สาระสำคัญของ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551
 

              กฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 โดยที่ไม่นำมาใช้บังคับกับสินค้าที่ได้ขายให้แก่ผู้บริโภคก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ แม้ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นภายหลังวันประกาศใช้กฎหมายนี้ก็ตาม


             ในการตรากฎหมายฉบับนี้ได้พัฒนามาจากแนวคิด "ผู้ซื้อต้องระวัง" มาเป็น “หลักความรับผิดของผู้ขาย ซึ่งผู้ขายมีหน้าที่ต้องระมัดระวัง (Caveat Venditor) อันเป็นหลักในการตรวจสอบสินค้าที่นำออกขายให้อยู่ในสภาพดีมีคุณภาพ ทั้งได้พัฒนาแนวคิดในเรื่อง “หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดแบบไม่สมบูรณ์” เพราะว่ายังมีข้อยกเว้นไม่ต้องรับผิดของผู้ประกอบการอยู่บางกรณี คำว่า “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือ สินค้าที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุแห่งความบกพร่องในการผลิต หรือการออกแบบหรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชัดเจน โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้และการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ ตัวอย่างสินค้าที่ไม่ปลอดภัยเช่น อาหารบูดเน่า เครื่องสำอางทำให้ระคายเคืองผิวหน้า โทรศัพท์มือถือไม่มีคุณภาพ เป็นต้น

            บุคคลที่ต้องรับผิดจากความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวคือ “ผู้ประกอบการ”ซึ่งได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายสินค้า และผู้ซึ่งใช้ชื่อหรือเครื่องหมายทางการค้า   ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และต้องรับผิดอย่างเคร่งครัด(Strict Liability)    ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดแม้ไม่มีความผิด กล่าวคือ แม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมิได้เกิดจากการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อก็ตามผู้ประกอบการก็ยังคงต้องรับผิดอยู่ หากผู้เสียหายพิสูจน์ได้ว่า “ได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นฝ่ายผู้เสียหายได้ทำอย่างปกติธรรมดา” เท่านั้น โดยมิต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างไร   แต่ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้น หากว่า สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคำชี้แจงข้อมูลของสินค้า

              ผู้เสียหายที่จะทำการฟ้องคดีได้แก่ บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก็อาจจะให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สมาคม มูลนิธิผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นผู้ฟ้องคดีแทนได้  โดยใช้แบบพิมพ์ ผบ.1 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ประกอบการซึ่งต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความซึ่งมี 3 กรณี คือ
 (1) กรณีเรียกร้องค่าเสียหายทั่วไป มีกำหนด 3 ปีนับแต่วันรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่ไม่เกิน10 ปี นับแต่วันขายสินค้าออกสู่ท้องตลาดเป็นครั้งแรกโดยดูจากวัน เดือน ปีที่ผลิต
 (2) กรณีเรียกค่าเสียหายเนื่องจากสารที่สะสมในร่างกาย มีกำหนดมีกำหนด 3 ปีนับแต่วันรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่ไม่เกิน10ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย
 (3)กรณีมีความผิดอาญาเกิดขึ้นด้วย ให้ใช้อายุความของกฎหมายอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ

                                                              *************

 

นาย กิตติ์รัฐ ประเสริฐฤทธิ์
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  เรียบเรียงจากการสัมนาทางวิชาการ จัดโดยสภาทนายความ วันที่ 22 สิงหาคม 2552 โรงแรม ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

 

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ