ระเบียบคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕

พ.ศ. ๒๕๔๗

                       

 

           โดยที่มาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง มีอำนาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบได้ เว้นแต่กรณีตามมาตรา ๔๖ คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง จึงเห็นเป็นการสมควรวางระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเปรียบเทียบสำหรับผู้ได้รับมอบหมายดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๗”

 

ข้อ ๒  ในระเบียบนี้

“ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ให้ดำเนินการเปรียบเทียบบรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้

“ผู้ต้องหา” หมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕

 

ข้อ ๓  บรรดาคดีที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบเห็นว่าอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปฏิบัติดังนี้

(๑) ชี้แจงให้ผู้ต้องหาเข้าใจว่าความผิดที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีที่เปรียบเทียบได้ในกรณีที่ผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบบันทึกชื่อ อายุ ที่อยู่ ของผู้กล่าวหาและผู้ต้องหา ข้อหา วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ในสมุดรับคำกล่าวโทษตามแบบ ขต. ๓ และบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาและผู้ต้องหาตามแบบ ขต. ๔ ท้ายระเบียบนี้ แล้วจึงเปรียบเทียบ

(๒) บรรดาคดีที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบเห็นว่า ไม่อาจเปรียบเทียบหรือไม่สมควรเปรียบเทียบ ให้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

 

ข้อ ๔  ในการเปรียบเทียบ ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดเงินค่าปรับตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิด ถ้าการเปรียบเทียบนั้นมีปัญหาสำคัญซึ่งยากแก่การวินิจฉัยให้หารือคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

 

ข้อ ๕  ถ้าคดีที่เปรียบเทียบมีของกลางที่จะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบบันทึกความยินยอมจากเจ้าของสิ่งของนั้นๆ ว่ายินยอมมอบให้เป็นของแผ่นดินตามแบบ ขต. ๕ ท้ายระเบียบนี้ และจัดการแก่สิ่งของนั้นตามควรแก่กรณีภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่กระทำได้

 

ข้อ ๖  เมื่อผู้ต้องหาชำระเงินค่าปรับแล้วให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ต้องหาและให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบจำนวนเงินค่าปรับไว้ที่คู่ฉบับใบเสร็จรับเงิน

 

ข้อ ๗  เมื่อเปรียบเทียบเสร็จและได้รับชำระค่าปรับแล้ว ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบบันทึกการเปรียบเทียบตามแบบ ขต. ๖ ท้ายระเบียบนี้ และทำงบเดือนคดีตลอดจนรวบรวมสำนวนการเปรียบเทียบที่เสร็จคดีแล้วเสนอคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงภายในเดือนถัดไป

 

ข้อ ๘  การเก็บรักษาเงินค่าปรับและการนำเงินค่าปรับส่งคลังให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

 

ข้อ ๙  ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเก็บรักษาสำนวนเปรียบเทียบที่เสร็จคดีไว้ภายในกำหนดอายุความ เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วให้ขออนุญาตทำลาย

 

ข้อ ๑๐  ให้ประธานกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงรักษาการตามระเบียบนี้

 

ข้อ ๑๑[๑]  ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นไป

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

สุษม  ศุภนิตย์

ประธานกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

 


สมุดรับคำกล่าวโทษ

                       

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 


บันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาและผู้ต้องหา

                       

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

บันทึกความยินยอมของเจ้าของสิ่งของ

มอบสิ่งของให้เป็นของแผ่นดิน

                       

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]


 

บันทึกการเปรียบเทียบ

                       

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]


 

มยุรี/พิมพ์

๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๗

สุนันทา/นวพร/ตรวจ

๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๗

A+B

 

[๑] รก.๒๕๔๗/พ๗๑ง/๕๖/๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๗

 

ระเบียบ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรง

และตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘

                       

 

โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อให้บรรดาสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง สมาคมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจตลาดแบบตรง หรือสมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคถือปฏิบัติในการเสนอชื่อผู้แทน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๓) และมาตรา ๘ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม ตามหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ รัฐมนตรีจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘”

 

ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕

บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งอื่นใดที่กำหนดไว้ซ้ำกับระเบียบนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

 

ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“สมาคม” หมายความว่า สมาคมที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจตลาดแบบตรง หรือที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

“มูลนิธิ” หมายความว่า มูลนิธิที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

 

ข้อ ๕  สมาคมหรือมูลนิธิใดมีความประสงค์จะเสนอชื่อผู้แทนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ให้สมาคมหรือมูลนิธิเสนอชื่อผู้แทนได้สมาคมหรือมูลนิธิรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าห้าคน ทั้งนี้ สมาคมหรือมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑)  ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมาคมหรือมูลนิธิมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับถึงวันที่เสนอชื่อผู้แทน

(๒)  มีประสบการณ์และผลงานการดำเนินกิจกรรมด้านธุรกิจขายตรง ด้านธุรกิจตลาดแบบตรงหรือการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นที่ประจักษ์มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับถึงวันที่เสนอชื่อผู้แทน

(๓)  สนับสนุนและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรง หรือการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงที่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ ๖  ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนสมาคมหรือผู้แทนมูลนิธิต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑)  มีสัญชาติไทย

(๒)  มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีบริบูรณ์

(๓)  มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่มีประวัติเสียหาย

(๔)  ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕)  ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖)  ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๗)  มีการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี

(๘)  เป็นสมาชิกหรือกรรมการของสมาคมหรือมูลนิธิและเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีผลงานด้านการดำเนินธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง หรือมีผลงานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นที่ประจักษ์ไม่น้อยกว่าสามปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทน

 

ข้อ ๗  ก่อนครบกำหนดตามวาระของกรรมการตามมาตรา ๘ (๓) ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงภายหลัง

เอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณามีดังต่อไปนี้

(๑)  สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและสำเนาข้อบังคับของสมาคมหรือมูลนิธิ

(๒)  สำเนารายงานการประชุมของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือของคณะกรรมการของมูลนิธิ แล้วแต่กรณีที่แสดงว่าได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ โดยมีผู้มีอำนาจทำการแทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นผู้รับรอง

(๓)  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ประวัติการศึกษา และสำเนาปริญญาบัตรของผู้แทน

(๔)  เอกสารแสดงผลงานการดำเนินกิจกรรมในด้านธุรกิจขายตรง ด้านธุรกิจตลาดแบบตรงและด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ของสมาคมหรือมูลนิธิ แล้วแต่กรณี

(๕) เอกสารหลักฐานอ้างอิงเพื่อยืนยันรับรองประสบการณ์ และผลงานด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง หรือตลาดแบบตรง หรือผลงานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค อันเป็นที่ประจักษ์ของผู้แทน

 

ข้อ ๘  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการคัดเลือกผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕” ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นกรรมการ และผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเลขานุการ

ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตรวจสอบคุณสมบัติของผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิและเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ และ ๗ ตามลำดับ แล้วนำรายชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิให้เหลือจำนวนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ (๓) และให้นำรายชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงต่อไป

กรณีไม่อาจแต่งตั้งผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ (๓) ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นเวลาสามวัน เพื่อให้สมาคมหรือมูลนิธินั้น เสนอชื่อผู้แทนภายในสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ หรือวันสุดท้ายที่ได้ประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงภายหลัง และให้นำความในวรรคแรกและวรรคสองมาบังคับใช้โดยอนุโลม

 

ข้อ ๙  ถ้าตำแหน่งกรรมการตามมาตรา ๘ (๓) ว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นเวลาสามวัน เพื่อให้สมาคมหรือมูลนิธิเสนอชื่อผู้แทนภายในสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ หรือวันสุดท้ายที่ได้ประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงภายหลัง ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

พินิจ จารุสมบัติ

รองนายกรัฐมนตรี

ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

 

 


ฐิติพงษ์/ผู้จัดทำ

๒๐ กันยายน ๒๕๔๘

 

[๑] รก.๒๕๔๘/พ๘๒ง/๖๗/๑๑ กันยายน ๒๕๔๘

ระเบียบ

แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิ

เป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘

                       

 

          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๓) และมาตรา ๘ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมตามหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ รัฐมนตรีจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบ แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘”

 

ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๓  ให้ยกเลิกความในข้อ ๗ แห่งระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอชื่อผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๗  ก่อนครบกำหนดตามวาระของกรรมการตามมาตรา ๘ (๓) ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นเวลาสามวัน เพื่อให้สมาคมหรือมูลนิธิเสนอชื่อผู้แทนเป็นกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

ให้สมาคมหรือมูลนิธิเสนอชื่อผู้แทนพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ หรือวันสุดท้ายที่ได้ประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงภายหลัง

เอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณามีดังต่อไปนี้

(๑)  สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและสำเนาข้อบังคับของสมาคมหรือมูลนิธิ

(๒)  สำเนารายงานการประชุมของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือของคณะกรรมการของมูลนิธิแล้วแต่กรณี ที่แสดงว่าได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ โดยมีผู้มีอำนาจทำการแทนสมาคมหรือมูลนิธิเป็นผู้รับรอง

(๓)  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ประวัติการศึกษา และสำเนาปริญญาบัตรของผู้แทน

(๔)  เอกสารแสดงผลงานการดำเนินกิจกรรมในด้านธุรกิจขายตรง ด้านธุรกิจตลาดแบบตรงและด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ของสมาคมหรือมูลนิธิ แล้วแต่กรณี

(๕)  เอกสารหลักฐานอ้างอิงเพื่อยืนยันรับรองประสบการณ์ และผลงานด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง หรือตลาดแบบตรง หรือผลงานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค อันเป็นที่ประจักษ์ของผู้แทน”

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

พินิจ  จารุสมบัติ

รองนายกรัฐมนตรี

ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

 


ชัชสรัญ/ผู้จัดทำ

๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๘

 

[๑] รก.๒๕๔๘/พ๑๑๐ง/๗/๓ ตุลาคม ๒๕๔๘

ระเบียบคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน

พ.ศ. ๒๕๕๐

                       

 

           อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน

 

ข้อ ๒  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน พ.ศ. ๒๕๕๐”

 

ข้อ ๓[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

 

ข้อ ๔  การอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๔๓ ผู้ได้รับคำสั่งของนายทะเบียนต้องกระทำสำหรับเพื่อตนเอง จะอุทธรณ์เพื่อผู้อื่นไม่ได้

การอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งนั้น

 

ข้อ ๕  คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายที่อ้างอิง พร้อมทั้งมีรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) วัน เดือน ปี ที่ยื่นอุทธรณ์

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์

(๓) คำชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมทั้งความประสงค์ที่ยกขึ้นอ้างอิงในการอุทธรณ์โดยแจ้งชัด

(๔) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

ทั้งนี้ ให้แนบสำเนาคำสั่งของนายทะเบียน พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ ถ้ามี

 

ข้อ ๖ การยื่นอุทธรณ์ ให้ผู้ยื่นอุทธรณ์ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคก็ได้ในกรณียื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ออกใบรับอุทธรณ์ให้แก่ผู้ยื่นอุทธรณ์ในวันยื่นอุทธรณ์ ถ้าส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ให้ถือวันที่ปรากฏในหลักฐานทางไปรษณีย์เป็นวันยื่นอุทธรณ์

 

ข้อ ๗  เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำเสนออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงเพื่อพิจารณาโดยเร็ว

 

ข้อ ๘  คณะกรรมการจะพิจารณาอุทธรณ์เอง หรือจะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้พิจารณา และเสนอความเห็นเกี่ยวกับอุทธรณ์ก่อนก็ได้

กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในอุทธรณ์เรื่องใดจะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการก็ได้ แต่จะเข้าร่วมประชุมพิจารณาอุทธรณ์นั้นมิได้

 

ข้อ ๙  คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการจะแจ้งให้ผู้อุทธรณ์หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องอุทธรณ์ มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหรือข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการก็ได้

 

ข้อ ๑๐  ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการที่ได้สั่งตามมาตรา ๑๖ โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าผู้อุทธรณ์ได้ทิ้งอุทธรณ์

 

ข้อ ๑๑  ถ้าผู้อุทธรณ์ทิ้งอุทธรณ์ หรือถอนอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการจำหน่ายอุทธรณ์นั้นเสีย

 

ข้อ ๑๒  การอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการในเรื่องใดประเด็นใด ถ้าได้ทิ้งอุทธรณ์หรือถอนอุทธรณ์แล้ว ห้ามอุทธรณ์ซ้ำอีก

 

ข้อ ๑๓  ในกรณีที่คณะกรรมการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับอุทธรณ์ตามข้อ ๘ คณะอนุกรรมการต้องพิจารณาอุทธรณ์และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์จากคณะกรรมการ แต่ถ้ายังพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้คณะอนุกรรมการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน และให้บันทึกเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ในแต่ละครั้งไว้ด้วย พร้อมทั้งรายงานให้คณะกรรมการทราบตามระยะเวลาที่กำหนด

 

ข้อ ๑๔  คณะกรรมการต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน และให้บันทึกเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ไว้ด้วย

 

ข้อ ๑๕  เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วให้มีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้

(๑) ถ้าเห็นว่าอุทธรณ์นั้นยื่นเกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง หรือถ้าเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายและเห็นว่าปัญหาข้อกฎหมายนั้นไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย หรือถ้าเรื่องที่อุทธรณ์นั้นมีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือศาลพิพากษา หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้ยกอุทธรณ์

(๒) ถ้าเห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนถูกต้องไม่ว่าโดยเหตุเดียวกัน หรือโดยเหตุอื่นให้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียน

(๓) ถ้าเห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนไม่ถูกต้อง ให้กลับคำสั่งของนายทะเบียนและมีคำวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้นใหม่

(๔) ถ้าเห็นว่าคำ สั่งของนายทะเบียนถูกบางส่วนและผิดบางส่วน ให้แก้คำสั่งของนายทะเบียน โดยมีคำวินิจฉัยยืนส่วนที่ถูกและมีคำวินิจฉัยแก้ส่วนที่ผิดนั้นใหม่

 

ข้อ ๑๖  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามข้อ ๑๕ ให้ทำเป็นหนังสือระบุเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง และลงลายมือชื่อกรรมการทุกคนที่ร่วมพิจารณาอุทธรณ์เรื่องนั้น

 

ข้อ ๑๗  ให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัย

 

ข้อ ๑๘  ให้ประธานกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงรักษาการตามระเบียบนี้

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

วีระพงษ์ บุญโญภาส

ประธานกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

 

 


ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๒ มกราคม ๒๕๕๑

 

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๗ ง/หน้า ๒๔/๑๐ มกราคม ๒๕๕๑

 

 

ประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง

และการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง

พ.ศ. ๒๕๕๐[๑]

                       

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ มาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ประกาศนี้แทน

 

ข้อ ๒  ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๕๐”

 

ข้อ ๓  บุคคลใดประสงค์จะประกอบธุรกิจขายตรงหรือประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงให้ยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยแนบเอกสารและหลักฐานให้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในแบบ ขต.๑ หรือแบบ ขต.๒ แล้วแต่กรณี

 

ข้อ ๔  แบบคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง ให้ใช้แบบ ขต.๑ ท้ายประกาศนี้

 

ข้อ ๕  แบบคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ให้ใช้แบบ ขต.๒ ท้ายประกาศนี้

 

ข้อ ๖  เมื่อได้รับคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงแล้ว ให้นายทะเบียนตรวจสอบรายการ เอกสารและหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ขต.๑ หรือแบบ ขต.๒ แล้วแต่กรณี ว่ามีเอกสารและหลักฐานครบถ้วนถูกต้องและกรณีเข้าเกณฑ์ที่อาจรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ถ้าหากเอกสารและหลักฐานครบถ้วนถูกต้องและเข้าเกณฑ์ที่อาจรับจดทะเบียนได้ให้ลงเลขที่รับคำขอและให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน แต่หากเอกสารและหลักฐานไม่ครบถ้วนถูกต้องให้นายทะเบียนแจ้งผู้ยื่นคำขอให้แก้ไขภายในเวลาอันสมควร

 

ข้อ ๗  การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ เอกสารและหลักฐานใดให้ผิดไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้หากมิได้แจ้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นให้นายทะเบียนทราบภายในเวลาอันสมควร ให้ถือว่ายังไม่ได้รับการจดทะเบียน

 

ข้อ ๘  แบบคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการเอกสารและหลักฐานที่ได้รับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง ให้ใช้แบบ ขต.๑/๑ ท้ายประกาศนี้

 

ข้อ ๙  แบบคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการเอกสารและหลักฐานที่ได้รับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ให้ใช้แบบ ขต.๒/๑ ท้ายประกาศนี้

 

ข้อ ๑๐  ให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง รายงานผลการประกอบธุรกิจ ตามแบบ ขต.๑/๒ หรือแบบ ขต.๒/๒ ท้ายประกาศนี้ แล้วแต่กรณี ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับทราบภายในเดือนมกราคม และเดือนกรกฎาคมของทุกปี

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

วีระพงษ์ บุญโญภาส

ประธานกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง

 

[เอกสารแนบท้าย]

 

๑.  คำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง (ขต.๑)

๒.  คำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง (ขต.๒)

๓.  คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการเอกสารและหลักฐานที่ได้รับจดทะเบียน การประกอบธุรกิจขายตรง (ขต.๑/๑)

๔.  แบบคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการเอกสารและหลักฐานที่ได้รับจดทะเบียน การประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง (ขต.๒/๑)

๕.  แบบรายงานผลการดำเนินธุรกิจขายตรง (ขต.๑/๒)

 

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

                                                                ระเบียบกระทรวงยุติธรรม

 

                                                 ว่าด้วยการจ่ายค่าป่วยการ  ค่าพาหนะเดินทาง

 

                                 และค่าเช่าที่พักแก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็น

 

                     ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  พ.ศ. ๒๕๔๐  มาตรา ๑๔ พ.ศ. ๒๕๔๑

  

 

 

                        โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง

 

และค่าเช่าที่พักแก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นเพื่อประกอบการ

 

พิจารณาพิพากษาคดี

 

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่

 

ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐  กระทรวงยุติธรรมโดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง จึงวาง

 

ระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

 

 

 

                        ข้อ    ระเบียบนี้เรียกว่า  "ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายค่าป่วยการ

 

ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักแก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นตาม

 

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐  มาตรา ๑๔  พ.ศ. ๒๕๔๑"

 

 

 

                        ข้อ    ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ๑๕  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๔๑  เป็นต้นไป

 

 

 

                        ข้อ    ให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในการเบิกจ่ายค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดิน

 

ทาง และค่าเช่าที่พักแก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นเพื่อประกอบการ

 

พิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐  มาตรา

 

๑๔  เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง  ทั้งนี้  ตามหลักเกณฑ์ที่

 

กำหนดในข้อ ๔  และข้อ ๕

 

 

 

                        ข้อ    ค่าป่วยการที่จ่ายให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญให้คิดเป็นราย

 

ชั่วโมงในอัตราตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด  แต่ต้องไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๕๐๐ บาท  และไม่เกิน

 

ชั่วโมงละ ๑,๐๐๐ บาท  แต่ค่าป่วยการที่ศาลสั่งจ่ายให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญสำหรับการ

 

ปฏิบัติหน้าที่ครั้งหนึ่ง ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐๐ บาท

 

                        ในการกำหนดค่าป่วยการให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ ให้ศาลพิจารณา

 

ถึงคุณวุฒิและความเชี่ยวชาญของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนพฤติการณ์อื่นใดที่ศาล

 

เห็นสมควรนำมาประกอบการพิจารณา

 

 

 

                        ข้อ    ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นเพื่อประกอบ

 

การพิจารณาพิพากษาคดี มีสิทธิได้รับค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พัก ดังนี้

 

                        ๕.๑  ผู้ที่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการให้ใช้สิทธิเบิกจ่ายได้ตาม

 

พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖  และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

                        ๕.๒  ผู้ที่เป็นบุคคลภายนอกให้มีสิทธิในการเบิกจ่ายได้ตามพระราชกฤษฎีกา

 

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยที่เทียบตำแหน่งผู้ทรง

 

คุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเทียบเท่าตำแหน่งข้าราชการพลเรือนระดับ ๙

 

 

 

                        ข้อ    ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามระเบียบนี้

 

 

 

                                                            ประกาศ ณ วันที่  ๒๙  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๔๑

 

                                                                                 สุทัศน์  เงินหมื่น

 

                                                                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

[รก.๒๕๔๑/๙๓ง/๒๓/๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑]

 

 

 

                                                                                                ธิดาวรรณ / แก้ไข

 

                                                                                                 ๑๖  ก.ย.  ๒๕๔๕

 

                                                                                                            A+B(C

ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

ว่าด้วยการกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน

และแนวปฏิบัติในการให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

และการเปลี่ยนสถานที่กักขัง พ.ศ. ๒๕๔๖

                               

 

โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ วรรคสาม และมาตรา ๓๐/๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับในกรณีที่ผู้นั้นไม่มีเงินชำระค่าปรับ และให้ประธานศาลฎีกากำหนดจำนวนชั่วโมงการทำงานของผู้ต้องโทษปรับที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ผู้ต้องโทษปรับ เพื่อให้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม และกำหนดให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนแปลงสถานที่กักขังผู้ต้องโทษกักขังหรือผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับ หากมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นมาตรการในการคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยให้แก่ผู้ต้องโทษกักขังหรือผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับ

เพื่อกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน และเพื่อให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับและการเปลี่ยนสถานที่กักขังตามคำสั่งศาลเป็นไปโดยเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐/๑ วรรคหก แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา ๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาออกระเบียบไว้ดังนี้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

                               

 

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน และแนวปฏิบัติในการให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับและการเปลี่ยนสถานที่กักขัง พ.ศ. ๒๕๔๖”

 

ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นไป

 

หมวด ๒

จำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน

                               

 

ข้อ ๓  เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับตามมาตรา ๓๐/๑ วรรคหก แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ถือว่า

๓.๑  การทำงานช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวกหรือให้ความบันเทิงแก่คนพิการ คนชรา เด็กกำพร้าหรือผู้ป่วยในสถานสงเคราะห์หรือสถานพยาบาล งานวิชาการหรืองานบริการด้านการศึกษา เช่น การสอนหนังสือ การค้นคว้าวิจัย หรือการแปลเอกสาร เป็นต้น จำนวน ๒ ชั่วโมง เป็นการทำงานหนึ่งวัน

๓.๒  การทำงานวิชาชีพ งานช่างฝีมือหรืองานที่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น งานช่างฝีมือเครื่องยนต์ ก่อสร้าง คอมพิวเตอร์หรือวิชาชีพอย่างอื่น เป็นต้น จำนวน ๓ ชั่วโมงเป็นการทำงานหนึ่งวัน

๓.๓  การทำงานบริการสังคมหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อื่นที่ไม่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญหรืองานอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ เช่น งานทำความสะอาดหรือพัฒนาสถานที่สาธารณะ งานปลูกป่า หรือดูแลสวนป่าหรือสวนสาธารณะ งานจราจร เป็นต้น จำนวน ๔ ชั่วโมง เป็นการทำงานหนึ่งวัน

ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจกำหนดจำนวนชั่วโมงการทำงานตามวรรคหนึ่งให้ลดน้อยลงได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามข้อ ๗ และให้ระบุเหตุผลไว้โดยชัดแจ้งด้วย

 

หมวด ๓

แนวปฏิบัติในการมีคำสั่งให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์

                       

 

ข้อ ๔  ผู้ต้องโทษปรับซึ่งไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจร้องขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี โดยระบุรายละเอียดและประวัติของผู้ร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้

 

ข้อ ๕  ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท ศาลอาจสอบถามว่าผู้ต้องโทษปรับมีเงินชำระค่าปรับหรือไม่ และแจ้งให้ทราบถึงสิทธิที่จะขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้

ให้ศาลจัดให้มีการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในการจัดทำและยื่นคำร้องตามข้อ ๔ ด้วย

 

ข้อ ๖  ในการพิจารณาว่าสมควรให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับหรือไม่ ศาลควรคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดจากมาตรการบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ให้มาก และพึงให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่เกี่ยวกับฐานะการเงิน ประวัติและสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับและเพื่อการนี้ ศาลอาจสอบถามหรือไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพิจารณาครบถ้วนรวมทั้งอาจขอความร่วมมือจากพนักงานอัยการหรือหน่วยงานอื่นในการสืบเสาะหาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

ฐานะการเงินของผู้ต้องโทษปรับ ให้พิจารณาจากรายได้ ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ ภาระหนี้สินต่างๆ เพื่อได้ให้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้นั้นมีเงินพอที่จะชำระค่าปรับในเวลาที่ยื่นคำร้องหรือไม่

ประวัติของผู้ต้องโทษปรับให้พิจารณาถึงประวัติการกระทำความผิด การศึกษา อาชีพ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ครอบครัว และสภาพแวดล้อม รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลประการอื่น

สภาพความผิด ให้พิจารณาถึงความหนักเบาแห่งข้อหา ความรุนแรงของการกระทำความผิด สภาวะทางจิตใจ การกระทำความผิดโดยเจตนาหรือประมาท ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิด สภาพความผิดที่ไม่ควรอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับ ได้แก่ ความผิดที่ได้กระทำไปด้วยเจตนาร้ายหรือทุจริตฉ้อฉล  อันมีผลกระทบต่อสาธารณชนส่วนรวม หรือความผิดที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษในทางทรัพย์สินต่อผู้กระทำผิดเพื่อมิให้ผู้นั้นได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิด เช่น ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการสถาบันการเงิน หรือความผิดตามกฎหมายศุลกากร เป็นต้น

 

ข้อ ๗  กำหนดระยะเวลา สถานที่ และประเภทของการทำงานบริการสังคมหรือการทำงานสาธารณประโยชน์ นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐/๑ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ศาลควรพิจารณาด้วยว่าการทำงานนั้นต้องไม่ก่อความเสียหายแก่สังคมหรือบุคคลอื่นและต้องไม่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้ต้องโทษปรับ ทั้งนี้ ให้พิจารณาจากวิถีชีวิต การดำรงชีพ การศึกษาเล่าเรียน ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ระยะทางและความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน ความเป็นผู้ป่วยเจ็บหรือเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง การติดยาเสพติดหรือสุราเรื้อรัง ประวัติในการกระทำผิดทางเพศ พฤติกรรมในทางก้าวร้าวรุนแรง ปัญหาทางอารมณ์หรือความบกพร่องทางจิตของผู้ต้องโทษปรับด้วย

 

ข้อ ๘  ระยะเวลาการทำงานของผู้ต้องโทษปรับในแต่ละวัน ไม่ควรกำหนดให้เกินวันละ ๖ ชั่วโมง โดยพิจารณาจากลักษณะหรือประเภท และความเหมาะสมของงาน ความจำเป็นของผู้ต้องโทษปรับรวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบด้วย

เมื่อผู้ต้องโทษปรับทำงานครบจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ตามข้อ ๓ ก็ให้ถือว่าได้ทำงานหนึ่งวันและให้นับเช่นนั้นไปจนครบจำนวนชั่วโมงที่ได้ทำงานทั้งหมดรวมกัน

 

ข้อ ๙  ศาลจะกำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานติดต่อกันทุกวันหรือไม่ก็ได้ แต่ควรกำหนดให้ทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ วัน และไม่เกิน ๕ วันในแต่ละสัปดาห์ เว้นแต่มีพฤติการณ์พิเศษตามคำร้องขอของผู้ต้องโทษปรับ ศาลอาจกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นอย่างอื่นก็ได้

 

ข้อ ๑๐  ให้สำนักงานศาลยุติธรรมติดต่อประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน องค์กรส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ เช่น องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก หน่วยงานบริการข่าวสาร บริการสุขาภิบาล หน่วยงานควบคุมป้องกันอัคคีภัย ควบคุมมลภาวะ บรรเทาสาธารณภัย ดูแลรักษาหรือทำความสะอาด ดูแลรักษาสวนสาธารณะ จราจร หน่วยงานจัดทำโครงการฝึกอบรมหรือฝึกหัดงานแก่เยาวชน สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ดูแลรักษาคนพิการ เด็ก คนชรา เป็นต้น เพื่อให้รับเป็นผู้ดูแลการทำงาน รวมทั้งให้จัดระบบการติดต่อประสานงานระหว่างศาลกับหน่วยงานดังกล่าว และกำหนดประเภทและลักษณะการทำงาน เพื่อให้ศาลนำมาตรการการทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ข้อ ๑๑  เมื่อได้สั่งให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องโทษปรับปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้ เช่น

๑๑.๑  การเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมทางศีลธรรมหรือฝึกวินัย หรือโครงการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร

๑๑.๒  การละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก

๑๑.๓  การห้ามเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด

 

ข้อ ๑๒  เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับ ให้ศาลแจ้งคำสั่งไปยังผู้ที่ยินยอมรับดูแลและให้แจ้งด้วยว่าเมื่อการทำงานเสร็จสิ้นลงหรือมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้ดูแลรายงานเกี่ยวกับการทำงานให้ศาลทราบด้วย

 

หมวด ๔

แนวปฏิบัติในการสั่งเปลี่ยนสถานที่กักขัง

                       

 

ข้อ ๑๓  ในการใช้ดุลพินิจเปลี่ยนสถานที่กักขังตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญา ศาลอาจขอความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ หรือหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐ ในการสืบเสาะหาข้อมูลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจ รวมทั้งความร่วมมือในการจัดหาสถานที่กักขังที่เหมาะสมและผู้ที่ยินยอมรับควบคุมดูแลก็ได้

 

ข้อ ๑๔  เพื่อให้การปฏิบัติตามระเบียบนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ศาลอาจกำหนดแนวทางปฏิบัติของแต่ละศาลได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ เช่น ระบบการประสานงานกับหน่วยงานตามข้อ ๑๐ เป็นต้น

 

ข้อ ๑๕  ในกรณีที่ต้องมีวิธีการใดในทางธุรกิจเพื่อให้การปฏิบัติตามระเบียบนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้กำหนดวิธีการนั้น

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖

อรรถนิติ  ดิษฐอำนาจ

ประธานศาลฎีกา

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

 

[รก.๒๕๔๖/๑๖ก/๑๓/๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖]

 

พรพิมล/พิมพ์

นิลวรรณ /ปาจรีย์  จัดทำ


 

ประกาศคณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

เรื่อง หลักเกณฑ์การมีส่วนได้เสียของผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญากับคู่สัญญา

                       

 

          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑[๑]  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“บริษัทแม่” หมายความว่า บริษัทที่มีอำนาจควบคุมกิจการของบริษัทอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในลักษณะดังต่อไปนี้

(๑) มีหุ้นในบริษัทหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

(๒) มีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหนึ่ง

(๓) มีอำนาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้มีอำนาจในการจัดการหรือกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดในบริษัทหนึ่ง

การมีหุ้นในบริษัทหนึ่งตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีอำนาจควบคุมกิจการ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีอำนาจควบคุมกิจการ

“บริษัทลูก” หมายความว่า

(๑) บริษัทที่มีบริษัทอื่นเป็นบริษัทแม่ หรือ

(๒) บริษัทลูกของบริษัทตาม (๑) ต่อไปทุกทอด

“บริษัทร่วม” หมายความว่า บริษัทลูกที่มีบริษัทแม่ร่วมกัน

 

ข้อ ๓  กรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่าผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญามีส่วนได้เสียกับคู่สัญญาและห้ามทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญากับคู่สัญญารายนั้น ๆ

(๑) ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญามีความสัมพันธ์กับคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายในลักษณะเป็นบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วม

(๒) กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการบริหารของผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาเป็นคู่สัญญาหรือมีความสัมพันธ์กับคู่สัญญาในลักษณะดังต่อไปนี้

(ก) ผู้สืบสันดาน

(ข) บุพการี

(ค) คู่สมรส

(ง) พี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกัน

(จ) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน

(๓) ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่คู่สัญญาฝ่ายที่มีหน้าที่โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สุภา  ปิยะจิตติ

รองปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่เป็น

ประธานกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

 

 

 

 

 


ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑


[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๗๐ ง/หน้า ๕๗/๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑


 
 

ประกาศคณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

เรื่อง ค่าตอบแทนและค่าบริการในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผลประโยชน์

                       

 

            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑[๑]  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๒  ค่าตอบแทนที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาเรียกเก็บจากคู่สัญญาในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาถือปฏิบัติดังนี้

(๑) เรียกเก็บค่าตอบแทนในอัตราไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสามต่อปีของจำนวนเงินทั้งหมดที่คู่สัญญาฝ่ายที่มีหนี้ในการชำระเงินตามสัญญาต้องชำระไว้ในบัญชีดูแลผลประโยชน์ก่อนที่จะมีการโอนหรือส่งมอบทรัพย์สินนั้นตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดูแลผลประโยชน์

(๒) ค่าตอบแทนตาม (๑) ให้เรียกเก็บจากคู่สัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตามที่ตกลงกันไว้ปีละสองงวด งวดละหกเดือน โดยเรียกเก็บงวดแรกในวันที่ทำสัญญาดูแลผลประโยชน์เว้นแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดูแลผลประโยชน์น้อยกว่าหกเดือนให้เรียกเก็บค่าตอบแทนงวดเดียวในวันที่ทำสัญญาดูแลผลประโยชน์

กรณีที่คู่สัญญามิได้ตกลงกันตามวรรคหนึ่งข้างต้น ให้เรียกเก็บค่าตอบแทนจากคู่สัญญาฝ่ายละเท่ากัน

(๓) หากการชำระหนี้ของคู่สัญญาได้สิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาดูแลผลประโยชน์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาจะต้องคืนค่าตอบแทนตาม (๒) ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตามสัดส่วนของระยะเวลาที่เหลือ

 

ข้อ ๓  ค่าบริการที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาเรียกเก็บจากคู่สัญญาฝ่ายที่ร้องขอให้มีการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมตามมาตรา ๗ วรรคสอง ให้เรียกเก็บได้ตามอัตราและระยะเวลาที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาและคู่สัญญาฝ่ายนั้นตกลงกัน

หากการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งได้แล้วเสร็จก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาจะต้องคืนค่าบริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายนั้นตามสัดส่วนของระยะเวลาที่เหลือ

 

ข้อ ๔  ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาจะต้องปฏิบัติในเรื่องค่าตอบแทนและค่าบริการเกี่ยวกับการดูแลผลประโยชน์ ดังนี้

(๑) ประกาศรายละเอียดอัตราค่าตอบแทนและค่าบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ เพื่อให้ผู้ที่มาติดต่อหรือใช้บริการในสถานที่นั้นทราบข้อมูลดังกล่าว และให้ส่งสำเนาประกาศดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการทราบภายใน ๗ วันนับแต่วันติดประกาศและวันที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วย

(๒) แจ้งรายละเอียดอัตราค่าตอบแทนและค่าบริการให้คู่สัญญาทราบ ก่อนที่จะตกลงกันทำสัญญาดูแลผลประโยชน์

(๓) ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนและค่าบริการในการดูแลผลประโยชน์ลงในสัญญาดูแลผลประโยชน์

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สุภา  ปิยะจิตติ

รองปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่เป็น

ประธานกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

 

 

 

 

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑


[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๗๐ ง/หน้า ๕๕/๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑


 
 


ประกาศคณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

เรื่อง กำหนดระยะเวลาการดำเนินการของผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาเมื่อสัญญาดูแลผลประโยชน์เลิกกัน

                       

 

          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑[๑]  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ ๒  เมื่อสัญญาดูแลผลประโยชน์เลิกกันโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามมาตรา ๒๒ (๑) หรือ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาดูแลผลประโยชน์เลิกกัน

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สุภา  ปิยะจิตติ

รองปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่เป็น

ประธานกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์

 

 

 

 

 

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

 

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๗๐ ง/หน้า ๕๔/๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑


 
 

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ