แจ้งให้ศาลทราบ ศาลอาจสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารระบบความ

4 เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำคัดค้านคำให้การต่อศาลแล้ว ศาลจะส่งสำนวนคำคัดค้านให้การนั้นไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อทำคำให้การเพิ่มเติมยื่นต่อศาลภายใน15วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคัดค้านคำให้การ หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และเมื่อศาลได้รับคำให้การเพิ่มเติมจากผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ศาลจะส่งสำเนาคำให้การเพิ่มเติมนั้นให้แก่ผู้ฟ้องคดีทราบต่อไป

          เมือศาลเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ตุลาการเจ้าของสำนวนจะดำเนินการจัดทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงจัดส่งให้คู่กรณีทุกฝ่ายอีกครั้งหนึ่งและจัดทำบันทึกสรุปสำนวนเพื่อเสนอองค์คณะตุลาการผู้แถลงคดีพิจารณาต่อไป

ข้อควรรู้

ในการยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐานใดๆต่อศาล คู่กรณีจะยื่นด้วยตนเองหรือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ โดยจะถือว่าวันที่ส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานแก่เจ้าพนักงานไปรษณีย์เป็นวันที่ยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐานต่อศาล หรือคู่กรณีอาจจะมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นเอกสารหรือหลักฐานนั้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบและพยาน พร้อมทั้งติดอากรแสตมป์ด้วย

 

 กิตติ์รัฐ  ประเสริฐฤทธิ์   This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ