พระราชกฤษฎีกา

                               กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและ

                                                    ลักษณะของหลักฐานการรับเงินพ.ศ. ๒๕๔๒

                                                               ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                                                      ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒

                                                            เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 

              โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน และกำหนดลักษณะของหลักฐานการรับเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจทำให้กับผู้บริโภค

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓๕ เบญจ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒”

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการนั้นจะต้องเข้าลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้

(๑) เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

(๒) เป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้บริโภค ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ความเข้าใจ และความสันทัดจัดเจน

(๓) เป็นธุรกิจที่หากมีการกำหนดรายการในหลักฐานการรับเงินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค

 

มาตรา ๔  การกำหนดลักษณะของหลักฐานการรับเงินต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) การกำหนดรายการในหลักฐานการรับเงิน

(๒) ไม่เป็นการเพิ่มภาระเกินควรแก่การประกอบธุรกิจ

(๓) สามารถคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคได้ เช่น ใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบมูลค่าหรือราคาสินค้าหรือบริการ หรือใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ความรับผิดเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือการให้บริการได้

 

มาตรา ๕  ก่อนออกประกาศกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญารับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยคำนึงถึงขอบเขตและสภาพปัญหา เช่น การจัดสัมมนา การประชุม หรือให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็น ในการนี้จะรับฟังความเห็นจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยก็ได้

 

มาตรา ๖  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน  หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๕ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนดให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน และมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดของลักษณะของหลักฐานการรับเงิน โดยการกำหนดของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๙๒ ก/หน้า ๔/๕ ตุลาคม ๒๕๔๒


 
 

                                                              พระราชกฤษฎีกา

                   กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒

                                                             ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                                                  ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒

                                                         เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

                   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

                โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และกำหนดลักษณะของสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓๕ ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒”

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการนั้นจะต้องเข้าลักษณะหนึ่งลักษณะใด ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นธุรกิจที่มีการใช้ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

(๒) เป็นธุรกิจที่มีการใช้สัญญาสำเร็จรูปอย่างแพร่หลาย

(๓) เป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้บริโภค ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจความรู้ความเข้าใจ และความสันทัดจัดเจน

 

มาตรา ๔  การกำหนดลักษณะของสัญญาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ผู้บริโภคทราบสิทธิและหน้าที่ของตนตลอดจนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการโดยชัดเจนตามควรแก่กรณี

(๒) ไม่เป็นการจำกัดหรือยกเว้นความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจในส่วนที่เป็นสาระสำคัญโดยไม่มีเหตุผลที่สมควรเพียงพอ

(๓) ต้องคำนึงถึงความสุจริตในการประกอบธุรกิจ

(๔) ให้เยียวยาความเสียหายในเวลาอันควรในกรณีที่มีการฝ่าฝืนสัญญา

(๕) จัดให้มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแสดงเจตนาของผู้ประกอบธุรกิจในเรื่องที่เป็นสาระสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภค

(๖) ต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระเกินควรแก่การประกอบธุรกิจ

 

มาตรา ๕  ก่อนออกประกาศกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญารับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงโดยคำนึงถึงขอบเขตและสภาพปัญหา เช่น การจัดสัมมนา การประชุม หรือให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็นในการนี้จะรับฟังความเห็นจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยก็ได้

 

มาตรา ๖  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มโดยพระราชคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนดให้คณะกรรมการว่าดวยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของสัญญา โดยการกำหนดของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาดังกล่าวจ้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาและวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๙๒ ก/หน้า ๑/๙ ตุลาคม ๒๕๔๒


 

 

 

                                                            พระราชกฤษฎีกา

               ให้ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑พ.ศ. ๒๕๔๒

                                                          ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                                             ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

                                                     เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

 

       โดยที่เป็นการสมควรให้ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา  ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๑  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๔๒”

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ให้ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี แต่การจัดตั้งสำนักงานดังกล่าวจะให้มีผลใช้บังคับเมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บัดนี้ เป็นการสมควรให้การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

 ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๔๐ ก/หน้า ๒๓/๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒


 

ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
 


ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในส่วนของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑

                       

                  โดยที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอ ตลอดจนปฏิบัติการอื่นใดตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ไว้เป็นอำนาจและหน้าที่ รวมทั้งแต่งตั้งข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิที่ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในส่วนของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  บรรดาระเบียบและข้อบังคับอื่น ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

     ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค” หมายความว่า ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ และเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานกำหนด

“เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนคดี

“ผู้ประสานคดี” หมายความว่า นิติกรหรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้ดำเนินคดี

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือผู้ได้รับมอบหมาย

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นๆ ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“หน่วยงาน” หมายความว่า สำนัก กอง ส่วนหรือกลุ่มงาน ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“คดี” หมายความว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

     ข้อ ๕  การดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้เสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินการ

     ข้อ ๖  สารบบ และงานธุรการคดีแพ่ง ให้เป็นไปตามที่สำนักงานกำหนด

    หมวด ๑

เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค

                       

     ข้อ ๗  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) เป็นข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ และ

(๒) ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานกำหนด

     ข้อ ๘  ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอิสระในการดำเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค

การดำเนินการอันเกี่ยวกับคดีที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของผู้บริโภคที่ร้องเรียน เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบต้องนำเสนอคณะอนุกรรมการเพื่อมีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำวินิจฉัยต่อไป

     ข้อ ๙  ผู้บังคับบัญชามีอำนาจมอบหมายคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีตลอดจนการควบคุม ตรวจสอบ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ

ผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดการแบ่งภาระหน้าที่และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบภายใต้บังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งปฏิบัติงาน หรือช่วยกลั่นกรองงานเป็นการทั่วไป หรือเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้

ในกรณีที่มีเหตุอันควร ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจสอบพิจารณาหรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคคนใดคนหนึ่งร่วมดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแทนก็ได้

     ข้อ ๑๐  ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่จะต้องรีบปฏิบัติให้ทันกำหนดระยะเวลามิฉะนั้นจะเสียหายแก่คดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควรโดยไม่ให้เสียหายแก่คดี และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว

 หมวด ๒

การพิจารณาดำเนินการก่อนฟ้อง

                       

     ข้อ ๑๑  เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดี ให้หน่วยงานจัดส่งสำนวนคดีของผู้บริโภคทุกรายให้สำนักกฎหมายและคดีโดยมิชักช้า

     ข้อ ๑๒  ให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีมอบหมายให้ผู้ประสานคดีตรวจสอบสำนวนคดีและนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการ

คำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นที่สุด

     ข้อ ๑๓  กรณีผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบและให้ผู้ประสานคดีส่งสำนวนคดีต่อไป

     ข้อ ๑๔  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจพิจารณาสำนวนคดี ในประเด็นแห่งคดีที่สำคัญ เช่น อายุความ เขตอำนาจศาล มติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ข้ออ้าง ข้อเถียง พยานหลักฐาน ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และอื่นๆ ที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดี

     ข้อ ๑๕  สำนวนเรื่องใดที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้ดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการทบทวนมติ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีภายในกำหนดอายุความ ทั้งนี้ จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาและต้องนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบในภายหลัง

ให้บันทึกในหน้าปกรายงานบัญชีสำนวนคดีว่าคดีขาดอายุความเมื่อใด

     ข้อ ๑๖  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจเรียกบุคคลที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่คดีมาซักถามและบันทึกไว้ก็ได้ หรือจะเรียกให้ผู้เกี่ยวข้องในคดีส่งต้นฉบับเอกสารหรือสำเนาที่รับรองความถูกต้องแล้วก็ได้ และหากเอกสารใดที่เป็นตราสารซึ่งจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ให้ผู้บริโภคดำเนินการจัดให้มีการปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน ตามกฎหมาย

เอกสารใดที่ต้องส่งศาล ให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องจัดส่งต้นฉบับและให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำสำเนาไว้ในสำนวน ๑ ชุด

     ข้อ ๑๗  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคอื่นหรือผู้ประสานคดีดำเนินการตามขอบอำนาจและหน้าที่ของตนก็ได้

     ข้อ ๑๘  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีพยานวัตถุ บันทึกรายละเอียดภาพถ่ายรับรองความถูกต้องและนำบัญชีพยานวัตถุรวมไว้ในสำนวนด้วย

     ข้อ ๑๙  ในกรณีที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณาเห็นว่าสำนวนคดีใดมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินคดีได้ ให้ร่างคำฟ้องพร้อมบัญชีระบุพยานเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาต่อไป

หากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีได้ หรือกรณีที่มีความเห็นแย้งกับมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราว ร้องทุกข์จากผู้บริโภคพิจารณา

     ข้อ ๒๐  สำนวนคดีใดค้างดำเนินการหรือยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรายงานและชี้แจงเหตุขัดข้องต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขตามที่เห็นสมควร

     ข้อ ๒๑  ให้นำระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับ

 หมวด ๓

การดำเนินคดีในศาล

                       

     ข้อ ๒๒  การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลใด ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีในศาลนั้น

     ข้อ ๒๓  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอาจมอบหมายให้ผู้ประสานคดีหรือบุคคลอื่นใด ยื่นคำคู่ความ บัญชีระบุพยานและเอกสารอื่นต่อศาล รวมทั้งติดตามคำสั่งศาลคัดถ่ายคำพิพากษา คำเบิกความ และเอกสารอื่นจากศาลด้วย

การขอถ่ายสำเนาเอกสารจากศาล ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน

     ข้อ ๒๔  ในขณะยื่นคำฟ้องต่อศาลให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการขอให้ศาลออกหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่งให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี โดยให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีและรับรองค่าใช้จ่ายไว้เป็นหลักฐาน

ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบอ้างพยานหลักฐาน ในบัญชีระบุพยาน ให้ครบถ้วนทุกประเด็นที่จะนำสืบสนับสนุนคำฟ้อง รวมทั้งให้จัดทำสำเนาบัญชีระบุพยานและสำเนาพยานเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามกฎหมายด้วย และหากเห็นสมควรจะยื่นบัญชีระบุพยานไปพร้อมกับคำฟ้องด้วยก็ได้

     ข้อ ๒๕  กรณีที่คู่ความอีกฝ่ายยื่นคำให้การ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจสอบคำให้การและข้อเท็จจริง กำหนดประเด็นและหน้าที่นำสืบ นำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

คดีที่มีการชี้สองสถานให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตรวจสอบการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนก็ให้คัดค้านไว้ตามกฎหมาย และนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

     ข้อ ๒๖  การติดต่อพยานบุคคลไปเบิกความที่ศาล กรณีเป็นพยานนำให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบมีหนังสือแจ้งพยานให้ไปเบิกความที่ศาล หรือกรณีเป็นพยานหมายให้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน โดยให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการ ส่งหมายเรียกให้แก่พยานและให้เบิกค่าใช้จ่ายในการส่งหมายเรียกตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

ในกรณีที่พยานได้รับหนังสือแจ้ง หรือได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่มิได้มาเป็นพยานศาลโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณา หากเห็นว่าพยานดังกล่าวเป็นพยานสำคัญในคดีก็ให้ขอศาลเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อน แต่หากเห็นว่า พยานดังกล่าวไม่ใช่พยานสำคัญในคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบงดการสืบพยานปากนั้น หรือขอส่งเอกสารแทนการสืบพยานบุคคลได้ตามที่เห็นสมควร

      ข้อ ๒๗  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเตรียมการสืบพยานบุคคล พยานเอกสารและพยานวัตถุให้พร้อมก่อนวันนัดพิจารณา กรณีพยานบุคคลเป็นพยานหมาย ให้เตรียมค่าป่วยการและค่าพาหนะพยานหรือค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อจ่ายให้แก่พยานตามคำสั่งศาลด้วย

ในการสืบพยาน ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบไปศาลทุกนัดและดำเนินการสืบพยานทุกประเด็นที่อยู่ในคำฟ้องและคำให้การ

     ข้อ ๒๘  การดำเนินกระบวนพิจารณาทุกครั้งให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบบันทึกรายละเอียดไว้ในรายงานการดำเนินคดี ให้ได้ความเพียงพอที่จะทราบการดำเนินคดีครั้งใดหรือวันใด ได้จัดการเกี่ยวกับคดีอย่างไรบ้าง ถ้าเหตุที่ได้จัดการไปนั้นสมควรจะให้ปรากฏถึงเจตนาเพื่อผลใดๆ ก็ให้บันทึกให้ปรากฏไว้และให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบต่อไป

     ข้อ ๒๙  ถ้าเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบพิจารณาแล้วเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอลดหนี้ลงบางส่วน หรือขอผ่อนผันการชำระหนี้ หรือขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีเหตุอันสมควร ให้เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อมีหนังสือแจ้งข้อเสนอดังกล่าวให้ผู้บริโภคพิจารณาต่อไป

เมื่อผู้บริโภคตกลงประนีประนอมยอมความโดยแจ้งเงื่อนไขมาให้ทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบตกลงประนีประนอมยอมความตามนั้น หรือจะให้ผู้บริโภคหรือผู้แทนมาแถลงต่อศาลในวันประนีประนอมยอมความก็ได้ ในกรณีนี้ให้ผู้บริโภคหรือผู้แทนลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย

     ข้อ ๓๐  การดำเนินคดีในทางจำหน่ายสิทธิของผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา ผลการพิจารณาเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามนั้น และให้สำนักงานรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบ

     ข้อ ๓๑  เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบควรแถลงการณ์ปิดคดี เว้นแต่คดีที่มีเอกสารอ้างอิงมากหรือคดีที่มีทุนทรัพย์สูง หรือคดีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายยุ่งยาก ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเสนอร่างคำแถลงให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อน

     ข้อ ๓๒  เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการขอคัดถ่ายคำพิพากษาประกอบสำนวนไว้ทุกเรื่อง

ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง พิพากษาไม่เต็มตามฟ้องหรือแพ้คดีในประเด็นใดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบคัดถ่ายสำเนาคำเบิกความพยานและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย

     ข้อ ๓๓  ในการดำเนินคดี เมื่อมีผู้บริโภคร้องขอและมีเหตุจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามหมวด ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

 หมวด ๔

อุทธรณ์และฎีกา

                       

     ข้อ ๓๔  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบไปฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลตามนัดทุกครั้ง

ในกรณีที่ยังไม่สามารถคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้ชนะคดีเต็มตามฟ้องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบหรือผู้รับมอบฉันทะจดย่อคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้แพ้คดีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจดย่อคำพิพากษาหรือประเด็นที่วินิจฉัยแห่งคดีพร้อมเหตุผลที่ให้แพ้คดีนั้น

     ข้อ ๓๕  เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเสนอสำนวนพร้อมความเห็นต่อคณะอนุกรรมการ

กรณีที่ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ชนะคดีโดยได้รับชำระหนี้เต็มตามฟ้อง เป็นการสมประโยชน์ของผู้บริโภคและเป็นไปตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วนั้น ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาใช้สิทธิว่าจะสมควรอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือไม่ และรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อทราบ

สำหรับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีหรือพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ไม่เต็มตามฟ้องหรือคำพิพากษามีข้อแตกต่างไปจากมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและคดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาตามกฎหมายว่าด้วยอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือไม่ประการใด และนำเสนอคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป หากมีความเห็นประการใดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการตามนั้น และรายงานให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรอุทธรณ์หรือฎีกาให้เสนอร่างอุทธรณ์หรือร่างฎีกาแล้วแต่กรณีไปด้วย

ระหว่างรอผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาไว้ด้วย

      ข้อ ๓๖  ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการแก้อุทธรณ์หรือฎีกาทุกคดี โดยนำเสนอร่างอุทธรณ์หรือฎีกาให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา และให้นำความในหมวด ๒ และ ๓ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

 หมวด ๕

การบังคับคดี

ข้อ ๓๗  ในกรณีจำเป็นต้องดำเนินการบังคับคดีและศาลยังไม่ออกคำบังคับ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบขอให้ศาลออกคำบังคับภายในกำหนด ๔๕ วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่คดีถึงที่สุดหรือคดีที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ให้ขอออกคำบังคับภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หรือวันที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี แล้วแต่กรณี

     ข้อ ๓๘  ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขอทุเลาการบังคับคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดี

     ข้อ ๓๙  เมื่อระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้วและลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีภายใน ๓๐ วัน นับแต่ล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว เพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป

     ข้อ ๔๐  ในกรณีที่ศาลออกหมายบังคับคดี ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบส่งหมายบังคับคดีและสำนวนที่เกี่ยวข้องจำเป็นแก่การบังคับคดีให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีพิจารณามอบหมายให้ผู้ประสานคดีเป็นผู้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป ทั้งนี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้ผู้บริโภค หรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีเป็นผู้ช่วยดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้

     ข้อ ๔๑  ในการดำเนินการบังคับคดี หากมีกระบวนการที่ต้องดำเนินการพิจารณาในชั้นศาล ให้ผู้ประสานคดีนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้นำความในหมวด ๒ ๓ และ ๔ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

ในการดำเนินคดีในชั้นบังคับคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมทำความเห็นเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

 หมวด ๖

การเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ

                       

      ข้อ ๔๒  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการยืมเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามระเบียบว่าด้วยการยืมเงินราชการ และกรณีต้องเดินทางไปดำเนินคดีนอกเขตท้องที่ให้ดำเนินการตามระเบียบของราชการที่เกี่ยวข้อง

     ข้อ ๔๓  ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเบิกเงินค่าใช้จ่ายเพื่อสำรอง ในการดำเนินคดีได้ไม่เกินคดีละห้าพันบาท แต่เมื่อรวมกันทุกคดีให้เบิกเงินสำรองค่าใช้จ่ายได้รวมกันไม่เกินสองหมื่นบาท

การเบิกเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบเป็นผู้ยืมโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาและให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายในแต่ละคดีไว้ให้สามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา ทั้งนี้ ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

     ข้อ ๔๔  เมื่อคดีเสร็จกระบวนพิจารณาในศาลใดและไม่จำต้องดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบหักล้างทะเบียนเงินยืม และจัดทำบันทึกแจ้งว่าคดีถึงที่สุดแล้วพร้อมส่งบัญชีค่าใช้จ่ายและเงินเหลือจ่าย เพื่อหักล้างทะเบียนเงินยืมภายใน ๓๐ วัน

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบ ได้ยืมเงินค่าใช้จ่ายไปแล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบผู้นั้นจะต้องส่งมอบสำนวนคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้อื่นรับไปดำเนินการต่อ ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบส่งมอบสำนวนคดี และดำเนินการหักล้างทะเบียนเงินยืมให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันส่งมอบสำนวนคดี

     ข้อ ๔๕  ในระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา หรือการดำเนินการบังคับคดี และมีกระบวนพิจารณาในชั้นศาลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบดำเนินการตามความในหมวดนี้

     ข้อ ๔๖  สำนวนคดีที่มีการดำเนินคดีถึงที่สุดให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคผู้รับผิดชอบทำความเห็นว่าสำนวนคดีนั้นควรทำลายหรือควรเก็บรอไว้ต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

การทำลายเอกสารตามวรรคแรก ให้ดำเนินการตามระเบียบราชการว่าด้วยเรื่องนั้น

     ข้อ ๔๗  การติดตาม การประเมินผล และการรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ดำเนินการตามแบบและวิธีการที่สำนักงานกำหนด

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง/หน้า ๒๓/๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑


 

 

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                 ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑

                       

               โดยที่ปัจจุบันสภาพสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไป วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในสังคมยุคโลกาภิวัตน์มากขึ้น ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีการนำเทคโนโลยี มาใช้งานหรือดำเนินการทางธุรกิจตามกระแสที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคม ดังนั้น จึงเห็นควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้มีความสอดคล้องตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อนุวัติไปตามเทคโนโลยีที่ภาครัฐนำมาใช้ปฏิบัติงาน จึงเป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้บริการแก่ประชาชนมีความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๔๗

     ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือผู้ได้รับมอบหมาย

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง เลขานุการกรมหรือผู้อำนวยการส่วน หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นๆ ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้อำนวยการมอบหมายงานให้พิจารณาดำเนินการ

“ผู้ประสานคดี” หมายความว่า นิติกร หรือเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีมติให้ดำเนินคดี

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“หน่วยงาน” หมายความว่า สำนัก กอง ส่วน หรือกลุ่มงาน ในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

“คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง” หมายความว่า คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก และคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

“คู่กรณี” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำร้องเรียนหรือถูกร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการพิจารณาให้รวมถึงบุคคล ผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย

“หน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หมายความว่า หน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

 หมวด ๑

การปฏิบัติราชการทั่วไป

                       

     ข้อ ๕  การรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคหรือรับเรื่องอื่นใด ให้สำนักงานเลขานุการกรมลงรับหนังสือและเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดส่งเรื่องดังกล่าวให้หน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

การรับเรื่องตามวรรคหนึ่ง หากได้รับภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ให้รีบดำเนินการ ในวันทำการถัดไป

     ข้อ ๖  เมื่อหน่วยงานได้รับเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๕ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ธุรการของหน่วยงานดำเนินการเสนอผู้อำนวยการพิจารณามอบหมายเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

     ข้อ ๗  ในกรณีที่มีเหตุอันควร ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเรียกสำนวนเอกสารเรื่องร้องทุกข์หรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาตรวจสอบ พิจารณาหรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบใหม่ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพิ่มเติมร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวน หรือดำเนินการสืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ได้

 หมวด ๒

การรับเรื่องร้องทุกข์

                       

     ข้อ ๘  ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคตามแบบพิมพ์บันทึกคำร้องทุกข์ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

     ข้อ ๙  ภายใต้บังคับข้อ ๑๐ การรับเรื่องร้องทุกข์หรือเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้คำแนะนำและแจ้งสิทธิให้ผู้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ทราบ ดังนี้

(๑) การร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดอยู่หรือสะดุดหยุดลง

(๒) การร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคที่จะนำเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนดังกล่าวไปดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยตนเอง

(๓) กรณีที่ผู้บริโภคได้ไปใช้สิทธิดำเนินคดีในศาลด้วยตนเองแล้ว ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งยุติเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

(๔) ผู้ร้องเรียนมีหน้าที่ในการตรวจสอบคำสั่งฟื้นฟูกิจการและสถานะบุคคลล้มละลายจากกรมบังคับคดีโดยตรง

(๕) ภายหลังจากการร้องเรียน ๑๕ วัน หากผู้บริโภคยังไม่ได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ติดตามเรื่อง และควรติดตามเรื่องที่ร้องเรียนทุกเดือน

     ข้อ ๑๐  การรับเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่รับพิจารณาดำเนินการหรือให้ยุติการพิจารณาในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาวินิจฉัยว่ามีลักษณะ ดังต่อไปนี้

(๑) เรื่องร้องเรียนที่ผู้บริโภคได้ไปใช้สิทธิดำเนินคดีทางศาลด้วยตนเองแล้ว

(๒) เรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเสร็จเด็ดขาดแล้ว

(๓) เรื่องที่ประชาชนได้ใช้สิทธิทางศาลด้วยตนเอง แต่จะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการบังคับคดีตามพิพากษาให้

(๔) เรื่องที่อยู่ในกระบวนการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

(๕) เรื่องที่อายุความในการดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว

(๖) เรื่องร้องเรียนที่ผู้บริโภคได้ยื่นไว้ไม่มีความชัดเจน ไม่สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ร้องเรียน ไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้ร้องเรียน ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานต่างๆ ประกอบการเรื่องร้องเรียน หรือไม่มีการติดหรือชำระค่าอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

(๗) เรื่องร้องทุกข์ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเรียนไม่ใช่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

(๘) เรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องเรียนมาพบหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่ผู้ร้องเรียนไม่มาพบ ไม่ส่งเอกสารหรือให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแต่อย่างใด

     ข้อ ๑๑  กรณีเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับไว้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาและมีหนังสือแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ

     ข้อ ๑๒  เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับเรื่องร้องทุกข์หรือร้องเรียนจากประชาชนที่หัวหน้าหน่วยงานมอบหมายให้รับผิดชอบ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นแห่งการร้องเรียน ตลอดจนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นนำเสนอผู้อำนวยการเพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามในหนังสือเชิญหรือหนังสือเรียก ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนและเพียงพอ เพื่อให้คู่กรณีจัดส่งเอกสารหลักฐานหรือให้มาพบเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ถ้อยคำและเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งนี้ การติดต่อดังกล่าวเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจจะกระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้ทำเป็นหนังสือก็ให้แจ้งยืนยันเป็นหนังสืออีกครั้งหนึ่ง

     ข้อ ๑๓  ในการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ร้องเรียนหรือประเด็นข้อพิพาทของเรื่องที่ร้องเรียนตลอดจนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยก็ได้

ในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีหนังสือเชิญหรือหนังสือเรียกคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยวิธีการส่งทางไปรษณีย์ให้จัดส่งไปยังที่ทำการหรือที่อยู่ตามภูมิลำเนาของคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการแจ้งโดยวิธีบุคคลนำไปส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือถ้าขณะนำไปส่งไม่พบผู้รับ และหากได้ส่งให้กับบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วางหนังสือนั้นหรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ไปเป็นพยานก็ให้ถือว่าได้รับหนังสือแล้ว

ในกรณีที่คู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาพบเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามหนังสือเชิญหรือมีหนังสือเรียก ให้สอบถามคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทหรือไม่ และถ้าคู่กรณีให้ถ้อยคำอย่างไร ก็ให้บันทึกถ้อยคำตามนั้น

     ข้อ ๑๔  เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ร้องเรียนหรือประเด็นข้อพิพาทที่ร้องเรียนเสร็จแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำการสรุปสำนวนการสอบสวนและความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการโดยเร็ว ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรยุติเรื่องหรือให้ดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนและความเห็นพร้อมทั้งประมวลเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้งแล้วแต่กรณีภายใน ๑๐ วันทำการนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการดังกล่าว

ในกรณีที่เป็นการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง หรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี หากคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี ได้พิจารณาและมีมติเห็นสมควรให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหรือมีมติให้ยุติเรื่อง ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประมวลเรื่องเสนอหน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใน ๑๐ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี ได้ให้การรับรองมติดังกล่าว เพื่อนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาต่อไป

     ข้อ ๑๕  เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติในการประชุมแต่ละครั้ง ให้หน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสรุปผลการประชุมและมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีหน้าที่แจ้งผู้บริโภคที่ร้องเรียนทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหนังสือภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา

     ข้อ ๑๖  ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ดำเนินการนำมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป

 หมวด ๓

การดำเนินการตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                       

     ข้อ ๑๗  กรณีที่มีมติให้เปรียบเทียบผู้กระทำความผิด

(๑) เมื่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้เปรียบเทียบความผิด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด เห็นสมควรดำเนินการเปรียบเทียบความผิดบุคคลและหรือนิติบุคคลผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประมวลเรื่องและจัดส่งสำนวนเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดี เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบความผิดภายใน ๑ วันทำการ นับแต่วันที่รับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ได้รับมอบหมายแล้วแต่กรณี

(๒) ให้ผู้อำนวยการหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีสั่งการให้ผู้ประสานคดีดำเนินการตรวจสอบสำนวนเรื่องและเอกสารที่เกี่ยวข้องและนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามในหนังสือแจ้งให้ผู้กระทำความผิดชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายใน ๓ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับสำนวนเรื่อง

(๓) ให้ผู้ประสานคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้กระทำความผิดมาชำระค่าปรับตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยกำหนดเวลาให้ผู้กระทำความผิดไปชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

(๔) เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมชำระค่าปรับ ให้ผู้ประสานคดีแจ้งให้ผู้กระทำผิดกรอกรายละเอียดรับทราบข้อกล่าวหาตามแบบ คคบ. ๑, คคบ. ๒, คคบ. ๓ และ คคบ. ๔ เสร็จแล้ว ตรวจสอบหลักฐานพร้อมนำเสนอผู้กล่าวหาและผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด นำผู้กระทำความผิดไปชำระเงินต่อเจ้าหน้าที่การเงิน เก็บหลักฐานพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินรวมไว้ในสำนวนเรื่อง ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ วันทำการ

(๕) ภายหลังล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๗ (๓) และมีพยานหลักฐานว่าผู้กระทำความผิดได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบความผิด ให้ผู้ประสานคดีสรุปเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณามอบหมายให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือส่งสำนวนเรื่องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีภายใน ๓ วันทำการ

     ข้อ ๑๘  กรณีที่มีมติให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

(๑) เมื่อได้รับสำนวนเรื่องการดำเนินคดีจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ให้ผู้อำนวยการหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีมอบหมายผู้ประสานคดีตรวจสอบสำนวนเอกสารการดำเนินคดีสรุปข้อเท็จจริงจัดทำตารางรายละเอียดของผู้บริโภคให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับสำนวนเรื่อง

(๒) กรณีจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา หรือบอกกล่าว หรือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกดำเนินคดีปฏิบัติตามกฎหมาย ให้จัดทำหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือบอกกล่าวทวงถาม หรือหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติภายในกำหนด ๑๕ วัน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

(๓) ภายหลังล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๘ (๒) และมีพยานหลักฐานว่า ผู้ประกอบธุรกิจได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ประสานคดีนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงนามจัดส่งสำนวนเรื่องให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใน ๕ วันทำการ

(๔) การดำเนินคดีตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ผู้ประสานคดีติดตามคดีและประสานงานกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคทุกๆ ๓ เดือน และต้องรายงานผลการดำเนินคดีให้ผู้บังคับบัญชาและประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบทุก ๓๐ วันทำการ

(๕) ภายหลังการดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้ประกอบธุรกิจแพ้คดีให้ผู้ประสานคดีแจ้งผลการดำเนินคดีให้กับผู้บริโภคทราบ และหากมีความจำเป็นต้องดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ให้ผู้ประสานคดีดำเนินการเชิญผู้บริโภคในคดีมาประชุมชี้แจง และดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีภายใน ๙๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับหมายบังคับคดีของศาล

     ข้อ ๑๙  ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ไม่ได้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้ประสานคดีรายงานเหตุที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จเพื่อขยายระยะเวลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว

 หมวด ๔

การปฏิบัติราชการเฉพาะเรื่อง

                       

      ข้อ ๒๐  การปฏิบัติราชการในส่วนที่เกี่ยวกับการรับรองสมาคม ตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการดังนี้

(๑) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตาม “แบบคำขอรับการรับรองเป็นสมาคมที่มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค” (แบบ ส.ค.บ. ๑) ให้เสร็จภายใน ๑๕ วันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำขอจากสมาคม

(๒) กรณีเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ ที่สมาคมยื่นคำขอครบถ้วนและสมาคมนั้นเป็นสมาคมซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ประกาศชื่อของสมาคมและชื่อของคณะกรรมการของสมาคมไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเป็นเวลาสามวัน ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ภายใน ๒๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับเอกสารประกอบคำขอครบถ้วน

(๓) กรณีเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ ที่สมาคมยื่นคำขอไม่ครบถ้วน ให้แจ้งสมาคมทราบภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจเอกสารหลักฐานตามแบบ ส.ค.บ. ๑ เสร็จตามข้อ ๒๐ (๑)

(๔) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าสมาคมที่ยื่นคำขออาจมีลักษณะไม่ถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เสนอเรื่องขอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายที่คณะกรรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้งโดยเร็ว

(๕) การสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีที่มีผู้คัดค้านให้ดำเนินการภายใน ๓๐ วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำคัดค้าน และให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๑๕ วันทำการ แต่ต้องบันทึกเหตุผลการขยายระยะเวลาแต่ละครั้งไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

(๖) เมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามข้อ ๒๐ (๒) หรือข้อ ๒๐ (๕) แล้วแต่กรณี ให้นำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาโดยเร็ว

(๗) กรณีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้การรับรองสมาคมให้สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ “แบบหนังสือรับรองให้สมาคมที่มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค” แบบ ส.ค.บ. ๒ ให้ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อลงนามภายใน ๗ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ และให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคส่งเรื่องไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาพร้อมกับส่งหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่สมาคมภายใน ๑๕ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ

(๘) กรณีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง ให้แจ้งสมาคมทราบภายใน ๑๕ วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติ

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๐๔ ง/หน้า ๒๐/๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑


 

ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๕๑[๑]

                       

                 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดระเบียบว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็นไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๕๑”

     ข้อ ๒  ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น พ.ศ. ๒๕๓๒ ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา ว่าด้วยการขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๘

     ข้อ ๓  ในระเบียบนี้

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย

“ข้อความ” หมายความรวมถึงการกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้

     ข้อ ๔  ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดประสงค์จะขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการทั่วไป หรือข้อความสำหรับโฆษณาที่ดินจัดสรร บ้านและอาคารชุด ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ยื่นคำขอตามแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี ท้ายระเบียบนี้ โดยแสดงรายการให้ครบถ้วนพร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี

สินค้าหรือบริการใดมีกฎหมายบัญญัติในเรื่องการโฆษณาสินค้าหรือบริการนั้นไว้โดยเฉพาะแล้ว ถ้าผู้ประกอบธุรกิจประสงค์จะขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการตามระเบียบนี้ จะต้องแสดงหลักฐานว่าข้อความนั้นได้รับอนุญาตให้โฆษณาตามกฎหมายนั้นแล้วด้วย

 

     ข้อ ๕  การยื่นคำขอ ให้ส่งข้อความสำหรับโฆษณา จำนวน ๒๕ ชุด พร้อมหลักฐานสนับสนุนข้อความสำหรับโฆษณาประกอบคำขอ

     ข้อ ๖  ผู้ขอต้องชำระค่าป่วยการในการให้ความเห็นพร้อมกับการยื่นคำขอในอัตราดังต่อไปนี้

(๑) ภาพยนตร์หรือแถบบันทึกเสียง/ภาพ ในอัตรา ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ เรื่อง

(๒) ข้อความอย่างอื่นนอกจาก (๑) ในอัตราหน้าแรก ๑๐,๐๐๐ บาท หน้าถัดไป หน้าละ ๕,๐๐๐ บาท

     ข้อ ๗  การยื่นคำขอตามระเบียบนี้ ให้ผู้ขอหรือผู้รับมอบอำนาจมายื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี

     ข้อ ๘  เมื่อผู้ขอยื่นคำขอแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตรวจสอบรายการและหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ฆ.๑ หรือแบบ ฆ.๒ แล้วแต่กรณี ให้ครบถ้วนก่อนจึงลงเลขที่รับคำขอ ถ้าหากรายการและหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถอ่านได้ชัดเจนให้คืนคำขอ

     ข้อ ๙  ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไมตรี  ตันเต็มทรัพย์

ประธานกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

[เอกสารแนบท้าย]

 ๑.  คำขอความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาสินค้าหรือบริการทั่วไป (แบบ ฆ.๑)

๒.  คำขอความเห็นเกี่ยวกับข้อความสำหรับโฆษณาที่ดินจัดสรร บ้าน และอาคารชุด (แบบ ฆ.๒)

 (ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๘๕ ง/หน้า ๒๖/๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑


 
 

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ว่าด้วยการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดีและการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคมพ.ศ. ๒๕๔๐

                  

                 โดยที่เป็นการสมควรกำหนดระเบียบเพื่อให้สมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ถือปฏิบัติในการดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องคดีและในการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดีและการใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคม พ.ศ. ๒๕๔๐”

     ข้อ ๒[๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ ๓  ในระเบียบนี้

“สมาคม” หมายความว่า สมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามมาตรา ๔๐

 หมวด ๑

การดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดี

                  

      ข้อ ๔  ให้สมาคมจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของสมาคมและให้ส่งสำเนาทะเบียนสมาชิกนั้นแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการรับรอง ทะเบียนสมาชิกนั้นอย่างน้อยให้มีรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและสัญชาติของสมาชิก

(๒) ที่อยู่หรือที่ตั้งสำนักงานของสมาชิก

(๓) วันที่เข้าเป็นสมาชิก

เมื่อมีการรับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกให้สมาคมแจ้งการรับสมาชิกใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง

     ข้อ ๕  สมาคมต้องแจ้งวัน เวลา และสถานที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งส่งระเบียบวาระการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีเช่นนี้ สมาคมต้องยินยอมให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมายเข้าไปฟังการประชุมได้

ให้สมาคมส่งรายการประชุมใหญ่ของสมาคม รายงานการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการหรือข้อบังคับ จำนวนและสัญชาติของกรรมการที่เปลี่ยนแปลงใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการประชุมหรือมีการเปลี่ยนแปลง

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมให้ผิดไปจากเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงออกตามความในมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้

     ข้อ ๖  ให้สมาคมจัดทำงบดุลแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาคมภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีการบัญชี รวมทั้งจัดทำรายงานประจำปีแสดงรายละเอียดและผลการดำเนินคดีของสมาคม เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสมาคมในคราวที่เสนองบดุล และให้ส่งสำเนารายงานประจำปีกับงบดุลไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมใหญ่

 หมวด ๒

การใช้สิทธิและอำนาจฟ้องของสมาคม

                  

     ข้อ ๗  ในการพิจารณาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามมาตรา ๔๑ คณะกรรมการของสมาคมต้องดำเนินการให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดให้เพียงพอ การลงมติให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ให้คณะกรรมการของสมาคมพิจารณาจากพยานหลักฐาน และความเห็นของผู้ตรวจสอบคดีตามข้อ ๘ โดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคสิทธิของบุคคลในการประกอบกิจการ และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเป็นสำคัญ

การลงมติตามวรรคหนึ่ง สมาคมต้องแจ้งวันเวลาและสถานที่ประชุมพร้อมทั้งส่งระเบียบวาระการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีเช่นนี้ สมาคม ต้องยินยอมให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมายเข้าไปฟังการประชุมได้

     ข้อ ๘  คณะกรรมการของสมาคมต้องมอบหมายให้ผู้ตรวจสอบคดีซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ตามบัญชีรายชื่อผู้ตรวจสอบคดีที่สมาคมแจ้งไว้กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมายในการดำเนินคดีก่อนที่สมาคมจะฟ้องคดีใด ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

ให้สมาคมรายงานการเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ตรวจสอบคดีให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

ความเห็นของผู้ตรวจสอบคดีตามวรรคหนึ่ง ผู้ตรวจสอบคดีต้องแจ้งให้คณะกรรมการของสมาคมทราบไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการลงมติตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง

     ข้อ ๙  ในกรณีที่สมาชิกของสมาคมขอให้สมาคมเรียกค่าเสียหายแทนตนสมาคมต้องช่วยสมาชิกดังกล่าวในการจัดทำหนังสือมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

     ข้อ ๑๐  เมื่อสมาคมได้ยื่นฟ้องคดีใดแล้ว ให้สมาคมดำเนินการดังนี้

(๑) ส่งสำเนาคำฟ้องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง

(๒) แจ้งผลคำพิพากษาและเหตุแห่งการวินิจฉัยโดยละเอียดให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

     ข้อ ๑๑  ถ้าสมาคมจะถอนฟ้องคดีใด สมาคมต้องมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีการถอนฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคม ให้สมาคมแนบสำเนาหนังสือแสดงความยินยอมให้ถอนฟ้องของสมาชิกผู้มอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนมาด้วย

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่กรณีสมาคมทำความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโดยอนุโลม เว้นแต่จะเป็นการประนีประนอมยอมความในศาลและมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าได้

     ข้อ ๑๒  ในการฟ้งคดี สมาคมจะเรียกเงินหรือทรัพย์สินใดจากผู้บริโภคไม่ได้เว้นแต่ค่าฤชา ธรรมเนียม ในส่วนที่เกี่ยวกับการมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมซึ่งต้องชำระต่อศาล

     ข้อ ๑๓  ให้สมาคมแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการดำเนินคดีโดยทำเป็นประกาศติดไว้ที่สำนักงานของสมาคมให้สมาชิกทราบเป็นระยะ ๆ

     ข้อ ๑๔  เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว บรรดาค่าเสียหายที่สมาคมได้รับไว้อันเนื่องมาจากการดำเนินคดีของสมาคมโดยได้รับมอบหมายจากสมาชิกต้องส่งให้แก่สมาชิกนั้นโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับค่าเสียหายนั้น

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

สมัคร  สุนทรเวช

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

พรพิมล/พิมพ์

๒๔ ก.ค ๒๕๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนพิเศษ ๑๐๖ ง/หน้า ๓๒/๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐


  
  
ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

  

  
 


กฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๔)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒[๑]

                  

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  การอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องตามมาตรา ๔๓ ผู้ได้รับคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องต้องกระทำสำหรับตนเองจะอุทธรณ์เพื่อผู้อื่น หรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้

     ข้อ ๒  อุทธรณ์ตามข้อ ๑ ต้องทำเป็นหนังสือ และมีรายการดังต่อไปนี้

(๑) วัน เดือน ปี ที่ยื่นอุทธรณ์

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์

(๓) คำชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมทั้งความประสงค์ที่ยกขึ้นอ้างอิงในการอุทธรณ์โดยแจ้งชัด

(๔) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

ทั้งนี้  ให้แนบสำเนาคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบอุทธรณ์ ถ้ามี

     ข้อ ๓  การยื่นอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคก็ได้ ในกรณีที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้ถือว่าที่ปรากฏในหลักฐานทางไปรษณีย์เป็นวันยื่นอุทธรณ์

     ข้อ ๔  เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบรับอุทธรณ์ให้แก่ผู้ยื่นอุทธรณ์ไว้เป็นหลักฐาน อุทธรณ์ที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ออกใบรับอุทธรณ์ให้แก่ผู้ยื่นอุทธรณ์ในวันยื่นอุทธรณ์ ถ้าได้รับอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ให้ส่งใบรับอุทธรณ์ให้แก่ผู้ยื่นอุทธรณ์ภายในสามวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาโดยเร็ว

     ข้อ ๕  คณะกรรมการจะพิจารณาอุทธรณ์เอง  หรือจะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้พิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับอุทธรณ์ก่อนก็ได้

กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในอุทธรณ์เรื่องใด   จะเข้าชี้แจงต่อ

คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการก็ได้ แต่จะเข้าร่วมประชุมพิจารณาอุทธรณ์นั้นมิได้

     ข้อ ๖  คณะอนุกรรมการจะแจ้งให้ผู้อุทธรณ์หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อุทธรณ์ ส่งเอกสารหรือข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ต่อคณะอนุกรรมการก็ได้ ในการนี้จะขอให้บุคคลดังกล่าวมาชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้วยก็ได้

     ข้อ ๗  ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการที่ได้สั่งตามมาตรา ๑๗ โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งของคณะกรรมการ ให้ถือว่าผู้อุทธรณ์ได้ทิ้งอุทธรณ์

     ข้อ ๘  ถ้าผู้อุทธรณ์ทิ้งอุทธรณ์หรือถอนอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการจำหน่ายอุทธรณ์นั้นเสีย

     ข้อ ๙  การอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องในเรื่องใดประเด็นใด ถ้าได้ทิ้งอุทธรณ์หรือถอนอุทธรณ์แล้ว ห้ามอุทธรณ์ซ้ำอีก

     ข้อ ๑๐  ในกรณีที่คณะกรรมการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับอุทธรณ์ตามข้อ ๕ คณะอนุกรรมการต้องพิจารณาอุทธรณ์และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์จากคณะกรรมการ แต่ถ้ายังพิจารณาไม่เสร็จ ให้คณะอนุกรรมการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวันและให้บันทึกเหตุผลที่จำต้องมีการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ในแต่ละครั้งไว้ด้วย พร้อมทั้งรายงานให้คณะกรรมการทราบตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด

     ข้อ ๑๑  คณะกรรมการต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน และให้บันทึกเหตุผลที่จำต้องมีการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ไว้ด้วย

     ข้อ ๑๒  เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วให้มีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าเห็นว่าอุทธรณ์นั้นยื่นเกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง หรือถ้าเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายและเห็นว่าปัญหาข้อกฎหมายนั้นไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย หรือถ้าเรื่องที่อุทธรณ์นั้นมีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้ยกอุทธรณ์

(๒) ถ้าเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือโดยเหตุอื่น ให้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง

(๓) ถ้าเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องไม่ถูกต้อง ให้กลับคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง และมีคำวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้นใหม่

(๔) ถ้าเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องถูกบางส่วนและผิดบางส่วน ให้แก้คำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง โดยมีคำวินิจฉัยยืนส่วนที่ถูกและมีคำวินิจฉัยแก้ส่วนผิดนั้นใหม่

     ข้อ ๑๓  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามข้อ ๑๒ ให้ทำเป็นหนังสือ ระบุเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง และลงลายมือชื่อกรรมการทุกคนที่ร่วมพิจารณาอุทธรณ์เรื่องนั้น

     ข้อ ๑๔  ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัย

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔

พลเอก ป. ติณสูลานนท์

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๔๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องตามมาตรา ๔๓ โดยกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๙๘/ตอนที่ ๗๒/ฉบับพิเศษหน้า ๓/๑๓ พฤษภาคม ๒๕๒๔


 
 

กฎกระทรวงฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]

                  

                  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้ข้อความดังต่อไปนี้ เป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕)

     (๑)  ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ใช้หรืออ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้กระทำไปโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต พระราชานุญาต หรืออนุญาต แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เว้นแต่

(ก) ข้อความโฆษณาว่าได้รับเหรียญ ใบสำคัญคู่มือ ประกาศนียบัตรหรือเครื่องหมายอื่นใดที่เป็นรางวัลในการแสดงหรือประกวดสินค้าหรือบริการ ที่ได้รับจากพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ข) ข้อความโฆษณาว่าได้รับพระบรมราชานุญาตในการประกอบธุรกิจ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราแผ่นดิน หรือได้รับพระราชทานตราตั้ง

     (๒)[๒] ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการ รวมทั้งเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายอื่นๆ ของผู้ประกอบธุรกิจ หรือข้อความที่แสดงสถานที่หรือวิธีติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งรวมอยู่หรือทำให้ปรากฎพร้อมกับข้อความที่ถวายพระพรหรือข้อความอย่างอื่นที่อ้างอิงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เว้นแต่ชื่อของผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ประพันธ์ข้อความดังกล่าว

     (๓)  ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน

     (๔)[๓] ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว หรือข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการประกวดชิงรางวัล โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

(ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการเสี่ยงโชคหรือในการประกวดชิงรางวัล

(ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกาศชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัลนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง

(ค) ประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลจำนวนและมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท  เว้นแต่กรณีที่การโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัล แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้   แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของแถมพกหรือรางวัลทุกประเภทไว้แทน

ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถมพกหรือรางวัลเป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป  และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว  ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลนั้นไว้ก็ได้

(ง) เขตหรือถิ่นที่มีการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล  เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร

(จ) วัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการทำการเสี่ยงโชคหรือการตัดสินการประกวดชิงรางวัล

(ฉ) สื่อโฆษณาที่จะใช้ในการประกาศรายชื่อผู้ได้รับของแถมพกหรือรางวัลจากการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล

     (๕)[๔] ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า  โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

(ก) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์

(ข) วัน เดือน ปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์ เว้นแต่

(๑) กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์นั้น จะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง

(๒) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้านั้นแล้ว

(ค) ประเภท ลักษณะ และมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์แต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่ารวมของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ทุกประเภทไว้แทน

ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่าไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่านั้นไว้ก็ได้

(ง) เขตหรือถิ่นที่จัดให้มีการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร

(จ) สถานที่ที่กำหนดไว้ให้ผู้บริโภคมารับของแถม หรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่

(๑) กรณีที่จัดให้มีการรับของแถม สิทธิหรือประโยชน์ ณ ร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นทั่วไปทุกแห่ง  หรือ

(๒) กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว  หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้นและได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้นว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่าพร้อมกับการขายสินค้าแล้ว

     (๖)[๕] ข้อความโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(ก) ทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑) ข้อความที่แสดงว่ายังไม่ได้รับหรือได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารแล้ว

๒) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ

๓) ข้อความที่แสดงว่าจะไปจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

๔) ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโครงการ และแผนผังแสดงเขตที่ดินและที่ตั้งของอาคารชุด

๕) ข้อความที่แสดงว่าที่ดินและอาคารชุดไม่มีหรือมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน บุคคล หรือนิติบุคคลใด

๖) จำนวนชั้นและจำนวนห้องชุดของอาคารชุดนั้น

๗) ข้อความที่แสดงว่าในอาคารชุดหลังเดียวกันมีห้องชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยและสำนักงาน

๘) ข้อความที่แสดงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าภาษีอากรที่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

๙) รายการและขนาดของทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์ส่วนบุคคลและทรัพย์ส่วนกลางในกรณีที่มีการโฆษณาว่าจะจัดให้มีทรัพย์ส่วนบุคคลภายนอกห้องชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางนอกจากที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด รวมทั้งเดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างหรือจัดหาและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างหรือติดตั้งทรัพย์สินนั้นแล้วเสร็จ

๑๐) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจอาคารชุด และในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องระบุทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ชื่อกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันนิติบุคคล

๑๑) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริงแล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ เว้นแต่การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ จะไม่ระบุข้อความตาม ๗) ๘) และ ๙) ก็ได้

(ข) ทางวิทยุกระจายเสียง โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ

(ค) ทางวิทยุโทรทัศน์ โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ

๒) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

(ง) ทางป้ายโฆษณาหรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ

๒) ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโครงการ และแผนผังแสดงเขตที่ดินและที่ตั้งของอาคารชุด

๓) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

     (๗)[๖] ข้อความโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดที่ได้จดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดแล้ว

(ก) ทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑) เลขที่ของทะเบียนอาคารชุด

๒) ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโครงการ และแผนผังแสดงเขตที่ดินและที่ตั้งของอาคารชุด

๓) จำนวนชั้นและจำนวนห้องชุดของอาคารชุดนั้น

๔) ข้อความที่แสดงว่าในอาคารชุดหลังเดียวกันมีห้องชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยและสำนักงาน

๕) ข้อความที่แสดงว่าห้องชุดไม่มีหรือมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน บุคคลหรือนิติบุคคลใด

๖) ข้อความที่แสดงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าภาษีอากรที่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

๗) รายการและขนาดของทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์ส่วนบุคคลและทรัพย์ส่วนกลาง นอกจากที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

๘) ชื่อและที่อยู่ของผู้จดทะเบียนอาคารชุด และในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องระบุทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ชื่อกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันนิติบุคคล

๙) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ เว้นแต่การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ จะไม่ระบุข้อความตาม ๔) ๖) และ ๗) ก็ได้

(ข) ทางวิทยุกระจายเสียง โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเลขที่ของทะเบียนอาคารชุด และชื่อที่อยู่ของผู้จดทะเบียนอาคารชุด

(ค) ทางวิทยุโทรทัศน์ โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑) เลขที่ของทะเบียนอาคารชุด และชื่อที่อยู่ของผู้จดทะเบียนอาคารชุด

๒) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

(ง) ทางป้ายโฆษณาหรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑) เลขที่ของทะเบียนอาคารชุด และชื่อที่อยู่ของผู้จดทะเบียนอาคารชุด

๒) ตำแหน่งที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโครงการ และแผนผังแสดงเขตที่ดินและที่ตั้งของอาคารชุด

๓) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

     (๘)[๗] ข้อความโฆษณาขายที่ดินโดยการแบ่งขายเป็นแปลงย่อยไม่ว่าจะเป็นการขายเฉพาะที่ดินหรือขายที่ดินพร้อมทั้งอาคาร

(ก) ทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑) ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่จัดสรรและเลขที่ของใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินในกรณีที่ต้องได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน

๒) ข้อความที่แสดงว่าที่ดินและอาคารไม่มีหรือมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน บุคคล หรือนิติบุคคลใด

๓) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ในกรณีที่ขายที่ดินพร้อมทั้งอาคาร

๔) ข้อความที่แสดงว่าเมื่อชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้วจะโอนสิทธิในที่ดินให้ได้เมื่อใด

๕) รายการและขนาดของทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ นอกจากที่กำหนดในข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน

๖) ชื่อและที่อยู่ของผู้จัดสรรที่ดิน ผู้มีสิทธิในที่ดิน และผู้ประกอบธุรกิจขายที่ดิน และในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องระบุทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ชื่อกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันนิติบุคคล

๗) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ เว้นแต่การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ จะไม่ระบุข้อความตาม ๕) ก็ได้

(ข) ทางวิทยุกระจายเสียง โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ในกรณีที่ขายที่ดินพร้อมทั้งอาคาร

(ค) ทางวิทยุโทรทัศน์ โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ในกรณีที่ขายที่ดินพร้อมทั้งอาคาร

๒) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

(ง) ทางป้ายโฆษณาหรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑) เดือนปีที่เริ่มต้นก่อสร้างและที่กำหนดว่าจะก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ในกรณีที่ขายที่ดินพร้อมทั้งอาคาร

๒) ข้อความที่แสดงว่าภาพโฆษณาเป็นภาพของจริงหรือภาพจำลองจากของจริง แล้วแต่กรณี

     (๙)[๘] ข้อความโฆษณาตาม (๖) (๗) และ (๘) ที่ไม่ได้แสดงให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนหรือมีขนาดความสูงของตัวหนังสือเล็กกว่าสองมิลลิเมตรสำหรับข้อความโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ หรือเล็กกว่าหนึ่งในสามของขนาดของตัวหนังสือสูงสุดที่ใช้สำหรับป้ายโฆษณาหรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือที่ไม่ได้ระบุข้อความที่แสดงว่าผู้บริโภคอาจขอรับรายละเอียดของการโฆษณาได้ที่ใด ให้ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖

พลเอก ป. ติณสูลานนท์

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้ออกกฎกระทรวงกำหนดข้อความอย่างอื่นนอกจากข้อความที่กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นข้อความที่ถือว่าเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้ข้อความโฆษณาที่อ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ข้อความโฆษณาซึ่งรวมอยู่กับข้อความที่ถวายพระพรโดยมิได้แสดงให้เห็นว่าข้อความส่วนที่เป็นการโฆษณานั้นแยกออกต่างหากจากข้อความที่ถวายพระพร  ข้อความโฆษณาที่ชักชวนให้ผู้บริโภคทำการเสี่ยงโชคเพื่อรับของแถมพกหรือรางวัล ก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ข้อความโฆษณาที่ชักชวนให้ผู้บริโภคทำการเสี่ยงโชคเพื่อรับของแถมพกหรือรางวัล  ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเสี่ยงโชคนั้น และข้อความโฆษณาที่ชักชวนให้ผู้บริโภคเข้าประกวดชิงรางวัลหรือรับของแถม โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าประกวดชิงรางวัลหรือการให้ของแถม อันเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม สมควรกำหนดให้ข้อความโฆษณาดังกล่าวเป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๙]

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ได้มีการใช้ข้อความโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดและข้อความโฆษณาขายที่ดินแบ่งขายเป็นแปลงย่อย โดยมิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับห้องชุดหรือที่ดินที่แบ่งขายเป็นแปลงย่อย และรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพฐานะของผู้ประกอบธุรกิจ อันเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม และโดยที่มาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้ออกกฎกระทรวงกำหนดข้อความอย่างอื่นนอกจากข้อความที่กำหนดไว้แล้วในมาตราดังกล่าว เป็นข้อความที่ถือว่าเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม สมควรกำหนดให้ข้อความโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุด และข้อความโฆษณาขายที่ดินที่แบ่งขายเป็นแปลงย่อย ที่มิได้ระบุรายละเอียดดังกล่าวเป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๑๐]

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากข้อกำหนดในการระบุรายละเอียดในข้อความโฆษณาที่ชักชวนให้ผู้บริโภคทำการเสี่ยงโชคเพื่อรับของแถมหรือรางวัล ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว และข้อกำหนดในการระบุรายละเอียดในข้อความโฆษณาที่ชักชวนให้ผู้บริโภคเข้าประกวดชิงรางวัลหรือรับของแถม หรือรับสิทธิ หรือประโยชน์โดยให้เปล่า ตามที่กำหนดไว้ใน (๔) และ (๕) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๑๑]

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากข้อกำหนดเกี่ยวกับข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการซึ่งรวมอยู่กับข้อความที่ถวายพระพรหรือข้อความอย่างอื่นที่อ้างอิงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อันจะถือเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดในเรื่องนี้เสียใหม่ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๑๒]

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากข้อความอย่างอื่นที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมในการโฆษณาขายห้องชุดในอาคารชุดและในการโฆษณาขายที่ดินที่แบ่งขายเป็นแปลงย่อยไม่ว่าจะเป็นการขายเฉพาะที่ดิน หรือขายที่ดินพร้อมทั้งอาคารตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ยังไม่เหมาะสมที่จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคและความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบธุรกิจได้อย่างเพียงพอ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

ก้องเกียรติ/ผู้จัดทำ

๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐/ตอนที่ ๖๓/ฉบับพิเศษ หน้า ๓๔/๒๑ เมษายน ๒๕๒๖

[๒] (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๓] (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๔] (๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๕] (๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๖] (๗) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๗] (๘) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๘] (๙) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

[๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๒/ตอนที่ ๔๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๑๑ เมษายน ๒๕๒๘

[๑๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๐๒/หน้า ๓๕๑/๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๔

[๑๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๕๖ ก/หน้า ๒๗/๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๘

[๑๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๕๖ ก/หน้า ๒๙/๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๘


 

 

กฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ในโรงภาพยนตร์และทางป้ายโฆษณาพ.ศ. ๒๕๔๗[๑]

                  

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้ข้อความดังต่อไปนี้ เป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕)

     ข้อ ๑  ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ไวน์ เบียร์ สาโท หรือเครื่องดื่มอื่นใด ซึ่งมีประมาณแอลกอฮอล์มากกว่าร้อยละศูนย์จุดห้าของน้ำหนัก และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ซึ่งได้โฆษณาในโรงภาพยนตร์ โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(๑) ข้อความที่เชิญชวนให้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของเครื่องดื่มดังกล่าว โดยทางตรงหรือทางอ้อม

(๒) ข้อความที่เป็นการเสนอภาพลักษณ์ของบริษัทหรือกิจการ ที่กระทำการโฆษณาในลักษณะส่งเสริมสังคม ศีลธรรมหรือวัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งแสดงชื่อ สัญลักษณ์ หรือภาพผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มดังกล่าวในช่วงหนึ่งช่วงใดของข้อความโฆษณา หรือในช่วงท้ายของข้อความโฆษณาโดยไม่ได้แสดงคำเตือนให้ถูกต้องครบถ้วน

(๓) ข้อความที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค หรือจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า

     ข้อ ๒  ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ไวน์ เบียร์ สาโท หรือเครื่องดื่มอื่นใด ซึ่งมีประมาณแอลกอฮอล์มากกว่าร้อยละศูนย์จุดห้าของน้ำหนัก และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ทางป้ายโฆษณา โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อความที่เชิญชวนให้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของเครื่องดื่มดังกล่าว โดยทางตรงหรือทางอ้อม

(๒) ข้อความที่เป็นการเสนอภาพลักษณ์ของบริษัทหรือกิจการ ที่กระทำการโฆษณาในลักษณะส่งเสริมสังคม ศีลธรรมหรือวัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งแสดงชื่อ สัญลักษณ์ หรือภาพผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มดังกล่าว โดยไม่ได้แสดงคำเตือนให้ถูกต้องครบถ้วน

(๓) ข้อความที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค หรือจัดให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า

     ข้อ ๓  ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นข้อความตามข้อ ๑ (๑) และข้อ ๒ (๑)

(๑) ข้อความโฆษณาที่ทำให้เกิดทัศนคติว่า จะทำให้ประสบความสำเร็จในทางสังคมหรือทางเพศ หรือทำให้สมรรถภาพทางร่างกายดีขึ้น

(๒) ข้อความโฆษณาที่ใช้นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้โฆษณา

(๓) ข้อความโฆษณาที่ใช้ดารา นักร้อง หรือนักแสดง เป็นผู้โฆษณา

(๔) ข้อความโฆษณาที่ใช้ภาพการ์ตูน

(๕) ข้อความโฆษณาที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภค เพื่อนำรายได้ไปบริจาคเป็นสาธารณกุศล

      ข้อ ๔  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ตามข้อ ๑ (๒) และข้อ ๒ (๒) ต้องมีข้อความอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(๑) ข้อความว่า “การดื่มสุราแล้วขับขี่รถจะเป็นอันตรายและผิดกฎหมาย”

(๒) ข้อความว่า “การจำหน่ายสุราแก่บุคคลอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ผิดกฎหมาย”

(๓) ข้อความว่า “การดื่มสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพและบั่นทอนสติสัมปชัญญะ”

     ข้อ ๕  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ตามข้อ ๑ (๒) ในโรงภาพยนตร์ ต้องปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) แสดงคำเตือนในส่วนเสียงโฆษณาฟังได้ชัดเจนทุกพยางค์ และเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวินาที

(๒) แสดงคำเตือนเป็นอักษรลอยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าวินาที โดยต้องแสดงด้วยตัวอักษรสีขาว ขนาดความสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่าหนึ่งส่วนในยี่สิบห้าส่วนของขนาดความสูงของจอภาพ ภายในกรอบพื้นสีเข้มตัดกับสีพื้นโฆษณา และมีพื้นที่กรอบขนาดหนึ่งส่วนในสิบส่วนของความสูงจอภาพ โดยมีรูปแบบของตัวอักษรอ่านได้ง่ายและชัดเจน วางไว้ ณ ตำแหน่งด้านบนหรือด้านล่างสุดของพื้นที่โฆษณา

     ข้อ ๖  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ตามข้อ ๒ (๒) ทางป้ายโฆษณา ให้แสดงคำเตือนตามแนวนอนอยู่ด้านบนสุดของพื้นที่โฆษณาด้วยตัวอักษรสีขาวบนแถบสีเข้ม มีขนาดของพื้นที่คำเตือนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของพื้นที่โฆษณา และขนาดของตัวอักษรไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของพื้นที่คำเตือน โดยให้สามารถอ่านได้ชัดเจน

     ข้อ ๗  ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นข้อความตามข้อ ๑ (๑) และข้อ ๒ (๑)

(๑) ข้อความโฆษณาที่ทำให้เกิดทัศนคติที่เกี่ยวกับการเพิ่มพลัง เช่น ทำงานได้มากขึ้นหรือเร็วขึ้น ไม่รู้สึกง่วง หรือทำให้ประสบความสำเร็จในทางสังคมหรือทางเพศ

(๒) ข้อความโฆษณาที่ใช้นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้โฆษณา

(๓) ข้อความโฆษณาที่ใช้ดารา นักร้อง หรือนักแสดง ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เป็นผู้โฆษณา

(๔) ข้อความโฆษณาที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภค เพื่อนำรายได้ไปบริจาคเป็นสาธารณกุศล

      ข้อ ๘  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนตามข้อ ๑ (๒) และข้อ ๒ (๒) ต้องมีข้อความว่า “ไม่ควรดื่มเกินวันละ ๒ ขวด เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม”

     ข้อ ๙  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนในโรงภาพยนตร์ตามข้อ ๑ (๒) ต้องปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) แสดงคำเตือนในส่วนเสียงโฆษณาฟังได้ชัดเจนทุกพยางค์ และเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวินาที

(๒) แสดงคำเตือนเป็นอักษรลอยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าวินาที โดยต้องแสดงด้วยตัวอักษรสีขาว ขนาดความสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่าหนึ่งส่วนในยี่สิบห้าส่วนของขนาดความสูงของจอภาพภายในกรอบพื้นสีเข้มตัดกับสีพื้นโฆษณา และมีพื้นที่กรอบขนาดหนึ่งส่วนในสิบส่วนของความสูงจอภาพ โดยมีรูปแบบของตัวอักษรอ่านได้ง่ายและชัดเจน วางไว้ ณ ตำแหน่งด้านบนหรือด้านล่างสุดของพื้นที่โฆษณา

      ข้อ ๑๐  การแสดงคำเตือนการโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนทางป้ายโฆษณาตามข้อ ๒ (๒) ให้แสดงคำเตือนด้วยตัวอักษรสีขาว ขนาดความสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่าหนึ่งส่วนในยี่สิบห้าส่วนของขนาดความสูงของพื้นที่โฆษณา ภายในกรอบพื้นสีเข้มตัดกับสีพื้นโฆษณา และมีพื้นที่กรอบขนาดหนึ่งส่วนในสิบส่วนของความสูงพื้นที่โฆษณา โดยมีรูปแบบของตัวอักษรอ่านได้ง่ายและชัดเจน วางไว้ ณ ตำแหน่งด้านบนหรือด้านล่างสุดของพื้นที่โฆษณา

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันมีการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนทางสื่อต่างๆ โดยรวมถึงการโฆษณาในโรงภาพยนตร์และทางป้ายโฆษณาที่กระทำกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทัศนคติและค่านิยมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ และโดยที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังมิได้กำหนดให้ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ในโรงภาพยนตร์และทางป้ายโฆษณา เป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนั้น สมควรกำหนดให้ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มดังกล่าว เป็นข้อความที่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ด้วย จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ศิริยา/พิมพ์

๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙

เชิงชาย/ปาจรีย์/ผู้จัดทำ

๑ มิถุนายน ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนที่ ๔๒ ก/หน้า ๑๘/๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๗


 

 

กฎกระทรวงฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒[๑]

                  

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในกฎกระทรวงนี้

“สมาคม” หมายความว่า สมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือต่อต้านการแข่งขันอันไม่เป็นธรรมทางการค้า

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการของสมาคม

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการของสมาคม

     ข้อ ๒  สมาคมที่จะขอรับการรับรองเพื่อให้มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคต้องมีข้อบังคับของสมาคมเกี่ยวกับสมาชิกและกรรมการไว้อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกต้องมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

(๒) กรรมการของสมาคมต้องมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๓) กรรมการของสมาคมต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งจากสมาชิกผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(ก) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

(ข) มีความประพฤติเรียบร้อยไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี

(ค) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(ง) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(จ) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(๔) กรรมการมีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกินคราวละสองปี

(๕) นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม (๔) กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(ก) ตาย

(ข) ลาออก

(ค) ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพ

(ง) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(จ) เป็นบุคคลล้มละลาย

(ฉ) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(ช) สมาชิกจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง

เมื่อตำแหน่งของกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้มีการเลือกตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสามสิบวัน และให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

(๖) ในกรณีที่กรรมการผู้ใดกระทำการโดยไม่สุจริต หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่สมควรอันจะทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าชื่อร่วมกันจัดให้มีการประชุมใหญ่ได้

(๗) การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุมการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดซึ่งกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

(๘) การประชุมใหญ่ต้องยินยอมให้ผู้ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมอบหมายเข้าฟังการประชุมได้

     ข้อ ๓  การดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องคดี สมาคมต้องกำหนดวิธีการดำเนินการของสมาคมไว้ในข้อบังคับดังต่อไปนี้

(๑) คณะกรรมการของสมาคมต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบคดีทำหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมาย ในการดำเนินคดีก่อนที่สมาคมจะฟ้องคดีใด ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

(๒) ในกรณีสมาชิกของสมาคมขอให้สมาคมเรียกค่าเสียหายแทนตน สมาคมต้องช่วยสมาชิกของสมาคมในการจัดทำหนังสือมอบหมายให้เรียกค่าเสียหาย การเตรียมพยานหลักฐาน และการเตรียมคดีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หนังสือมอบหมายดังกล่าวให้จัดให้มีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

(๓) เมื่อสมาคมได้ยื่นฟ้องคดีใดแล้ว ให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง

(๔) ถ้าได้มีคำพิพากษาในคดีที่สมาคมได้ยื่นฟ้องแล้ว ให้ส่งสำเนาคำพิพากษานั้นให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

(๕) ถ้าสมาคมจะถอนฟ้องคดีใดต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

(๖) ในการฟ้องคดีสมาคมจะเรียกเงินหรือทรัพย์สินใดจากผู้บริโภคไม่ได้ เว้นแต่ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับการมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมซึ่งต้องชำระต่อศาล

(๗) สมาคมจะต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการฟ้องคดี ในรายละเอียดของกรณีที่เพิ่มเติมจากกฎกระทรวงนี้ หรือในกรณีอื่นด้วยตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

พลเอก ชวลิต  ยงใจยุทธ

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับคณะกรรมการ สมาชิก และวิธีการดำเนินการของสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือต่อต้านการแข่งขันอันไม่เป็นธรรมทางการค้าที่ประสงค์ให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองเพื่อให้มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคต้องกระทำโดยกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๔๙ ก /หน้า ๑๙/๒๒ กันยายน ๒๕๔๐


 

 

กฎกระทรวงฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]

                  

 

                    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๔๐ วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  สมาคมใดประสงค์จะขอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองเพื่อให้สมาคมมีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามแบบที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

     ข้อ ๒  เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับคำขอพร้อมหลักฐานและได้ตรวจสอบใบสำคัญการจดทะเบียนสมาคมและหลักฐานอื่นครบถ้วนแล้วเห็นว่า สมาคมที่ยื่นคำขอรับการรับรองนั้นเป็นสมาคมซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ประกาศชื่อของสมาคม พร้อมทั้งรายชื่อของคณะกรรมการของสมาคมไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเป็นเวลาสามวัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอคำขอรับการรับรองนั้นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่มีผู้ร้องคัดค้าน ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพร้อมกับการเสนอคำขอรับการรับรองสมาคม

     ข้อ ๓  ในกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้การรับรองสมาคมใดให้ออกหนังสือรับรองให้ตามแบบที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

     ข้อ ๔  ในกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือแจ้งให้สมาคมที่ขอให้รับรองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้สมาคมใดมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือต่อต้านการแข่งขันอันไม่เป็นธรรมทางการค้าและข้อบังคับของสมาคมดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สมาคมนั้นอาจยื่นคำขอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง เพื่อให้มีสิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา หรือดำเนินกระ
กฎกระทรวง

ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค

พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]

                  

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๔๐ วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  สมาคมใดประสงค์จะขอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองเพื่อให้สมาคมมีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามแบบที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

 

ข้อ ๒  เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับคำขอพร้อมหลักฐานและได้ตรวจสอบใบสำคัญการจดทะเบียนสมาคมและหลักฐานอื่นครบถ้วนแล้วเห็นว่า สมาคมที่ยื่นคำขอรับการรับรองนั้นเป็นสมาคมซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ประกาศชื่อของสมาคม พร้อมทั้งรายชื่อของคณะกรรมการของสมาคมไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเป็นเวลาสามวัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอคำขอรับการรับรองนั้นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่มีผู้ร้องคัดค้าน ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพร้อมกับการเสนอคำขอรับการรับรองสมาคม

 

ข้อ ๓  ในกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้การรับรองสมาคมใดให้ออกหนังสือรับรองให้ตามแบบที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ข้อ ๔  ในกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือแจ้งให้สมาคมที่ขอให้รับรองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติไม่ให้การรับรอง

 

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

นายกรัฐมนตรี

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้สมาคมใดมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือต่อต้านการแข่งขันอันไม่เป็นธรรมทางการค้าและข้อบังคับของสมาคมดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สมาคมนั้นอาจยื่นคำขอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง เพื่อให้มีสิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๔๙ ก /หน้า ๒๓/๒๒ กันยายน ๒๕๔๐


 
 
บวนพิจารณาใด ๆ ในคดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกของสมาคมได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๔๙ ก /หน้า ๒๓/๒๒ กันยายน ๒๕๔๐


  
  
ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  

  

 


                                 คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๑๕/๒๕๕๑

            เรื่อง ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อ[๑]

                       ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อ เนื่องจากมีเหตุน่าเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ให้ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ แล้ว มีความเห็นว่า มีเหตุอันน่าเชื่อว่าสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อเป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และเป็นกรณีไม่อาจป้องกันอันตรายที่เกิดจากสินค้านั้นได้ โดยการกำหนดฉลากตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือตามกฎหมายอื่น จึงมีมติให้มีคำสั่งห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อเป็นการถาวร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๑๓/๒๕๕๐ เรื่อง ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อเป็นการชั่วคราว

     ข้อ ๒  ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหารที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อ

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

สั่ง ณ วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน :- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้น อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๑ มกราคม ๒๕๕๒

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๗ ง/หน้า ๔๖/๑๖ มกราคม ๒๕๕๒


 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๑๔/๒๕๕๑

เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำ[๑]

                        ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกคำสั่งที่ ๑๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำเนื่องจากมีเหตุน่าเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ให้ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ แล้ว มีความเห็นว่า มีเหตุอันน่าเชื่อว่าสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำเป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และเป็นกรณีไม่อาจป้องกันอันตรายที่เกิดจากสินค้านั้นได้ โดยการกำหนดฉลากตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือตามกฎหมายอื่น จึงมีมติให้มีคำสั่งห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำเป็นการถาวร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๑๐/๒๕๕๐ เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำเป็นการชั่วคราว

     ข้อ ๒  ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำหรือท่อส่งน้ำ

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

สั่ง ณ วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ชูศักดิ์  ศิรินิล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน :- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้น อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๑ มกราคม ๒๕๕๒

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๗ ง/หน้า ๔๓/๑๖ มกราคม ๒๕๕๒


 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๑๑/๒๕๕๐

เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นล่องแก่ง ชื่อ “อินเดียน่า ล็อก” (Indiana Log)ในสวนสยามเป็นการชั่วคราว

                        ด้วยปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ มีผู้บริโภคได้ไปใช้บริการเครื่องเล่นล่องแก่งชื่อ “อินเดียน่า ล็อก” (Indiana Log) ในสวนสยามแล้วได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเครื่องเล่นดังกล่าว โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้บริการนั้น

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า มีเหตุอันน่าเชื่อว่าสินค้าเครื่องเล่นล่องแก่ง ชื่อ “อินเดียน่า ล็อก” (Indiana Log) ในสวนสยามเป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะป้องกันอันตรายและคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าชนิดนี้ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

     (๑)  ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นล่องแก่ง ชื่อ “อินเดียน่า ล็อก” (Indiana Log) ในสวนสยามเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะมีคำสั่งยกเลิก ทั้งนี้ ให้รวมถึงการให้เช่า ให้เช่าซื้อหรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าว

     (๒)  ให้ผู้ประกอบธุรกิจทำ การติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าดังกล่าวว่าสินค้านั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ โดยให้ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ให้สามารถรู้ผลได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ทิพาวดี เมฆสวรรค์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน :- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ

๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๖๓ ง/หน้า ๔๑/๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐

 

 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๙/๒๕๕๐

เรื่อง ห้ามขายสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคเป็นการชั่วคราว

                        ด้วยคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พบว่า สารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคที่สถานพยาบาลนำมาฉีดเข้าส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กับบุคคลทั่วไปนั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ และมีประชาชนได้รับความเสียหายจากการใช้สารดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นมักเป็นความเสียหายอย่างถาวรซึ่งแก้ไขได้ยากและในบางกรณีไม่สามารถแก้ไขได้ โดยสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคที่ผลิตใช้ฉีดหรือนำเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้คนไข้เป็นการผลิตวัสดุขึ้นเองและเป็นวิธีที่ไม่เคยผ่านกระบวนการวิจัยอย่างถูกขั้นตอนตามหลักวิชาการทางการแพทย์ เป็นวิธีที่ยังไม่ได้มีการกำหนดเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ในประเทศไทยและสารดัดแปลงนั้น ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่คนในระยะยาวและยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

คณะกรรมการบริหารสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยได้มีมติขอให้แพทย์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ระงับการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยด้วยวิธีไบโอเทคนิค รวมทั้งระงับการแนะนำให้แพทย์อื่นฉีดให้คนไข้ไว้ก่อนจนกว่าจะมีหลักฐานหรือข้อมูลใหม่ที่ทำให้พิสูจน์ได้ว่าจะไม่ทำอันตรายและความเสียหายให้แก่คนไข้ และสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยพบว่าจากการสอบถามแพทย์ที่เป็นสมาชิกเพียง ๙ คน มีสถิติคนไข้จำนวนมากรวม ๗๙ คน มีปัญหาจากการได้รับการฉีดสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิค นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยก็ได้มีมติว่าวิธีไบโอเทคนิคเป็นวิธีที่ยังไม่ได้มีการกำหนดเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ในประเทศไทย และทำให้เกิดปัญหาทางจริยธรรม เมื่อมีการนำวิธีการนี้ไปดำเนินการโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการวิจัยอย่างถูกขั้นตอนที่กำหนดขึ้นโดยแพทยสภา

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ และครั้งที่ ๖/๒๕๕๐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุอันน่าเชื่อได้ว่าสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคเป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และมีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องป้องกันอันตรายและคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าชนิดนี้ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

     ๑.  ห้ามขายสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคเป็นการชั่วคราวจนกว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะมีคำสั่งยกเลิก ทั้งนี้ ให้รวมถึงการจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าวด้วย

     ๒.  ให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายสารที่ใช้ในวิธีไบโอเทคนิคทำการติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็วที่สุดเพื่อดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าดังกล่าวว่าสินค้านั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้โดยให้ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ให้สามารถรู้ผลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ทิพาวดี เมฆสวรรค์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน :- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ บัญญัติว่า ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ

๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๕๗ ง/หน้า ๒๗/๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐


 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๔/๒๕๕๐

          เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบและใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรง

                        ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกคำสั่งที่ ๑/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๖ ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบและใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรงเนื่องจากมีเหตุน่าเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ให้ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค นั้น ต่อมาได้มีการดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์โดยผู้ประกอบธุรกิจและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปรากฏว่าสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นว่ากรณีไม่อาจป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากสินค้านั้นได้โดยการกำหนดฉลากตามมาตรา ๓๐ หรือตามกฎหมายอื่น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๑/๒๕๔๖ เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบและใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรงเป็นการชั่วคราว

     ข้อ ๒  ห้ามขายสินค้าเครื่องเล่นฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบและใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรง

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ทิพาวดี เมฆสวรรค์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

 

โสรศ/ผู้จัดทำ

๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๙๔ ง/หน้า ๔๑/๘ สิงหาคม ๒๕๕๐


 

คำสั่งคณะกรรมการเครื่องสำอางที่ ๑/๒๕๔๙

เรื่อง ข้อความที่ห้ามใช้ในการโฆษณาเครื่องสำอาง

                        ด้วยปรากฏว่ามีผู้กระทำการโฆษณาเครื่องสำอาง โดยใช้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการอ้างอิงหรือกล่าวอ้างว่าสามารถทำให้สีผิวมีการเปลี่ยนแปลง หรือทำให้สีผิวขาวขึ้นมากกว่าหรือแตกต่างจากสีผิวเดิมตามธรรมชาติ หรือใช้ข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ซึ่งข้อความโฆษณาดังกล่าว ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริง หรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกับมาตรา ๒๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการเครื่องสำอางออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

ห้ามใช้ภาพหรือข้อความโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางว่า สามารถทำให้สีผิวมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้สีผิวขาวขึ้นมากกว่าหรือแตกต่างจากสีผิวเดิมตามธรรมชาติ หรือใช้ข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

เรวัต วิศรุตเวช

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ

ประธานกรรมการเครื่องสำอาง

นันทนา/ผู้จัดทำ

๖  มิถุนายน  ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๖๖ ง/หน้า ๖/๑ มิถุนายน ๒๕๔๙


 
 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๑/๒๕๔๙

เรื่อง ห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นเป็นการชั่วคราว[๑]

                        โดยที่ในปัจจุบันได้มีการขายสินค้าที่มีลักษณะเป็นลวดสเตนเลสใส่ลูกปัดสีหรือพลาสติกและสินค้าที่มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกติดลวดดัดฟันไว้ด้านหน้า ซึ่งเด็กวัยรุ่นนำมาใส่ในช่องปากตามแบบสมัยนิยม โดยเรียกกันว่า “ลวดดัดฟันแฟชั่น” สำนักงานเลขาธิการทันตแพทยสภา กรมอนามัยและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แจ้งว่า สินค้าดังกล่าวมีสารปนเปื้อนซึ่งเป็นโลหะหนักหลายชนิด และไม่มีอุปกรณ์ยึดเกาะที่แข็งแรงเพียงพออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพช่องปากของผู้บริโภค หรืออาจหลุดลงคอเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้ส่งตัวอย่างสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นไปทำการทดสอบเกี่ยวกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมอนามัย และสำนักงานเลขาธิการทันตแพทยสภา ผลปรากฏว่า มีการตรวจพบสารปนเปื้อนซึ่งเป็นโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว พลวง ซีลีเนียม โครเมียมและสารหนู เป็นต้น วัสดุที่ใช้เป็นวัสดุที่ไม่มีมาตรฐาน ลักษณะการนำมาคล้องที่ฟันด้วยลวดที่ไม่แข็งแรง มีโอกาสหลุดลงคอ ทำให้เป็นอันตรายแก่ชีวิต การดัดฟันที่ถูกต้องจะต้องกระทำโดยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งการใส่ลวดดัดฟันโดยไม่มีการดูแลรักษาที่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียด้านสุขอนามัยของฟันหรืออวัยวะในช่องปาก

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๙ แล้ว เห็นว่า มีเหตุอันน่าเชื่อว่าสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นดังกล่าวอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะป้องกันอันตราย และคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าชนิดนี้ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

     (๑)  ห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะมีคำสั่งยกเลิก

     (๒)  ให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายลวดดัดฟันแฟชั่น ทำการติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าดังกล่าวว่าสินค้านั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ โดยให้ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ให้สามารถรู้ผลได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

สั่ง ณ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙

สุชัย เจริญรัตนกุล

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน :- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขายหรือเป็นผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นันทนา/ผู้จัดทำ

๖  มีนาคม  ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๓๓ ง/หน้า ๑๗/๓ มีนาคม ๒๕๔๙


 

 

คำสั่งคณะกรรมการเครื่องสำอาง(ฉบับที่ ๑) พ.ศ. ๒๕๔๘

เรื่อง ข้อความที่ห้ามใช้ในการโฆษณาเครื่องสำอาง

                        ด้วยปรากฏว่ามีผู้กระทำการโฆษณาเครื่องสำอาง โดยใช้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการอ้างอิงว่าสามารถเสริมทรวงอกให้มีขนาดตามความต้องการ หรือทำให้ทรวงอกเต่งตึง ไม่หย่อนยาน หรือใช้ข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ซึ่งข้อความโฆษณาดังกล่าว ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบกับมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการเครื่องสำอางออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ห้ามมิให้ใช้ข้อความโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในทำนองว่าสามารถเสริมทรวงอกให้มีขนาดตามความต้องการ หรือทำให้ทรวงอกเต่งตึง ไม่หย่อนยาน หรือใช้ข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน

     ข้อ ๒[๑]  คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

เรวัต วิศรุตเวช

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ

ประธานกรรมการเครื่องสำอาง

พชร/ผู้จัดทำ

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๑๒ ง/หน้า ๑๙/๒๖ มกราคม ๒๕๔๙


 
 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๙/๒๕๔๘

         เรื่อง ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก”หรือ “Blowing balloon”

                      ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาเห็นว่า สินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๓/๒๕๓๕ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ห้ามขายสินค้าดังกล่าวเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกและให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายซึ่งสินค้าดังกล่าวติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เพื่อการดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค โดยให้ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ให้สามารถรู้ผลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา นั้น

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ตรวจสอบพบว่า นับตั้งแต่ได้มีคำ สั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๓/๒๕๓๕ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เรื่อง ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ยังไม่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใดติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อขอดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าดังกล่าวไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงได้ส่งตัวอย่างสินค้าที่ตรวจพบไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์ส่วนประกอบของสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ผลการตรวจวิเคราะห์ พบสารเอทิลอาซีเทต ซึ่งจัดเป็นสารระเหยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เรื่อง กำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์เป็นสารระเหย ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ และตามประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้ลูกโป่งวิทยาศาสตร์หรือลูกโป่งพลาสติก (Blowing balloon) เป็นสารระเหยซึ่งสารระเหยจัดว่าเป็นยาเสพติดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ การสูดดมสารระเหยทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายจนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ประกอบกับลักษณะการเล่นของเด็กเล็ก ในขณะที่เป่าสินค้าดังกล่าวให้เป็นลูกโป่ง ต้องมีการสูดลมหายใจเข้าออกหลายครั้งทำให้เด็กเล็กต้องสูดดมสารระเหยซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๘ แล้ว มีความเห็นว่า สินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘) เรื่อง กำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์เป็นสารระเหย ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ ได้กำหนดให้ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก (Blowing balloon) เป็นสารระเหย ซึ่งได้มีการควบคุมเกี่ยวกับการจำหน่าย ประกอบกับสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของเล่นที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มเด็กเล็ก จึงมีมติว่า สมควรมีคำสั่งห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นการถาวร

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

     ๑.  ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๓/๒๕๓๕ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เรื่อง ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นการชั่วคราว

     ๒.  ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นการถาวร

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

สุชัย เจริญรัตนกุล

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

พชร/ผู้จัดทำ

๑๙ มกราคม ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๓ ง/หน้า ๘/๑๐ มกราคม ๒๕๔๙


 
 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๑๐/๒๕๓๙

เรื่อง  ยกเลิกการห้ามขายสีเทียนยี่ห้อ NA KAK SUA

                   ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกคำสั่งห้ามขายสีเทียนยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B และยี่ห้อ NA KAK SUA เป็นการชั่วคราว ตามคำสั่ง ที่ ๒/๒๕๓๗ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๗ โดยเห็นว่าสีเทียนดังกล่าวมีปริมาณของโลหะตะกั่ว และโลหะโครเมี่ยมเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีเทียน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ และให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสีเทียน ยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B และยี่ห้อ NA KAK SUA ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าสีเทียนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค นั้น

บัดนี้ ผู้ผลิตสีเทียนยี่ห้อ NA KAK SUA ได้ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สีเทียนยี่ห้อ NA KAK SUA NON TOXIC ซึ่งปรับปรุงจากสีเทียนยี่ห้อ NA KAK SUA แล้ว ผลปรากฏว่าสีเทียนดังกล่าวมีปริมาณโลหะตะกั่วและโลหะโครเมี่ยมไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีเทียน ฉะนั้น จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าสีเทียนยี่ห้อ NA KAK SUA ที่มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่เป็นยี่ห้อ NA KAK SUA NON TOXIC นี้ จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคต่อไป

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๓๙ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๒/๒๕๓๗ เรื่อง ห้ามขายสีเทียนยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA เป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๗ โดยให้ยกเลิกการห้ามขายสีเทียนเฉพาะยี่ห้อ NA KAK SUA ที่ผลิตตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับเป็นต้นไป เสีย

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙

สมัคร  สุนทรเวช

รองนายกรัฐมนตรี

สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓/ตอนที่ ๙๖ ง/หน้า ๑๒๐/๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๙


 

 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๒/๒๕๓๗

   เรื่อง  ห้ามขายสีเทียนยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA เป็นการชั่วคราว

                    ด้วยปรากฏข่าวสีเทียนที่วางจำหน่ายโดยทั่วไปในปัจจุบัน อาจมีปริมาณของสารที่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเจือปนอยู่ในเนื้อของสีเทียน โดยเฉพาะสารตะกั่วหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอาจมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อสมอง ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารได้ ฉะนั้น เพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภคจึงทำการเก็บตัวอย่างสีเทียน รวม ๑๙ ยี่ห้อ จำนวน ๓๖ กล่อง นำส่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารตะกั่วและสารอื่นที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสีเทียนดังกล่าวตามหนังสือ ที่ สธ ๐๕๐๖/๑๓๐๕ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๓๗ สรุปได้ว่า สีเทียน ๔ ยี่ห้อ คือ ยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA มีปริมาณของโลหะตะกั่วและโลหะโครเมี่ยมเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีเทียน (มอก. ๑๑๔๙-๒๕๓๖)

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาในเบื้องต้นเห็นว่า แม้ว่าจะไม่ได้มีการกำหนดให้สินค้าสีเทียนต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีเทียน (มอก. ๑๑๔๙-๒๕๓๖) ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็ตาม แต่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีเทียนดังกล่าวเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของสินค้าสีเทียนเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค โดยกำหนดว่าสีเทียนต้องไม่มีสารพิษในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพและกำหนดปริมาณของโลหะหนักที่อาจเจือปนได้ในเนื้อของสีเทียน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณารายงานการตรวจวิเคราะห์สีเทียนทั้ง ๑๙ ยี่ห้อ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว เห็นว่าสีเทียน ยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA มีปริมาณของโลหะตะกั่วและโลหะโครเมี่ยมเกินเกณฑ์มาตรฐานที่จะปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ฉะนั้น จึงมีเหตุที่น่าเชื่อว่าสินค้าสีเทียน ๔ ยี่ห้อดังกล่าวอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าผู้บริโภคสินค้าดังกล่าวโดยมากมักจะเป็นเด็กเล็กในวัยเรียน จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วนที่ควรสั่งห้ามขายสินค้าสีเทียนนั้นเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าสีเทียน ๔ ยี่ห้อดังกล่าวไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างแท้จริง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๖ วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๓๗ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

     ๑.  ห้ามขายสีเทียนยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA เป็นการชั่วคราว

     ๒.  ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสีเทียนยี่ห้อ LOVE GUITAR ยี่ห้อ funPax ยี่ห้อ P.P.B. และยี่ห้อ NA KAK SUA ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์ว่าสินค้าสีเทียนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

บัญญัติ  บรรทัดฐาน

รองนายกรัฐมนตรี

สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

คำเตือน

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดขายสินค้าที่คณะกรรมการสั่งห้ามขายเพราะสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขายหรือเป็นผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สรัลพร/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑/ตอนพิเศษ ๓๖ ง/หน้า ๒๑/๑ กันยายน ๒๕๓๗


 
 

คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาที่ ๒/๒๕๓๒

เรื่อง ห้ามการโฆษณาบุหรี่

                   ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๑ และวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ เห็นชอบในหลักการตามโครงการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่และเลิกสูบบุหรี่รวมทั้งมีมติเห็นชอบในหลักการให้งดการโฆษณาบุหรี่ทุกชนิดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมในที่สาธารณะและสื่อทุกชนิด

คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าบุหรี่เป็นสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคและคณะกรรมการว่าด้วยฉลากได้กำหนดให้บุหรี่เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๔๔ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจึงมีคำสั่งห้ามการโฆษณาสินค้าที่เป็นบุหรี่ตามความหมายในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ดังกล่าวด้วยสื่อโฆษณาทุกชนิด

     ทั้งนี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

สั่ง ณ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒

อรรถนิติ  ดิษฐอำนาจ

ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

พรพิมล/พิมพ์

๒๔ ก.ค ๒๕๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๖/ตอนที่ ๒๕/ฉบับพิเศษหน้า ๔/๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒


 

 

                                      คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๐๖/๒๕๒๙

เรื่อง ห้ามขายสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อยโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรง หรือเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย

                   ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้พิจารณาเห็นว่าสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรง หรือ เครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงได้ส่งสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าดังกล่าวไปให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ทำการตรวจสอบแล้วเห็นว่าอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายจากสาเหตุของกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย ถ้าผู้ใช้บังเอิญเปิดฝาระหว่างการใช้งานและเสียบปลั๊กเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าไว้ หากถือจับวัตถุสื่อไฟฟ้าสัมผัสกับน้ำที่ต้ม เช่น ตักหรือคน หรือเทน้ำจากภาชนะโลหะลงไปในถ้วยหรือน้ำที่กำลังต้มนั้น กระแสไฟฟ้าจะวิ่งเช้าสู่ร่างกายและเป็นอันตรายทันที

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงได้ออกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๒/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่งหรือนำเช้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขายซึ่งสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรงทำการติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าดังกล่าวว่าสินค้านั้นเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคหรือไม่ ถ้าเป็นอันตรายจะเป็นอันตรายมากน้อยเพียงใด และจะมีวิธีป้องกันอย่างใดหรือไม่ ทั้งนี้โดยให้ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์ให้สามารถรู้ผลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศคำสั่ง และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ประกาศคำสั่งดังกล่าวนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๙ พร้อมกันนั้นสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ส่งสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขายซึ่งสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรง ดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าดังกล่าว ภายในกำหนดระยะเวลาหกสิบวัน ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๒/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๙ และถึงแม้ว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จะได้ขยายระยะเวลาแจ้งการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าออกไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวก็มิได้แจ้งผลการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าให้ทราบแต่อย่างใด

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๓/๖๙-๘/๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ แล้ว เห็นว่าจากผลการตรวจวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และผลการตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แสดงว่าสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรงหรือเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย เป็นสินค้าที่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคจากสาเหตุของกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย แม้ว่าจะมีฉลากกำกับสินค้าวิธีใช้ไว้แล้วก็ตาม ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงมีมติให้ออกคำสั่งห้ามขายสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรง หรือเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีคำสั่งห้ามขายสินค้าเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนโดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในน้ำโดยตรงหรือเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแบบขั้วเปลือย

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป๑

 

สั่ง ณ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙

ร้อยตำรวจโท ชาญ  มนูธรรม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๓/ตอนที่ ๑๓๓/ฉบับพิเศษ หน้า ๒/๑ สิงหาคม ๒๕๒๙


 
 

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ ๙/๒๕๒๗

เรื่อง ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ”หรือ “ตัวดูดน้ำ”

                   ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาเห็นว่า สินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ” อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่เด็กได้ จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกคำสั่งที่ ๑/๒๕๒๖ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๖ ห้ามขายสินค้าดังกล่าวเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิก และให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขายผลิต สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ติดต่อกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้าไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค

ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประสงค์จะขาย ผลิต สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าดังกล่าวได้ขอให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตรวจวิเคราะห์เพื่อทดสอบพิสูจน์สินค้า ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ปรากฏตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แจ้งตามหนังสือที่ สธ ๐๕๐๕/๗๑ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๗ สรุปได้ว่า สินค้าดังกล่าวสามารถพองตัวได้ในน้ำย่อยเทียม (ที่มีสภาพเช่นเดียวกับน้ำย่อยในกระเพาะและลำไส้ของมนุษย์) โดยสามารถพองตัวได้ภายในระยะเวลาตามสภาพการย่อยในร่างกายมนุษย์ได้ถึง ๕ เท่า และยังคงมีลักษณะเหนียว ไม่แยกหรือแตกร่วน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า สินค้าดังกล่าวนี้ ไม่ปรากฏว่ามีการย่อยตัว หากกลืนกินเข้าไป เป็นการผิดปกติต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทำให้ลำไส้อุดตันได้ และในรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ได้แสดงความเห็นไว้ด้วยว่า ของเล่นนี้ไม่น่าไว้วางใจในความปลอดภัย อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ สมควรวางมาตรการป้องกัน

และดังนั้น เมื่อผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจนำทดสอบพิสูจน์เพื่อแสดงให้เห็นว่า สินค้าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงได้ประกาศให้ผู้ประกอบธุรกิจแจ้งปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในความครอบครองภายใน ๑๕ วัน โดยได้ให้โอกาสแก่ผู้ประกอบธุรกิจในอันที่จะเสนอหลักฐานและวิธีการต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสินค้า เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการ ซึ่งมีผู้ประกอบธุรกิจแจ้งปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในความครอบครองจำนวน ๓๔ ราย รวม ๑๒๖,๓๐๐ ตัว พร้อมทั้งได้เสนอมาตรการป้องกันอันตรายโดยวิธีการให้กำหนดสินค้าควบคุมฉลาก และได้กล่าวอ้างว่า สินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ” นี้ มีจำหน่ายแพร่หลายในต่างประเทศหลายประเทศ ก็ได้ใช้วิธีกำหนดให้มีฉลากกำกับสินค้าเช่นกัน

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๔๙-๘/๒๕๒๗ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๗ แล้วมีความเห็นว่า สินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ” เป็นสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะแก่เด็กเล็ก แม้ในต่างประเทศหลายประเทศ จะยอมให้มีการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวโดยมีฉลากกำกับได้ก็ตาม แต่ตามสภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน การให้ความสนใจหรือความสำคัญแก่ฉลากกำกับสินค้าของผู้บริโภคยังมีน้อย ดังนั้น แม้ว่าจะกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมฉลากและกำหนดให้ฉลากแสดงคำเตือนวิธีใช้ และวัตถุประสงค์ของสินค้าอย่างถูกต้องเพียงพอ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้านี้เป็นสินค้าประเภทของเด็กเล่น ผู้ใช้สินค้าเป็นแต่เพียงแต่ผู้บริโภคที่เป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งไม่เข้าใจความหมายของฉลาก ประกอบกับปริมาณสินค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจแจ้งจำนวนมามีเพียง ๑๒๖,๓๐๐ ตัว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มาก ไม่เป็นสินค้าที่มีความจำเป็นและไม่ใช่ของเล่นที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่เด็ก จึงมีมติว่า สมควรมีคำสั่งห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ” เป็นการถาวร

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

     ๑.  ให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ ๑/๒๕๒๖ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๖ เรื่อง ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ” เป็นการชั่วคราว

     ๒.  ห้ามขายสินค้าที่เรียกกันว่า “ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ” หรือ “ตัวดูดน้ำ”

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป๑

 

สั่ง ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๗

ร้อยตำรวจโท ชาญ  มนูธรรม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๑/ตอนที่ ๑๗๖/หน้า ๔๘๑๒/๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๗


  
  


ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 


  



  
  

  

  

  
  

  

  
 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

เรื่อง การโฆษณาขายสินค้าหรือบริการโดยการให้ของแถมสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า (ซึ่งมิใช่การเสี่ยงโชค)

                  

                 โดยที่ปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมากได้ส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการโดยใช้วิธีการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่า (ซึ่งมิใช่การเสี่ยงโชค)[๒]และมีการโฆษณาในหลายลักษณะ เช่น

(๑) การส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ โดยการให้สินค้าหรือบริการโดยให้เปล่า เช่น การโฆษณาการเรียนภาษาต่างประเทศ โดยให้บริการสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือแถมหนังสือเรียนจำนวนหนึ่งนอกเหนือไปจากหนังสือที่มีการซื้อขาย

(๒) การส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ โดยการให้นำกระดาษห่อสินค้ากล่องบรรจุสินค้าหรือวัสดุอื่นใด (ใบเสร็จ แสตมป์ ฯลฯ) ไปแลกหรือแลกซื้อสินค้าหรือบริการ หรือให้ใช้กระดาษ กล่องหรือวัสดุดังกล่าวเป็นบัตรลดราคาในการซื้อสินค้าหรือบริการ

(๓) การส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการโดยการแถม เช่น ซื้อ ๑ แถม ๑

 เนื่องจากการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า มิใช่การเล่นตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ ผู้ประกอบธุรกิจจึงไม่ต้องขอรับใบอนุญาตจากสถานีตำรวจท้องที่ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบธุรกิจจึงเป็นผู้เดียวที่ทราบข้อกำหนด เงื่อนไข และกติกาการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่าดังกล่าว ดังนั้น ถ้าหากว่าผู้ประกอบธุรกิจมิได้แถลงข้อกำหนด เงื่อนไขและกติกาการให้ของแถมโดยให้เปล่าดังกล่าวไว้ในข้อความโฆษณาอย่างชัดแจ้งแล้ว ย่อมจะเกิดปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้บริโภคในภายหลังได้ว่า ข้อความโฆษณาที่ขาดรายละเอียดดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ นอกจากนั้น แม้บางกรณีข้อความโฆษณาจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนด เงื่อนไข และกติกาการให้เปล่าดังกล่าวครบถ้วน แต่ก็ยังอาจเกิดปัญหาแก่ผู้ประกอบธุรกิจเองได้ว่า เมื่อร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเงื่อนไขหรือกติกาตามที่ผู้ประกอบธุรกิจได้โฆษณาไว้ โดยผู้ประกอบธุรกิจไม่มีส่วนรู้เห็นในการนี้ด้วย จะถือว่าข้อความโฆษณาดังกล่าวเป็นเท็จ หรือเกินความจริงที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดชอบด้วยได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า หากผู้ประกอบธุรกิจได้ทราบข้อแนะนำล่วงหน้าว่า ควรจะปฏิบัติหรือดำเนินการเช่นใด จึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าข้อความนั้นไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริง หรือไม่อยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจะออกคำสั่งให้แก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคก็จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจและฝ่ายผู้บริโภค

ดังนั้น เพื่อเป็นการแนะแนวทางให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบว่า ข้อความโฆษณาควรมีรายละเอียดเป็นประการใดจึงจะไม่ทำให้ข้อความนั้นฝ่าฝืนกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้ประกอบธุรกิจควรจะดำเนินการอย่างไร จึงจะไม่ทำให้ข้อความโฆษณาดังกล่าวเป็นเท็จหรือเกินความจริง หรือจะไม่อยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจะออกคำสั่ง ให้แก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วเมื่อร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเงื่อนไขและกติกาตามที่ได้โฆษณาไว้ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจึงขอให้ข้อแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

      ๑. ข้อความโฆษณาการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่าอย่างน้อยที่สุดให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑.๑ ข้อความที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สินค้าหรือบริการใดที่ผู้บริโภคจะต้องซื้อในราคาปกติ และเมื่อซื้อแล้วผู้ประกอบธุรกิจจะให้ของแถมสิทธิหรือประโยชน์อย่างใดโดยให้เปล่าแก่ผู้บริโภค

ในข้อความโฆษณานั้นให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและลักษณะของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ และมูลค่าของสิ่งดังกล่าวแต่ละสิ่ง

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ทุกสิ่ง โดยจะระบุมูลค่าของสิ่งเป็นของแถม ฯลฯ เฉพาะสิ่งที่มีมูลค่าแตกต่างไปจากความเข้าใจโดยทั่วไปของผู้บริโภคและมีมูลค่าที่ไม่อาจทราบได้โดยทั่วไปเท่านั้นก็ได้

๑.๒ รายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ในการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า ซึ่งต้องแสดงให้ปรากฏชัดเจนและเด่นชัดในข้อความโฆษณา

รายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ดังกล่าวที่ทำให้ปรากฏบนข้อความโฆษณาในส่วนที่เป็นเชิงอรรถ หรือหมายเหตุต่อท้ายหรือคำอธิบายที่แยกไว้ต่างหากนั้นไม่ถือว่าทำให้ปรากฏชัดเจนและเด่นชัดตามความในวรรคหนึ่ง

๑.๓ ประเภทของร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่ผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า

๑.๔ กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาสิ้นสุดของการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า ให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือส่วนที่เป็นเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้

๑.๕ เขตหรือถิ่นที่กำหนดให้มีการจัดให้มีการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า (ในกรณีที่มิได้จัดมีการให้ของแถม ฯลฯ ทั่วราชอาณาจักร)

      ๒. ข้อควรปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจมีดังนี้

๒.๑ ผู้ประกอบธุรกิจควรทำความตกลงล่วงหน้ากับร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายเสียก่อนในเรื่องเกี่ยวกับการจัดให้มีการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์ ให้เป็นที่เข้าใจในเงื่อนไขและข้อกำหนดในการให้ของแถม ฯลฯ จนสามารถปฏิบัติการได้ถูกต้องตามที่ผู้ประกอบธุรกิจได้โฆษณาไว้ต่อผู้บริโภค

๒.๒ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจรู้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายใดทำการลวงผู้บริโภคหรือไม่ปฏิบัติการตามข้อกำหนดเงื่อนไข และกติกาตามที่ได้โฆษณาไว้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจรีบแก้ไขข้อผิดพลาดของร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายนั้นโดยมิชักช้าและในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควรนับแต่วันที่รู้หรือทราบเหตุอันควรสงสัยว่าร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายกระทำผิดพลาดดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจระงับการโฆษณาข้อความนั้นในทันทีทันใดเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้มีการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น

หากผู้ประกอบธุรกิจยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อแนะนำดังกล่าว ก็อาจขอคำปรึกษาได้จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี

อนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อประโยชน์ในการส่งหลักฐานตามคำสั่งของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจที่จัดให้มีการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า ควรจัดทำและเก็บหลักฐานการให้ของแถม สิทธิหรือประโยชน์ดังกล่าวด้วย

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๒๓

อมร  จันทรสมบูรณ์

ประธานกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

พรพิมล/แก้ไข

๑๒ ก.ค ๒๕๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๖๕/หน้า ๑๒๙๑/๒๒ เมษายน ๒๕๒๓

[๒] การส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการโดยจัดให้มีการเสี่ยงโชค คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาได้มีประกาศในเรื่องนี้ไปแล้ว ประกาศลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๒


  
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

เรื่อง การโฆษณาสินค้าหรือบริการโดยการจัดให้มีการเสี่ยงโชคด้วยการแถมพกหรือรางวัล

                  

              โดยที่ปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมากได้ส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการโดยใช้วิธีการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ซึ่งข้อความโฆษณาดังกล่าวอาจพิจารณาแยกได้เป็นสองลักษณะ คือ

๑. การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคตามร้านค้าทั่วไปหรือสถานที่ซึ่งกำหนดไว้ โดยการนำคูปอง บัตรสมานาคุณ ชิ้นส่วน หรือสิ่งอื่นใดที่ถูกกำหนดไว้ ให้ผู้ที่บังเอิญได้รับมีสิทธินำมาแลกของแถมพกหรือรางวัล

๒. การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์หรือสถานที่อื่นใดโดยการจับชิ้นส่วน

การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคทั้งสองลักษณะนี้เป็นการเล่นซึ่งต้องขออนุญาตตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ แต่กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากสถานีตำรวจท้องที่ตามกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจส่วนมากทำการโฆษณาการแถมพกหรือรางวัลดังกล่าวโดยมิได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัด ให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคไว้ในข้อความโฆษณาอย่างชัดเจนและครบถ้วนตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้จึงมีปัญหาว่า บรรดาข้อความโฆษณาทั้งหลายในเรื่องนี้จะเป็นการผ่าผืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่

ดังนั้น เพื่อเป็นการให้ข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบธุรกิจในชั้นนี้ว่า ข้อความโฆษณาที่จัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคจะต้องมีรายละเอียดเป็นประการใดบ้างจึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจะพิจารณาถือว่าพอเพียงที่จะไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจึงขอให้ข้อแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

     ๑. ข้อความโฆษณาการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยการนำคูปอง บัตรสมนาคุณ ชิ้นส่วน หรือสิ่งอื่นใดที่ถูกกำหนดไว้ ให้ผู้บังเอิญได้รับมาแลกของแถมพกหรือรางวัลตามร้านค้าทั่วไป หรือสถานที่ซึ่งกำหนดไว้อย่างน้อยที่สุดให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑.๑ รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและลักษณะของรางวัล จำนวนรางวัลและมูลค่าของรางวัลต่อชิ้นหรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของรางวัลต่อชิ้นหรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ในกรณีนั้นต้องระบุมูลค่ารวมของรางวัลทุกประเภท ประกอบกับมูลค่ารวมของรางวัลในประเภทที่มีมูลค่าแตกต่างไปจากความเข้าใจโดยทั่วไปของผู้บริโภค และมูลค่ารวมของรางวัลในประเภทที่มีมูลค่าที่ไม่อาจทราบได้โดยทั่วไป

๑.๒  รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีแจกรางวัลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ว่ามีวิธีนำคูปอง บัตรสมนาคุณ ชิ้นส่วน หรือสิ่งอื่นใดที่ถูกกำหนดไว้ให้ผู้ที่บังเอิญได้รับมาแลกรางวัลได้อย่างใด และแลก ณ ร้านค้าประเภทใดหรือสถานที่ใด

๑.๓ กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาสิ้นสุดของการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคดังที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลให้ปรากฏในเป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือส่วนที่เป็นเสียง อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้

๑.๔ กำหนดเขตหรือถิ่นที่มีการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค (ถ้ามี)

      ๒. ข้อความโฆษณาการแจกรางวัลทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์หรือสถานที่อื่นใดโดยการจับคูปอง ชิ้นส่วน หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้บริโภคส่งมาชิงโชคอย่างน้อยที่สุดให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๒.๑ รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและลักษณะของรางวัล จำนวนรางวัลและมูลค่าของรางวัลต่อชิ้นหรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของรางวัลต่อชิ้น หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้แต่ในกรณีนั้นต้องระบุมูลค่ารวมของรางวัลทุกประเภท ประกอบกับมูลค่ารวมของรางวัลในประเภทที่มีมูลค่าแตกต่างไปจากความเข้าใจโดยทั่วไปของผู้บริโภค และมูลค่ารวมของรางวัลในประเภทที่ไม่อาจทราบได้โดยทั่วไป

๒.๒ รายละเอียดเกี่ยวกับชิ้นส่วนหรือคูปองที่จะส่งไปชิงโชคสถานที่สำหรับรับคูปองหรือชิ้นส่วน พร้อมทั้งกำหนดเวลาเริ่มต้นรับคูปองหรือชิ้นส่วน และระยะเวลาสิ้นสุดของการรับคูปองหรือชิ้นส่วน

ถ้าเป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการรับคูปอง หรือชิ้นส่วนให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือส่วนที่เป็นเสียง อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้

๒.๓ วัน เวลา และสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์หรือสถานที่อื่นใดซึ่งกำหนดไว้สำหรับการทำการจับชิ้นส่วนหรือคูปองในการชิงโชค

๒.๔ หนังสือพิมพ์ที่จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล และวันประกาศรายชื่อดังกล่าว หรือสถานที่ที่ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลโดยเปิดเผยและระยะเวลาประกาศ ทั้งนี้เว้นแต่การจับชิ้นส่วนหรือคูปองที่ได้แพร่ภาพออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์

๒.๕ วิธีชิงโชคโดยสังเขป

หากผู้ประกอบธุรกิจ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อแนะนำในเรื่องการโฆษณาทั้งสองลักษณะดังกล่าว ก็อาจขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องนี้ได้ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยยื่นคำขอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

อนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อประโยชน์ในการส่งหลักฐานตามคำสั่งของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจที่จัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคควรจัดทำและเก็บหลักฐานการแจกของแถมพกหรือรางวัลดังกล่าวด้วย

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

อมร  จันทรสมบูรณ์

ประธานกรรมการว่าด้วยการโฆษณา

พรพิมล/พิมพ์

๒๔ ก.ค ๒๕๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๖๕ /หน้า ๑๒๘๗/๒๒ เมษายน ๒๕๒๓


 
 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา  พ.ศ. ๒๕๔๓

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” หมายความว่า การให้บริการสื่อสารทางโทรศัพท์ที่ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้เป็นคำพูด เครื่องหมาย สัญญาณตัวหนังสือ ภาพ เสียง หรือการอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายได้โดยอาศัยคลื่นวิทยุ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการให้บริการวิทยุคมนาคมเฉพาะกิจหรือเฉพาะกลุ่ม

“การประกอบธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” หมายความว่า การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคโดยมีค่าตอบแทน

“ค่าตอบแทน” หมายความว่า ค่าเช่าเลขหมาย ค่าใช้เลขหมายรายเดือน ค่าใช้บริการ ค่าใช้บริการพิเศษ ค่าขอเปิดใช้บริการใหม่ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดให้ผู้บริโภคชำระเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

     ข้อ ๓  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนมีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตรและต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าประกันการใช้เลขหมาย ค่าตอบแทน และค่าเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระค่าตอบแทนแต่ไม่รวมถึงค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ และค่าใช้บริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ

อัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามอัตราที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศกำหนด

อัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งอัตราค่าใช้บริการเมื่อผู้บริโภคร้องขอ

(๒) ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งใบแจ้งรายการการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน ก่อนวันครบกำหนดชำระ โดยใบแจ้งรายการต้องระบุรายละเอียดการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างพื้นที่ ดังนี้

(ก) วัน เดือน ปี เวลาการใช้บริการ

(ข) จำนวนครั้งที่ใช้บริการ

(ค) เลขหมายโทรศัพท์ปลายทาง

(ง) รายละเอียดและการคิดค่าตอบแทน

ผู้บริโภคมีสิทธิขอรับใบแจ้งรายการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่เดียวกันที่มีรายการตามที่กำหนดในวรรคหนึ่ง โดยแจ้งความประสงค์ ณ ศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบธุรกิจเป็นหนังสือ หรือทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีการอื่นใด แต่ขอรับใบแจ้งรายการการใช้บริการดังกล่าวย้อนหลังได้ไม่เกินสามเดือน ในการนี้ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการให้ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เว้นแต่ในกรณีที่ต้องส่งใบแจ้งรายการนั้นไปยังผู้บริโภคโดยทางไปรษณีย์ ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเรียกค่าจัดส่งได้ตามความเป็นจริง

(๓) ผู้บริโภคมีสิทธิขอยกเลิกสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อใดก็ได้

(๔) ผู้บริโภคมีสิทธิขอระงับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั่วคราวได้ไม่เกินหกเดือนโดยแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน หรือแจ้งโดยวิธีอื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญา

(๕) ในกรณีที่ผู้บริโภคขอระงับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั่วคราวต้องมีข้อสัญญาดังนี้

(ก) ผู้ประกอบธุรกิจต้องกำหนดให้มีการยกเว้น หรือลดอัตราค่าใช้เลขหมายรายเดือนในระหว่างระงับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั่วคราวให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุไว้โดยชัดเจนในสัญญา

(ข) ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบในภาระหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจาการแจ้งขอระงับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั่วคราวมีผล เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจจะพิสูจน์ได้วาภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นผลจาการกระทำของผู้บริโภคเอง

(ค)[๑] เมื่อครบกำหนดการขอระงับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั่วคราวผู้ประกอบธุรกิจจะเปิดให้ผู้บริโภคใช้บริการทันทีโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เกี่ยวกับการขอต่อบริการจากผู้บริโภค แต่หากในรอบเดือนถัดมาผู้บริโภคไม่ได้ใช้บริการและไม่ชำระค่าใช้หมายเลขรายเดือน ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

(๖) ผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุเหตุแห่งการผิดสัญญาของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิระงับการให้บริการชั่วคราว หรือยกเลิกการให้บริการ หรือหักเงินประกันการใช้บริการไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดำ หรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

(๗) เมื่อมีเหตุที่ผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการให้บริการชั่วคราว หรือยกเลิกการให้บริการ หรือหักเงินประกันการใช้บริการ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

(ก) ผู้บริโภคถึงแก่ความตาย

(ข) ผู้บริโภคใช้เอกสารปลอมในการขอใช้บริการ

(ค) ผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคนั้นถูกลักลอบนำไปใช้โดยมิชอบ

(ง) ผู้บริโภคได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เกินวงเงินที่ได้ตกลงไว้ในสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ

(จ) ผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าผู้บริโภคได้นำเอาเลขหมายของตนไปให้ผู้อื่นใช้เพื่อแสวงหารายได้โดยมุ่งหมายจะไม่ชำระค่าตอบแทน

(ฉ)[๒] ผู้บริโภคผิดนัดชำระค่าใช้บริการเกินกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ

(๘) เมื่อสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เลิกกัน ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินประกันการใช้เลขหมาย หรือในกรณีที่มีหนี้ค้างชำระต้องคืนเงินส่วนที่เหลือจากการหักหนี้ค้างชำระแก่ผู้บริโภค

ในการคืนเงินประกันการใช้เลขหมาย ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภค เมื่อได้แสดงหลักฐานว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ใช้บริการหรือแก่ผู้รับมอบอำนาจจากผู้บริโภคภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

(ก) สามสิบวันนับแต่วันเลิกสัญญา สำหรับผู้บริโภคทั่วไป

(ข) หกสิบวันนับแต่วันเลิกสัญญา สำหรับผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกใช้บริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ อาจคืนด้วยเงินสด หรือเช็ค หรือนำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้บริโภค หรือตามที่ผู้บริโภคแจ้งความประสงค์

กรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถคืนเงินประกันการใช้เลขหมายให้แก่ผู้บริโภคได้ตามที่กำหนด ผู้ประกอบธุรกิจตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวในระหว่างเวลาผิดนัด แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะเรียกค่าเสียหายอย่างอื่น

(๙) เมื่อผู้บริโภคได้แจ้งเหตุที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สูญหายหรือถูกโจรกรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ ณ ศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบธุรกิจเป็นหนังสือหรือทางโทรศัพท์ หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีการอื่นใด ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการในทันทีที่ได้รับแจ้งเพื่อระงับการให้บริการโดยเร็วที่สุด และผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นภายหลังการแจ้งดังกล่าว เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจจะพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของผู้บริโภคเอง

(๑๐) ผู้บริโภคจะต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการติดตามทวงถามอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของผู้บริโภค ตามที่ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร

(๑๑) การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อสัญญา เงื่อนไข ระเบียบ ประกาศ หรือข้อกำหนดใดๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเป็นหนังสือมีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร ดังนี้

(ก) แจ้งให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

(ข) ในกรณีเร่งด่วนแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยแพร่หลายในประเทศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในการแจ้งโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

(ค) ความใน (ก) และ (ข) ไม่ใช้บังคับกับการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ หรืออัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงอัตราโดยกฎหมายกำหนดซึ่งมีผลบังคับใช้ภายในกำหนดเวลาน้อยกว่าสามสิบวัน

(๑๒) ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งคำบอกกล่าวตาม (๗) หรือตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ โดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้บริโภคตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญา หรือที่อยู่ที่ผู้บริโภคแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด

 

ข้อ ๔  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้บริโภคผิดนัดชำระค่าตอบแทน หรือ หนี้อื่นใดเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

(๒) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ

(๓)[๓] ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถระงับการให้บริการทันทีในกรณีผู้บริโภคผิดนัดชำระค่าใช้บริการน้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ

(๔) ข้อสัญญาที่ให้ผู้บริโภคต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนทั้งหมดที่เกิดจากการเรียกออกจากเลขหมายของผู้บริโภค โดยไม่ให้ผู้บริโภคยกเหตุใดๆ มากล่างอ้างปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประกอบธุรกิจ

                     บทเฉพาะกาล

     ข้อ ๕  ข้อสัญญาตามข้อ ๓ (๕) ไม่ใช้บังคับจนกว่าจะครบกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔[๔]

 

ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง  ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕[๕]

สุนันทา/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

[๑] ข้อ ๓ (๕) (ค) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕

[๒] ข้อ ๓ (๗) (ฉ) เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕

[๓] ข้อ ๔ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕

[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนพิเศษ ๑๓๐ ง/หน้า ๒๖/๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓

[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษ ๑๒ ง/หน้า ๖๑/๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง  ให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “บัตรเครดิต” หมายความว่า บัตรที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนด เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสดหรือเพื่อใช้เบิกถอนเงินสด แต่ไม่รวมถึงบัตรที่ได้มีการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดไว้ล่วงหน้าแล้ว

บัตรเครดิต ให้หมายรวมถึงบัตรเดบิตด้วย เว้นแต่จะกำหนดเป็นอย่างอื่นในประกาศนี้

     ข้อ ๒  ให้การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๓  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ย อัตราเบี้ยปรับ อัตราค่าธรรมเนียม อัตราค่าบริการต่าง ๆ และหลักเกณฑ์การใช้บัตรเครดิต หรือข้อสัญญาใด ๆ เกี่ยวกับเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเป็นลายลักษณ์อักษร มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร ดังนี้

(ก) แจ้งให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน

(ข) ในกรณีเร่งด่วนแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยที่แพร่หลายในประเทศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน และการแจ้งโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์นั้น ให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

(๑/๑)[๑] ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจะเรียกเก็บดอกเบี้ยค้างชำระ (ถ้ามี) ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนวณดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันเป็นอัตราร้อยละต่อปีให้ผู้บริโภคทราบด้วย

(๒) การผิดสัญญาเรื่องใดของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิยกเลิกสัญญาข้อหนึ่งข้อใดหรือทั้งหมด หรือพักใช้บัตรเครดิตเป็นการชั่วคราวผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุเหตุในเรื่องนั้น ๆ ไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดงหรือตัวดำ หรือตัวเอนที่เห็นเด่นชัดว่าข้อความทั่วไป

(๓) ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตเมื่อใดก็ได้ และมีสิทธิได้รับคืนค่าธรรมเนียมการใช้บริการ ตามส่วนของระยะเวลาที่ยังไม่ได้ใช้บริการ

(๔) ผู้บริโภคมีสิทธิขอระงับการใช้บัตรเครดิตชั่วคราวทางโทรศัพท์หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน ณ ศูนย์บัตรเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจได้ทุกกรณี และผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการให้บริการบัตรเครดิตของผู้บริโภคทันทีที่ได้รับแจ้งดังกล่าว ในการนี้ผู้ประกอบธุรกิจจะกำหนดระยะเวลาก่อนระงับการให้บริการก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน ๕ นาที นับแต่เวลาที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับแจ้ง

(๕) ในกรณีที่ผู้บริโภคแจ้งขอระงับการใช้บัตรเครดิตชั่วคราว ตาม (๔) ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบในภาระหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการแจ้ง หรือในกรณีที่กำหนดเวลา ๕ นาที เมื่อครบระยะเวลา เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจจะพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้บริโภคเอง

(๖) การแจ้งให้ผู้บริโภคชำระเงินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต ให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งใบแจ้งรายการใช้บัตรให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าก่อนวันถึงกำหนดชำระเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน

(๗) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจมีข้อตกลงกับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ให้ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ผู้บริโภคเพียงแจ้งความประสงค์ขอชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการโดยแจ้งหมายเลขบัตรเครดิตด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรให้ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ทำการเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบธุรกิจ ต้องมีข้อสัญญาดังต่อไปนี้

(ก) ถ้าผู้บริโภคทักท้วงว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือไม่ได้เป็นผู้ขอรับบริการ จากผู้ขายหรือผู้ให้บริการดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคทันที หรือในกรณีที่เรียกเก็บเงินไปแล้วจะคืนเงินให้กับผู้บริโภคทันที เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจจะพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้บริโภคเองและใช้สิทธิเรียกคืนจากผู้บริโภคในภายหลัง

(ข) ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคที่จะขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือรับบริการภายในระยะเวลา ๔๕ วัน นับตั้งแต่วันที่สั่งซื้อ หรือขอรับบริการ หรือภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันถึงกำหนดการส่งมอบสินค้าหรือบริการ ในกรณีที่มีการกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้าหรือบริการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้บริโภคพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับสินค้า หรือไม่ได้รับบริการ หรือได้รับแต่ไม่ตรงตามกำหนดเวลาหรือได้รับแล้วแต่ไม่ครบถ้วน หรือชำรุดบกพร่อง หรือไม่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์โดยผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภค หรือในกรณีที่เรียกเก็บเงินไปแล้ว ถ้าเป็นการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการภายในประเทศ จะคืนเงินให้กับผู้บริโภคภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้บริโภคแจ้ง ถ้าเป็นการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ จะคืนเงินให้กับผู้บริโภคภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้บริโภคแจ้ง

(๘) ในกรณีที่มีการใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตที่ผู้บริโภคแจ้งความประสงค์ขอรับใบแจ้งรายการใช้บัตร ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งใบแจ้งรายการใช้บัตรให้ผู้บริโภคทราบ และกำหนดระเวลาให้ผู้บริโภคทักท้วง ดังนี้

(ก) ภายใน ๑๐ วันทำการเป็นอย่างน้อย นับแต่วันที่ผู้บริโภคได้รับใบแจ้งรายการใช้บัตรจากผู้ประกอบธุรกิจ ในการพิจารณาวันครบกำหนดดังกล่าวให้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้มีหน้าที่นำสืบวัน เวลา ที่นำส่งใบแจ้งรายการใช้บัตรให้แก่ผู้ขนส่งและการทำงานของผู้ขนส่ง

(ข) ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้บริโภคในภายหลัง ถ้าผู้บริโภคสามารถพิสูจน์ได้ว่า ค่าใช้จ่ายในใบแจ้งรายการใช้บัตรบางรายการไม่ถูกต้อง และไม่ได้เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้บริโภคเอง แต่ผู้บริโภคจะต้องทักท้วงภายในระยะเวลาไม่เกิน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ผู้บริโภคได้รับใบแจ้งรายการใช้บัตรจากผู้ประกอบธุรกิจ

     ข้อ ๔  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามประกาศหรือหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจโดยผู้บริโภคไม่ได้รับแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร

(๒) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ

(๓) ข้อสัญญาที่ให้ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายจากการใช้บัตรเครดิตโดยที่ไม่ได้เป็นความผิดของผู้บริโภค

(๔) ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเรียกบัตรเครดิตคืนจากผู้บริโภค หรือยกเลิกบัตรเครดิตเมื่อใดก็ได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องแจ้งหรือแสดงเหตุผลให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้า

(๕) ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการแก่ผู้บริโภค โดยไม่ให้ผู้บริโภคยกเหตุใด ๆ มากล่าวอ้างปฏิเสธความรับผิดชอบกับผู้ประกอบธุรกิจ

                          บทเฉพาะกาล

     ข้อ ๕  ข้อสัญญาตามข้อ ๓(๓) ไม่ใช้บังคับกับสัญญาบัตรเครดิตที่ทำขึ้นก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับโดยมีข้อตกลงแจ้งชัดเป็นอย่างอื่น จนกว่าจะครบรอบระยะเวลาตามสัญญาบัตรเครดิต หรือครบ ๑ ปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสั้นกว่ากัน

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไป[๒]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๔[๓]

รัศม์วรรณวลัย/ผู้จัดทำ

๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

[๑] ข้อ ๓ (๑/๑) เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนพิเศษ ๘๙ ง/หน้า ๕๘/๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๕๖ ง/หน้า ๒๖/๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๔


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง  ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๔

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภค”[๑] หมายความว่า กิจการที่ผู้ประกอบธุรกิจทำสัญญาให้ผู้บริโภคซึ่งมิใช่นิติบุคคลกู้ยืม หรือจะได้กู้ยืมเงินจากผู้ประกอบธุรกิจและนำเงินที่ได้รับจากการกู้ยืมเงินไปใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของผู้บริโภค ซึ่งมิใช่เป็นการใช้ในการประกอบกิจการเพื่อหารายได้

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจให้กู้ยืมเงิน หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หรือการบริหารสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงิน

     ข้อ ๓  สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และจะต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) สัญญากู้ยืมเงินชนิดที่ให้สิทธิผู้ให้กู้สามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้ให้กู้ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบเป็นหนังสือ มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร ดังนี้

(ก) แจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

(ข) ในกรณีเร่งด่วนแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยที่แพร่หลายในประเทศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และการแจ้งโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์นั้นให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นหนังสือซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่งไม่หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MINIMUM OVERDRAFT RATE) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MINIMUM LOAN RATE) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MINIMUM RETAIL RATE) และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บกรณีผู้บริโภคปฏิบัติผิดเงื่อนไข ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไป[๒]

(๒) การผิดสัญญาเรื่องใดของผู้กู้ที่ผู้ให้กู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะต้องเป็นข้อที่ผู้ให้กู้ระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดงหรือตัวดำ หรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไปและก่อนการบอกเลิกสัญญาต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้กู้และควรกำหนดระยะเวลาอันสมควรให้ผู้กู้แก้ไขการผิดสัญญาหรือผิดเงื่อนไขดังกล่าว

(๓) การจำหน่ายหรือการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน หรือสิทธิจำนอง หรือสิทธิจำนำ หรือสิทธิในหลักประกันอื่นใดของผู้ให้กู้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ผู้ให้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้กู้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งงวดของการชำระเงินกู้หรือดอกเบี้ย หรืองวดของการคิดดอกเบี้ย หรือจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้มิเช่นนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้ผู้กู้ไม่ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าไม่ต้องทำการบอกกว่าหรือแจ้งแก่ผู้กู้หรือขอความยินยอมจากผู้กู้

(๔) ในกรณีที่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดให้ผู้กู้นำทรัพย์สินที่มาวางไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาไปเอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย หรือกำหนดให้ผู้กู้ทำประกันชีวิตโดยกำหนดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว เมื่อผู้ให้กู้ได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว ต้องนำเงินที่ได้รับไปใช้เพื่อการซ่อมแซมทรัพย์สินให้ผู้กู้ หรือจัดหาทรัพย์สินอื่นทดแทนให้แก่ผู้กู้หรือหักหนี้ที่ค้างชำระของผู้กู้ตามแต่กรณี เว้นแต่จะได้มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ หากมีเงินคงเหลือต้องคืนให้แก่ผู้กู้

(๕) ในกรณีสัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดให้มีการคิดค่าเบี้ยปรับ หรือค่าธรรมเนียมจากผู้กู้เพื่อการชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญา ผู้ให้กู้จะต้องกำหนดให้ชัดเจนในสัญากู้ยืมเงินว่าจะคิดค่าเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเสียมดังกล่าวในอัตราเท่าใด จากเงินจำนวนใด

(๖) ผู้ให้กู้จะส่งคำบอกกล่าวซึ่งตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวเป็นหนังสือ โดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้กู้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ที่ผู้กู้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงไว้เป็นหนังสือครั้งหลังสุด

(๗) สัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินผู้ให้ผู้ตกลงกับผู้กู้ว่าจะจัดให้มีการทำสัญญาค้ำประกัน ซึ่งมีคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันไว้หน้าสัญญาค้ำประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนมีหัวเรื่องว่า “คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน” ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตรและอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และจะกำหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันมีสาระสำคัญตรงกับคำเตือนดังกล่าว

(๘)[๓] (ยกเลิก)

     ข้อ ๓/๑[๔]  ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งมอบสำเนาหรือคู่ฉบับสัญญาเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินให้แก่ผู้บริโภคไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับทันทีที่ผู้บริโภคลงนามในสัญญา

     ข้อ ๔  ข้อสัญญาที่ผู้ให้กู้ทำกับผู้กู้ต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ให้กู้

(๒) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญากับผู้กู้หรือเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญา โดยผู้กู้มิได้ผิดนัดชำระหนี้ หรือผิดสัญญาหรือผิดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา

(๓) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้เลิกสัญญากับผู้กู้ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้กู้

(๔) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการต่างๆ เกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงิน เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ (๑)

                       บทเฉพาะกาล

     ข้อ ๕  ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับกับสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ให้กู้และผู้กู้ได้กระทำขึ้นและยังไม่ครบกำหนดสัญญากู้ยืมเงินในวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป[๕]

 

ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

อัมภิญา/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔[๖]

รัศม์วรรณวลัย/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ข้อ ๒ นิยามคำว่า “ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภค” แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒] ข้อ ๓ (๑) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๓] ข้อ ๓ (๘) ยกเลิกโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๔] ข้อ ๓/๑ เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๒๒ ง/หน้า ๑๖/๖ มีนาคม ๒๕๔๔

[๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๕๖ ง/หน้า ๒๔/๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๔


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ที่มีการจองเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา  พ.ศ. ๒๕๕๑[๑]

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ที่มีการจองเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการขายรถยนต์ที่มีการจอง” หมายความว่า การประกอบกิจการขายรถยนต์โดยผู้ประกอบธุรกิจนำเอารถยนต์ออกขายโดยให้ผู้บริโภคทำการจองซื้อ

“สัญญาจองรถยนต์” หมายความว่า ข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้บริโภคทำกับผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการจองซื้อรถยนต์ โดยผู้ประกอบธุรกิจได้รับเงินหรือรับสิ่งใดไว้เป็นมัดจำ และให้คำมั่นว่าจะส่งมอบรถยนต์ให้ผู้บริโภคตามเวลาที่กำหนดในสัญญา

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมซึ่งยังมิได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

      ข้อ ๓  สัญญาจองรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ ดังนี้

(๑.๑) ยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต สี และขนาดกำลังเครื่องยนต์

(๑.๒) รายการอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติมและของแถมหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ (ถ้ามี)

(๑.๓) จำนวนเงิน หรือสิ่งที่รับไว้เป็นมัดจำ (ถ้ามี)

(๑.๔) ราคา

(๒) กำหนดเวลาที่คาดว่าจะส่งมอบรถยนต์

(๓) ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อผู้ประกอบธุรกิจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๓.๑) ปรับเปลี่ยนราคารถยนต์สูงขึ้น

(๓.๒) ไม่ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้บริโภคภายในระยะเวลาที่กำหนด

(๓.๓) ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่มียี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต สี และขนาดกำลังเครื่องยนต์ตรงตามที่กำหนดในสัญญา

(๓.๔) ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่มีรายการอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติมและของแถม หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่กำหนดในสัญญา

(๔) ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบธุรกิจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีสิทธิบอกเลิกสัญญา หากมีข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับทราบว่า ผู้บริโภคต้องขอสินเชื่อเพื่อการซื้อรถยนต์ และผู้บริโภคไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อตามที่ขอภายในกำหนดเวลาตาม (๒)

(๕) เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาตาม (๓) หรือ (๔) แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินหรือสิ่งใดที่รับไว้เป็นมัดจำทั้งหมดแก่ผู้บริโภคภายใน ๑๕ วัน

(๖) การผิดสัญญาเรื่องใดของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา จะต้องเป็นข้อที่ผู้ประกอบธุรกิจระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

      ข้อ ๔  ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ

(๒) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการส่งมอบรถยนต์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดในสัญญาจองรถยนต์ ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมากกว่าภาระที่เป็นอยู่ในเวลาทำสัญญา

(๓) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจบอกเลิกสัญญากับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคมิได้ผิดสัญญา หรือผิดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา

     ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ขวัญชัย  สันตสว่าง

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

 ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๖๗ ง/หน้า ๑๗/๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๑


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน  พ.ศ. ๒๕๕๐

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ เบญจ และ ๓๕ อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า การประกอบธุรกิจการค้าโดยผู้ประกอบธุรกิจนำรถยนต์ใช้แล้ว ออกขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยประการอื่นอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้ว

“รถยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำ หนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกขายเป็นชิ้นส่วนเท่านั้น

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้วซึ่งไม่รวมถึงการซื้อขายโดยทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

     ข้อ ๓  ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ และมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันทีที่ได้รับชำระราคารถยนต์ใช้แล้วไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนจากผู้บริโภค

     ข้อ ๔  หลักฐานการรับเงินที่ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามข้อ ๓ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

๔.๑ กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาครบถ้วน

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค

(๓) รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง หมายเลขทะเบียน ระยะทางการใช้ของรถยนต์ ภาระผูกพันของรถยนต์ (ถ้ามี) และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์

(๔) จำนวนเงิน และข้อความว่า ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิกสัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้บริโภค

(๕) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบรถยนต์

(๖) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนรถยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

(๗) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

(๘) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

๔.๒ กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาบางส่วน

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค

(๓) รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง หมายเลขทะเบียน ระยะทางการใช้ของรถยนต์ ภาระผูกพันของรถยนต์ (ถ้ามี) และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์

(๔) จำนวนเงิน และข้อความว่า ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิกสัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้บริโภค

(๕) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

(๖) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์

(๗) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

     ข้อ ๕  หลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ ต้องไม่มีข้อความที่มีลักษณะหรือความหมาย ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อความที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจยึดเงินทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆ

(๒) ข้อความที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิของรถยนต์ใช้แล้ว

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป[๑]

 

 ประกาศ ณ วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ขวัญชัย สันตสว่าง

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๕๒ ง/หน้า ๒๐/๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน  พ.ศ. ๒๕๕๐

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ เบญจ และ ๓๕ อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า การประกอบธุรกิจการค้าโดยผู้ประกอบธุรกิจนำรถยนต์ใช้แล้ว ออกขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยประการอื่นอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้ว

“รถยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำ หนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกขายเป็นชิ้นส่วนเท่านั้น

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้วซึ่งไม่รวมถึงการซื้อขายโดยทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

      ข้อ ๓  ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ และมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันทีที่ได้รับชำระราคารถยนต์ใช้แล้วไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนจากผู้บริโภค

      ข้อ ๔  หลักฐานการรับเงินที่ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามข้อ ๓ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

๔.๑ กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาครบถ้วน

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค

(๓) รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง หมายเลขทะเบียน ระยะทางการใช้ของรถยนต์ ภาระผูกพันของรถยนต์ (ถ้ามี) และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์

(๔) จำนวนเงิน และข้อความว่า ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิกสัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้บริโภค

(๕) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบรถยนต์

(๖) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนรถยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

(๗) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

(๘) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

๔.๒ กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาบางส่วน

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค

(๓) รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง หมายเลขทะเบียน ระยะทางการใช้ของรถยนต์ ภาระผูกพันของรถยนต์ (ถ้ามี) และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์

(๔) จำนวนเงิน และข้อความว่า ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิกสัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้บริโภค

(๕) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

(๖) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์

(๗) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

      ข้อ ๕  หลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ ต้องไม่มีข้อความที่มีลักษณะหรือความหมาย ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อความที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจยึดเงินทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆ

(๒) ข้อความที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิของรถยนต์ใช้แล้ว

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ขวัญชัย สันตสว่าง

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๕๒ ง/หน้า ๒๐/๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าที่อยู่อาศัยที่เรียกเงินประกันเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๙

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ เบญจ และมาตรา ๓๕ อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการให้เช่าที่อยู่อาศัย” หมายความว่า การประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจทำการตกลงกับผู้เช่าในการให้เช่าที่อยู่อาศัยโดยมีสถานที่ที่จัดแบ่งให้เช่าตั้งแต่ ๕ หน่วยขึ้นไป

“ที่อยู่อาศัย” หมายความว่า สถานที่ที่จัดขึ้นสำหรับการให้เช่าเพื่อเป็นที่พักอาศัย เช่น บ้าน อาคาร อาคารชุด อพาร์ตเม้นท์ หรือสถานที่พักอาศัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น และให้หมายความรวมถึงหอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงสถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจการให้เช่าที่อยู่อาศัยโดยเรียกเงินค่าเช่าหรือค่าตอบแทนอย่างอื่นเพื่อการเช่าจากผู้เช่า

“ผู้เช่า” หมายความว่า ผู้บริโภคซึ่งเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อการพักอาศัยเป็นหลัก และการเช่านั้นต้องมิใช่เป็นการเช่าเพื่อให้เช่าช่วง ทั้งนี้ไม่รวมถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นนิติบุคคล

“เงินประกัน” หมายความว่า เงินที่ผู้เช่ามอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นค่าประกันการเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่าประกันความเสียหาย หรือเงินอื่นใดที่ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บจากผู้เช่าในลักษณะทำนองเดียวกัน

     ข้อ ๒  ให้ธุรกิจการให้เช่าที่อยู่อาศัยที่เรียกเงินประกันเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน

     ข้อ ๓  ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ และมอบให้แก่ผู้เช่าในทันทีที่รับเงินประกันจากผู้เช่า

     ข้อ ๔  หลักฐานการรับเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้เช่าตามข้อ ๓ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้เช่า

(๓) ชื่อและสถานที่ตั้งของที่อยู่อาศัย

(๔) กำหนดระยะเวลาเช่าที่อยู่อาศัย โดยระบุวันเริ่มต้นการเช่า และวันสิ้นสุดการเช่า (ถ้ามี)

(๕) วัน เดือน ปี ที่รับเงินประกัน

(๖) จำนวนเงินประกัน และข้อความว่า ผู้เช่ามีสิทธิได้รับคืนเงินประกันทันทีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเช่าที่อยู่อาศัยหรือเมื่อสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยเลิกกัน เว้นแต่กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจประสงค์จะตรวจสอบความเสียหายที่ผู้เช่าต้องรับผิดชอบ หากผู้เช่ามิได้ทำความเสียหาย ให้ผู้เช่ามีสิทธิได้รับคืนเงินประกันภายใน ๗ วัน โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจรับภาระค่าใช้จ่ายในการนำส่งคืนเงินประกันนั้นตามวิธีการที่ผู้เช่าแจ้งให้ทราบ

(๗) ลายมือชื่อของผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

      ข้อ ๕  หลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ ต้องไม่มีข้อความที่มีความหมายในทำนองว่าผู้ประกอบธุรกิจจะไม่คืนเงินประกันให้แก่ผู้เช่าทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆ

     ประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙

ขวัญชัย สันตสว่าง

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ชศักดิ์/ผู้จัดทำ

๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๑๑๓ ง/หน้า ๖/๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๙


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการซ่อมรถยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน  พ.ศ. ๒๕๔๖

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ เบญจ และมาตรา ๓๕ อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้

“ธุรกิจการให้บริการซ่อมรถยนต์” หมายความว่า การประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และหรือซ่อมตัวถังและอาจมีการให้บริการทำสี บำรุงรักษารถยนต์ รวมทั้งส่วนควบอื่นและอุปกรณ์ของรถยนต์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะให้บริการภายในหรือภายนอกสถานประกอบการ

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ และรถยนต์บริการตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

     ข้อ ๒  ให้ธุรกิจการให้บริการซ่อมรถยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน

     ข้อ ๓  ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔. และมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันทีที่รับเงินหรือค่าตอบแทนการให้บริการซ่อมรถยนต์

     ข้อ ๔  หลักฐานการรับเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามข้อ ๓ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจและของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) วัน เดือน ปี ที่ผู้บริโภคส่งมอบรถยนต์ให้ซ่อม และ วัน เดือน ปี ที่ผู้บริโภครับมอบรถยนต์เมื่อซ่อมเสร็จ

(๓) วัน เดือน ปี ที่รับเงินหรือค่าตอบแทนการให้บริการซ่อมรถยนต์

(๔) รายละเอียดเกี่ยวกับยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถังและหมายเลขทะเบียนของรถยนต์ที่ทำการซ่อม

(๕) ระยะทางการใช้ของรถยนต์ในวันที่รับมอบเพื่อซ่อมและในวันที่ซ่อมเสร็จ

(๖) รายการที่ทำการซ่อม

(๗) ราคาค่าบริการซ่อมรถยนต์ (ค่าแรง)

(๘) กรณีที่มีการเปลี่ยนอะไหล่ต้องระบุ

(ก) รายการ ยี่ห้อ และสภาพของอะไหล่ที่เปลี่ยน

(ข) ราคาอะไหล่

(๙) ระยะเวลาหรือระยะทางสำหรับการรับประกันความชำรุดบกพร่องหรือคุณภาพงานซ่อม และหรือการรับประกันอะไหล่ที่เปลี่ยน

(๑๐) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงินในเอกสารหลักฐานการรับเงินและหรือเอกสารแนบท้ายหลักฐานการรับเงินทั้งหมด

      ข้อ ๕  หลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ ต้องไม่มีข้อความที่มีลักษณะหรือความหมายเป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจที่เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการให้บริการซ่อมรถยนต์ของผู้ประกอบธุรกิจหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดด้วย

      ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

ขวัญชัย  สันตสว่าง

ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ฐิติพร/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนพิเศษ ๑๑๖ ง/หน้า ๖๘/๓ ตุลาคม ๒๕๔๖


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา  พ.ศ. ๒๕๔๔

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า” หมายความว่า ธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ากับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคมีความประสงค์นำไปเพื่อประโยชน์ใช้สอยทั่วไปที่มิใช่เป็นสาระสำคัญโดยตรงในการประกอบวิชาชีพหรือประกอบธุรกิจ

“เครื่องใช้ไฟฟ้า” หมายความรวมถึง เครื่องใช้หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เครื่องใช้หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) และเครื่องใช้หรืออุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ (Audio Vision)

      ข้อ ๓  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับยี่ห้อ ประเภท ชนิด รุ่น หมายเลขและสภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าว่าเป็นสินค้าใหม่หรือสินค้าใช้แล้ว

(๒) เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อรวมทั้งเงินอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในสัญญาครบถ้วนแล้วให้กรรมสิทธิ์ในเครื่องใช้ไฟฟ้าตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที

(๓) ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระเงินค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากรหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ชำระแทนผู้เช่าซื้อไปแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะนำเงินค่างวดที่ผู้เช่าซื้อชำระในงวดต่อมา มาหักชำระเงินดังกล่าวได้ ต่อเมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าเพื่อให้นำเงินจำนวนนั้นมาชำระและผู้เช่าซื้อไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

(๔) ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ากำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องจัดหาผู้ค้ำประกันกันการเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อตกลงกับผู้เช่าซื้อว่าจะจัดให้มีการทำสัญญาค้ำประกันซึ่งมีคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันไว้หน้าสัญญาค้ำประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีหัวเรื่องว่า "คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน" ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตรและอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตรและจะกำหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันมีสาระสำคัญตรงกับคำเตือนดังกล่าว

(๕) ผู้ให้เช่าซื้อได้จัดให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เช่าซื้อจากผู้ขายหรือผู้ผลิตได้โดยตรง

(๖) ในกรณีที่มีการประกันภัยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยในจำนวนหนี้ที่ผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น ส่วนที่เกินจากมูลหนี้ค้างชำระให้บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เช่าซื้อ

(๗) ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อมีความประสงค์จะขอชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว โดยไม่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราที่ผู้ให้เช่าซื้อตกลงไว้กับผู้เช่าซื้อขณะทำสัญญา

(๘) การผิดสัญญาเรื่องใดของผู้เช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะต้องเป็นข้อที่ผู้ให้เช่าซื้อระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดำหรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป และการบอกเลิกสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

(๙) ก่อนที่ผู้ให้เช่าซื้อจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ถ้าผู้ค้ำประกันมีความประสงค์ ต้องให้สิทธิผู้ค้ำประกันเป็นผู้เช่าซื้อต่อไปตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ

(๑๐) เมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและกลับเข้าครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้เช่าซื้อเพื่อนำออกขายให้แก่บุคคลอื่น

ก. ก่อนขายให้แก่บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ

ข. ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนำเครื่องใช้ไฟฟ้าออกขาย หากได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อผู้ให้เช่าซื้อจะคืนเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อผู้เช่าซื้อจะรับผิดส่วนที่ขาดนั้นเฉพาะกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น

(๑๑) ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถามการติดตามเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความและอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยการที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หรือการกลับเข้าครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เช่าซื้อของผู้ให้เช่าซื้อเนื่องจากมีการบอกเลิกสัญญา ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงเพื่อการดังกล่าวตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร

(๑๒) ผู้ให้เช่าซื้อจะส่งคำบอกกล่าวซึ่งตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ หรือที่อยู่ที่ผู้เช่าซื้อแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด

     ข้อ ๔ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าเกิดความเสียหาย โดยเหตุสุดวิสัยหรือด้วยเหตุใด ๆ เว้นแต่ ผู้ให้เช่าซื้อจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อเอง

(๒) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาของผู้ให้เช่าซื้อ

(๓) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อในความชำรุดบกพร่อง และการรอนสิทธิของเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งแตกต่างจากที่กฎหมายบัญญัติ

(๔) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อต่อผู้เช่าซื้อ หรือต่อบุคคลภายนอกในความสูญหายหรือเสียหาย อันเนื่องมาจากความชำรุดบกพร่องของเครื่องใช้ไฟฟ้า เว้นแต่ ผู้เช่าซื้อได้รู้อยู่แล้วในเวลาเช่าซื้อหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน หรือความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบและผู้เช่าซื้อรับเอาเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน

(๕) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อน้อยกว่าสองงวดติดต่อกัน

(๖) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อหรือเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญาโดยผู้เช่าซื้อมิได้ผิดนัดชำระหนี้ หรือผิดสัญญา หรือผิดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา

(๗) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับหรือเงินอื่นใดในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้รวมกันแล้วเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อไป

(๘) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป[๑]

 

ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

อัมพิกา/แก้ไข

๑๗/๙/๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๓๘ ง/หน้า ๕๔/๒๖ เมษายน ๒๕๔๔


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจขายห้องชุดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา  พ.ศ. ๒๕๔๓[๑]

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค   (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ  และเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ธุรกิจขายห้องชุดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้

“ธุรกิจขายห้องชุด” หมายความว่า การประกอบธุรกิจขายห้องชุดในอาคารชุดที่จะดำเนินการก่อสร้าง หรือกำลังดำเนินการก่อสร้าง หรือก่อสร้างเสร็จแล้วและจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุด หรือก่อสร้างเสร็จแล้วและได้จดทะเบียนอาคารชุดแล้ว

      ข้อ ๓  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนมีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และข้อความในสัญญาอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่รับรองว่าผู้ประกอบธุรกิจมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำมั่นว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จและจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุด หรือกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารชุด หรือก่อสร้างอาคารชุดเสร็จแล้วและจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุด หรือมีกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดและผู้ลงนามในสัญญาเป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันตามสัญญาโดยแนบเอกสารหลักฐานแสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ห้องชุด แล้วแต่กรณี และการเป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันตามสัญญาไว้ท้ายสัญญาด้วย

(๒) ข้อสัญญาที่แสดงว่าที่ดิน อาคารและห้องชุดในอาคารชุดมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน หรือบุคคลใด

(๓) ตำแหน่งที่ดิน  เลขที่ของโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโครงการแผนผังแสดงเขตที่ดินและที่ตั้งของอาคารชุด

(๔) ราคาขายต่อตารางเมตร และจำนวนพื้นที่ห้องชุดที่จะซื้อขาย

(๕) วัตถุประสงค์การใช้พื้นที่ทุกส่วนของอาคารชุด รายละเอียดที่เกี่ยวข้องของห้องชุดในอาคารชุด รายการและขนาดของทรัพย์ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก

(๖) ค่าภาษีเงินได้  ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าอากรแสตมป์ ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้จ่าย เฉพาะค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในห้องชุดผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจะตกลงจ่ายเท่ากันก็ได้

(๗) ในกรณีผู้บริโภคผิดนัดชำระราคาที่ตกลงให้ชำระก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังต่อไปนี้

๑) ผิดนัดชำระราคาดังกล่าวในกรณีตกลงชำระกันงวดเดียว

๒) ผิดนัดชำระราคาดังกล่าวสามงวดติดต่อกัน ในกรณีตกลงชำระกันตั้งแต่ยี่สิบสี่งวดขึ้นไป

๓) ผิดนัดชำระราคาในอัตราร้อยละสิบสองจุดห้าของจำนวนราคาดังกล่าวในกรณีตกลงชำระกันน้อยกว่ายี่สิบสี่งวด

แต่ทั้งนี้ ก่อนบอกเลิกสัญญาผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้บริโภคให้ใช้เงินดังกล่าวที่ค้างชำระภายในเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บริโภคได้รับหนังสือและผู้บริโภคละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น

(๘) การประกอบธุรกิจขายห้องชุดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขายห้องชุดที่จะดำเนินการก่อสร้าง หรือกำลังดำเนินการการก่อสร้าง จะต้องมีข้อความที่มีสาระสำคัญดังนี้

๘.๑) ลักษณะ ยี่ห้อ  ชนิด  รุ่น  คุณภาพ  ขนาด  สี  ของวัสดุ  ผิวพื้น  ผิวผนัง ผิวเพดาน หลังคา สุขภัณฑ์ต่าง ๆ ประตูหน้าต่าง และอุปกรณ์ประกอบประตูหน้าต่างตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ถ้าหากไม่สามารถหาวัสดุตามที่กำหนดไว้จากท้องตลาดได้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดหาวัสดุที่มีคุณภาพดีกว่าหรือเทียบเท่ามาใช้ก่อสร้างแทน

๘.๒) ผู้ประกอบธุรกิจจะดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบและรายการที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

๘.๓) ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งมาตรวัดปริมาตร และปริมาณการใช้สาธารณูปโภคทั้งในส่วนกลางและส่วนที่แยกต่อภายในห้องชุด กรณีมาตรวัดในส่วนที่แยกต่อภายในห้องชุดผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการขอติดตั้งโดยชำระค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไปก่อน และเมื่อผู้ประกอบธุรกิจได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้บริโภคโดยโอนมาตรวัดให้เป็นชื่อของผู้บริโภคแล้ว  ผู้ประกอบธุรกิจจึงจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากผู้บริโภคได้แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปก่อนนั้น

๘.๔) กำหนดเวลาที่ผู้ประกอบธุรกิจจะดำเนินโครงการอาคารชุดให้แล้วเสร็จพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดตามสัญญาให้แก่ผู้บริโภค

๘.๕) ในกรณีที่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงโดยมิใช่ความผิดของผู้ประกอบธุรกิจ สัญญาอาจมีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขยายระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาออกไปก็ได้ แต่ไม่เกินระยะเวลาที่การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเหตุดังกล่าวพร้อมพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้ทำการแจ้งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ประกอบการธุรกิจได้สละสิทธิในการขยายเวลาทำการก่อสร้างออกไป

ระยะที่ขยายในวรรคหนึ่ง จะขยายเกินหนึ่งปีไม่ได้

ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับการซื้อห้องชุดโดยมีกำหนดใช้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ

๘.๖) ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนินโครงการอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา หรือคาดหมายได้ว่าจะไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด

ก. ให้ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและมีสิทธิเรียกเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วทั้งหมดคืนจากผู้ประกอบธุรกิจพร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับเบี้ยปรับที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดสำหรับกรณีผู้บริโภคผิดนัดชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่น

ข. หากผู้บริโภคไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจยินยอมให้ผู้บริโภคปรับเป็นรายวันตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งของราคาห้องชุดที่จะซื้อขาย แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของราคาห้องชุด แต่ถ้าผู้บริโภคใช้สิทธิในการปรับครบร้อยละสิบของราคาห้องชุดแล้วผู้บริโภคเห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

๘.๗) ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนินโครงการอาคารชุดต่อไปได้เนื่องจากเหตุสุดวิสัย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วทั้งหมดแก่ผู้บริโภคพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยประเภทเงินฝากประจำของ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด(มหาชน) นับแต่ในวันที่ได้รับเงินจากผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างอื่น แต่ถ้าผู้ประกอบธุรกิจได้ใช้เงินดังกล่าวไปเท่าใดอาจกำหนดข้อสัญญาให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิหักเงินที่ใช้ไปออกจากดอกเบี้ยที่ต้องใช้คืนได้

(๙) เมื่อผู้ประกอบธุรกิจจะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าเพื่อไปรับโอนกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

ในกรณีที่ผู้บริโภคแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือว่าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ก่อนเวลาที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดในวรรคหนึ่ง ผู้ประกอบธุรกิจต้องไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้บริโภคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้บริโภค

(๑๐) ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดเพื่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้น  เนื่องจากความชำรุดบกพร่องของอาคารชุดหรือห้องชุด ดังนี้

ก. กรณีที่เป็นโครงสร้างและอุปกรณ์อันเป็นส่วนประกอบอาคารที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ในระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุด

ข. กรณีส่วนควบอื่นนอกจากกรณี ก. ในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุด

ผู้ประกอบธุรกิจต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บริโภคหรือนิติบุคคลอาคารชุดแล้วแต่กรณี ได้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบถึงความชำรุดบกพร่องนั้น เว้นแต่ในกรณีมีความชำรุดบกพร่องที่ต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการแก้ไขในทันที ถ้าผู้ประกอบธุรกิจไม่แก้ไขผู้บริโภคหรือนิติบุคคลอาคารชุดแล้วแต่กรณี มีสิทธิดำเนินการแก้ไขเอง หรือจะให้บุคคลภายนอกแก้ไข โดยผู้ประกอบธุรกิจจะต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว

(๑๑) ผู้ประกอบธุรกิจจะส่งคำบอกกล่าวซึ่งตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ โดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้บริโภคตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญา หรือที่อยู่ที่ผู้บริโภคแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด

      ข้อ ๔  สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากความผิดของผู้ประกอบธุรกิจ

(๒) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อความชำรุดบกพร่อง หรือเพื่อการรอนสิทธิ เว้นแต่ผู้บริโภคจะได้ยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรถึงความชำรุดบกพร่องหรือเหตุแห่งการรอนสิทธิในขณะทำสัญญา แต่กรณีนี้ให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

 

ชัยวัฒน์   วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนพิเศษ ๗๔ ง/หน้า ๖๙/๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๓


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง  ให้ธุรกิจขายก๊าซหุงต้มที่เรียกเงินประกันถังก๊าซหุงต้มเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒

                  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ เบญจ และมาตรา ๓๕ อัฎฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกา กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

      ข้อ ๑  ในประกาศนี้

“เงินประกัน” หมายความว่า เงินที่ผู้บริโภคมอบให้ไว้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นค่าประกันถังก๊าซหุงต้ม และผู้บริโภคจะได้รับคืนต่อเมื่อนำถังก๊าซหุงต้มคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่เป็นเจ้าของถังก๊าซหุงต้ม หรือผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งรายใดที่ขายก๊าซหุงต้มของผู้ค้าน้ำมันดังกล่าว

“ก๊าซหุงต้ม” หมายความว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้ในการหุงต้ม

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายก๊าซหุงต้มที่บรรจุสำเร็จในถังก๊าซหุงต้มให้แก่ผู้บริโภค

      ข้อ ๒  ให้ธุรกิจขายก๊าซหุงต้มที่เรียกเงินประกันถังก๊าซหุงต้ม เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒

      ข้อ ๓  ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ และมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันที่ที่รับเงินประกันจากผู้บริโภคที่ซื้อก๊าซหุงต้ม

      ข้อ ๔  หลักฐานการรับเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจ ออกให้แก่ผู้บริโภคตามข้อ ๓ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ และลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน

(๒) วัน เดือน ปีที่รับเงินประกัน

(๓) จำนวนเงินประกัน และข้อความว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับคืนเงินประกันเมื่อผู้บริโภคนำถังก๊าซหุงต้มคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่เป็นเจ้าของถังก๊าซหุงต้ม หรือผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งรายใดที่ขายก๊าซหุงต้มของผู้ค้าน้ำมันดังกล่าว

      ข้อ ๕  หลักฐานการรับเงินตามข้อ ๔ ต้องไม่มีข้อความว่า ผู้ประกอบธุรกิจจะหักเงินประกันเป็นค่าเสื่อมราคาของก๊าซหุงต้มหรือค่าอื่นใด เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าถังก๊าซหุงต้มที่ผู้บริโภคนำมาคืนมีความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการใช้ถังก๊าซหุงต้มอย่างผิดปกติจากวิสัยของวิญญูชน

      ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา

หมายเหตุ :-เหตุผลในการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับนี้ คือ เนื่องจากสภาพการค้าก๊าซหุงต้ม เมื่อผู้บริโภคซื้อก๊าซหุงต้มจากผู้ประกอบธุรกิจจะต้องวางเงินประกันมอบให้ไว้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเป็นค่าประกันถังก๊าซหุงต้ม แต่ผู้ประกอบธุรกิจบางรายไม่ได้มอบหลักฐานการรับเงินประกันให้ไว้ ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับเงินประกันเมื่อนำถังก๊าซหุงต้มคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือได้รับคืนแต่ไม่เต็มตามจำนวน หรือในกรณีผู้ประกอบธุรกิจปิดกิจการ ผู้บริโภคก็ไม่สามารถนำถังก๊าซหุงต้มไปคืนและได้รับเงินประกันคืน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้ประสานกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ และผู้ประกอบธุรกิจขายก๊าซหุงต้มรายย่อยแล้วว่าต่อไปจะมีราคาถังก๊าซหุงต้มเป็นราคาเดียวกันตั้งแต่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ โรงงานบรรจุ และผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยและจะทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจขายก๊าซหุงต้มรายย่อยโดยระบุข้อความที่มีผลผูกพันไปยังผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ว่า ถ้าผู้บริโภคซื้อก๊าซหุงต้มของตนไปแล้วนำถังก๊าซหุงต้มมาคืน จะสามารถคืนให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ก็ได้ หรือจะคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจขายก๊าซหุงต้มรายย่อย รายใดรายหนึ่งที่ขายก๊าซหุงต้มของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ก็ได้ ดังนั้น คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจึงเห็นสมควรออกประกาศฉบับนี้เพื่อให้เกิดผลบังคับการคืนเงินหลักประกันให้แก่ผู้บริโภค

อัมภิญา/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนพิเศษ ๑๐๒ ง/หน้า ๓๓/๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

 

 

ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.


 
 

  

  

  



 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๐ (พ.ศ. ๒๕๔๙)

เรื่อง ให้รถจักรยานยนต์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่ปรากฏว่าในปัจจุบันได้มีผู้บริโภคประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ จึงกำหนดให้รถจักรยานยนต์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ

     ข้อ ๒  ให้รถจักรยานยนต์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ ไว้ในฉลากด้วย

คำเตือน ต้องระบุว่า “อาจถึงตายหรือพิการ หากไม่สวมหมวกนิรภัย”

ข้อความที่เป็น คำเตือน “ต้องใช้ตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่า ๕ มิลลิเมตร โดยใช้สีตัดกับสีพื้น สำหรับแสดงไว้ที่คู่มือการใช้งานรถจักรยานยนต์ และแสดงไว้ในลักษณะคงทนถาวรที่บริเวณถังน้ำมันหรือบริเวณอื่นของรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์สามารถเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจน”

     ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

นันทนา/ผู้จัดทำ

๑๑  เมษายน  ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๔๖ ง/หน้า ๑๖/๓ เมษายน ๒๕๔๙


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ. ๒๕๔๙)

เรื่อง ให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก[๑]

                        โดยที่ปรากฏว่าในปัจจุบันได้มีการใช้สินค้าเครื่องทำน้ำเย็นในสถานที่ต่างๆ อย่างแพร่หลายและมีผู้บริโภคได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจากการใช้สินค้าดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้า จึงกำหนดให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “เครื่องทำน้ำเย็น” หมายความว่า บริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ทำให้น้ำเพื่อการบริโภคซึ่งไหลผ่านระบบการทำงานภายในบริภัณฑ์ดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลง

     ข้อ ๒  ให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้

(๑) ข้อแนะนำในการใช้ ต้องระบุดังต่อไปนี้

 (ก) “ต้องติดตั้งสายดินให้ถูกวิธีพร้อมติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็น”

 (ข) “ต้องติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว”

 (ค) “ต้องติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นในบริเวณที่เป็นฉนวนไฟฟ้าและไม่เปียกชื้น เช่น ปูพื้นด้วยผ้ายาง ฯลฯ และไม่ควรให้มีน้ำชื้นแฉะ”

 (ง) “ควรตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของเครื่องทำน้ำเย็นโดยช่างผู้ชำนาญงานเป็นประจำ อย่างน้อยทุก ๖ เดือน”

(๒)[๒] คำเตือน ต้องระบุว่า

 (ก) “อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งสายดินให้ถูกวิธี”

 (ข) “ห้ามใช้ตะกั่วบัดกรีในการซ่อมโดยเด็ดขาด”

     ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ก้องเกียรติ/ผู้จัดทำ

๒๙  ตุลาคม  ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๔๖ ง/หน้า ๑๗/๓ เมษายน ๒๕๔๙

[๒] ข้อ ๓ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๒๖
(พ.ศ. ๒๕๕๐) เรื่อง ให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)


 

 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๒ (พ.ศ. ๒๕๔๙)

เรื่อง ให้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็กเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่ได้มีผลการวิจัยโดยแพทย์จากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็กที่มีลักษณะเป็นเบาะนั่งมีขอบแข็ง และมีล้อเลื่อน โดยมีการใช้งานด้วยวิธีให้เด็กนั่งอยู่ภายในเบาะ และใช้ขาช่วยในการเคลื่อนไหว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ช่วยในการหัดเดินของเด็กแต่อย่างใด และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง เช่น การพลัดตก หรือพลิกคว่ำ เป็นต้น จึงสมควรกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็กเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็ก” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็ก ที่มีลักษณะเป็นเบาะนั่งมีขอบแข็งและมีล้อเลื่อน โดยในส่วนที่นั่งมีการเจาะเป็นรูเพื่อให้ขาสอดลงไปได้

     ข้อ ๒  ให้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการพยุงตัวเด็กเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยห้ามใช้ชื่อเรียกว่ารถหัดเดิน และให้ระบุข้อความ ดังต่อไปนี้

(๑)  ให้มีข้อแนะนำในการใช้ โดยใช้ตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่า ๒ มิลลิเมตร ระบุดังต่อไปนี้

(ก)  การใช้ผลิตภัณฑ์นี้อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการพลิกคว่ำหรือตกจากที่สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้บนพื้นที่มีความต่างระดับ

(ข)  ขณะที่ให้เด็กใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

(ค)  ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์นี้บนพื้นต่างระดับ

(๒)  คำเตือน ต้องระบุว่า “ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ช่วยในการหัดเดิน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”

ข้อความที่เป็นคำเตือน “ต้องใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า ๕ มิลลิเมตร และแสดงไว้ที่ตัวสินค้าในลักษณะคงทนถาวร สามารถเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจน”

      ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

นันทนา/ผู้จัดทำ

๒๙  สิงหาคม  ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๙๑ ง/หน้า ๒๙/๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๙


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๕๐)

เรื่อง ให้ชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่ปรากฏว่าในปัจจุบันได้มีการนำสินค้าหลายชนิดมาบรรจุหรือห่อหุ้มรวมกันเป็นสินค้าชุดสังฆทานหรือชุดไทยธรรมเพื่อขายให้นำไปถวายแด่นักบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งสินค้าบางชนิดที่นำมารวมนั้น มีกำหนดอายุหรือเวลาที่ควรใช้โดยผู้ซื้อไม่อาจทราบได้ และสินค้าดังกล่าวอาจทำปฏิกิริยากัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสี กลิ่น หรือรส จนอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเนื่องในการใช้ หรือโดยสภาพได้ ดังนั้น การกำหนดฉลากของสินค้าชุดสังฆทานหรือชุดไทยธรรมจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการที่จะทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า ลักษณะ ข้อความ และข้อความที่จำเป็นของฉลากสินค้านั้น จึงสมควรกำหนดให้ชุดสังฆทาน หรือชุดไทยธรรมเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “ชุดสังฆทาน หรือชุดไทยธรรม” หมายความว่า สินค้าที่นำมารวมเป็นชุด ไม่ว่าด้วยวิธีการใด เพื่อขายให้นำไปถวายแด่นักบวชในพระพุทธศาสนา

     ข้อ ๒  ให้ชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ให้ติดตั้งหรือแสดงฉลากของสินค้าที่ควบคุมตามข้อ ๒ ซึ่งต้องเป็นข้อความภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจน ตามตัวอย่างท้ายประกาศนี้ไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือสิ่งที่นำมาห่อหุ้ม โดยให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) คำว่า “ชุดสังฆทาน หรือชุดไทยธรรม”

(๒) รายการสินค้าที่ระบุขนาด มิติ ปริมาณ ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน และราคาของสินค้า แต่ละรายการ

(๓) ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายชุดสังฆทานหรือชุดไทยธรรม

(๔) วันเดือนปีที่หมดอายุ หรือวันเดือนปีที่ควรใช้ก่อน ของสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่นำมารวมนั้นระบุว่าเร็วที่สุด

(๕) วันเดือนปีที่บรรจุ

(๖) ราคารวมชุดจัดบรรจุที่ระบุหน่วยเป็นบาท

      ข้อ ๔  ชุดสังฆทานหรือชุดไทยธรรมใดที่มีการนำสินค้าที่อาจทำปฏิกิริยากันจนทำให้มี สี กลิ่น หรือรส เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคเนื่องในการใช้หรือโดยสภาพของสินค้านั้นได้ ให้ระบุคำเตือนในฉลากตามข้อ ๓ ด้วย เช่น ใบชา ข้าวสาร สบู่ และผงซักฟอก อาจทำปฏิกิริยากัน จนทำให้มีสี กลิ่น หรือรส เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค เนื่องในการใช้ หรือโดยสภาพของสินค้านั้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้ควรแยกสินค้าที่อาจทำปฏิกิริยากันได้นั้นออกจากกันโดยเร็ว

      ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

[เอกสารแนบท้าย]

 ๑.  ตัวอย่างการแสดงฉลากสินค้าชุดสังฆทาน และชุดไทยธรรม

 (ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

โสรศ/ผู้จัดทำ

๒๒ มกราคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๔ ง/หน้า ๑๒/๑๒ มกราคม ๒๕๕๐


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๕๐)

เรื่อง ให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่ในปัจจุบันได้มีการนำ รถยนต์ใช้แล้วที่ประชาชนโดยทั่วไปใช้เป็นประจำมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และกรณีปรากฏว่าผู้บริโภคไม่อาจทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้านั้น เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ หรือแลกเปลี่ยนโดยเข้าใจผิดในสาระสำคัญดังนั้น การกำหนดฉลากของสินค้ารถยนต์ใช้แล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อหรือแลกเปลี่ยนสินค้าดังกล่าว จึงสมควรกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ วรรคสาม และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้

“รถยนต์ใช้แล้ว” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจมีไว้เพื่อจำหน่าย

     ข้อ ๒  ให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อมูลด้วยตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่า ๑ เซนติเมตร เกี่ยวกับรถยนต์ใช้แล้ว ตามที่ปรากฏในรายการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ตั้งแต่วันจดทะเบียนจนถึงวันที่จำหน่าย ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) วันจดทะเบียน

(๒) เลขทะเบียน

(๓) เลขตัวรถ

(๔) เลขเครื่องยนต์

(๕) ยี่ห้อรถ

(๖) ยี่ห้อเครื่องยนต์

(๗) สี

(๘) ประเภทของรถ

(๙) ชนิดเชื้อเพลิง

(๑๐) ลำดับเจ้าของรถ

(๑๑) ภาระผูกพันของรถยนต์ที่มีอยู่ในวันจำหน่าย (ถ้ามี)

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ

๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๕๗ ง/หน้า ๘๓/๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๒๕ (พ.ศ. ๒๕๕๐)

เรื่อง ให้อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่ปัจจุบันปรากฏว่ามีอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามเป็นสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกาย หรือจิตใจ โดยเฉพาะเด็กและบางรายนำไปสู่การเสียชีวิต อันเนื่องจากการเล่นอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามทั้งในสถานที่สาธารณะ สถานศึกษา และสถานที่ราชการ ดังนั้น การกำหนดฉลากของอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในอันที่จะทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และข้อความอันจำเป็นของฉลากสินค้าดังกล่าว จึงสมควรกำหนดให้อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้

“อุปกรณ์เครื่องเล่นสนาม” หมายความว่า สิ่งของ โครงสร้างและส่วนประกอบต่างๆ ที่ออกแบบและทำขึ้นสำหรับให้เด็กอายุ ๒ ปี จนถึง ๑๔ ปีเล่น ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งมีการจัดไว้บริการในสถานที่ราชการและสถานที่เอกชน เช่น สถานศึกษา สวนสาธารณะ ร้านอาหารศูนย์รับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น วัด หรือโรงแรม เป็นต้น

     ข้อ ๒  ให้อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้ไว้ในฉลาก

(๑) ข้อแนะนำในการใช้ ให้แสดงไว้ที่สินค้า โดยมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(ก) อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามนี้เหมาะสมกับเด็กอายุ ..... ปี

(ข) ควรตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามโดยช่างผู้ชำนาญงานอย่างสม่ำเสมอ

(ค) ต้องมีผู้ควบคุมดูแลขณะเล่น

(ง) ต้องติดตั้งอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นยางสังเคราะห์พื้นทราย เป็นต้น

(๒) อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามที่ผลิตโดยออกแบบให้ต้องยึดติดกับพื้นเพื่อความปลอดภัยต้องระบุคำเตือนว่า “หากไม่ได้ทำการยึดติดกับพื้น อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” ด้วยตัวอักษรสีตัดกับสีพื้นขนาดไม่ต่ำกว่า ๕ มิลลิเมตร

(๓) เอกสารหรือคู่มือการติดตั้ง ต้องระบุรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(ก) ส่วนประกอบของอุปกรณ์เครื่องเล่นสนาม

(ข) ขั้นตอนการติดตั้ง

(ค) คำแนะนำการติดตั้งที่มิให้อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามโค่นลง และการอื่นที่ควรจัดให้มีเพื่อความปลอดภัยของผู้เล่น

(ง) อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามนี้เหมาะสมกับเด็กอายุ ..... ปี

(จ) การตรวจสภาพอุปกรณ์โดยช่างผู้ชำนาญงาน

(ฉ) ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการเล่นและอื่นๆ เช่น สั่งระงับการเล่นเมื่อชำรุดข้อมูลการติดต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายในกรณีชำรุด เป็นต้น

ข้อความที่เป็นข้อแนะนำใน (๑) และคำเตือนใน (๒) ต้องแสดงไว้ที่ตัวสินค้าในลักษณะคงทนถาวร หรือบริเวณใกล้เคียงที่สามารถเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจน โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นและเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐

รัศมี วิศทเวทย์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ

๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๒๕๗ ง/หน้า ๒๒/๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐


 
 

ภุริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

  
 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๔)

เรื่อง ให้บอแรกซ์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก[๑]

                   โดยที่มีการนำบอแรกซ์มาใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยใช้ในอาหาร ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพของผู้บริโภคที่รับประทานอาหารที่มีบอแรกซ์ผสมอยู่ ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย จึงสมควรแก้ไขการกำหนดข้อความในฉลากเกี่ยวกับบอแรกซ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๕) เรื่อง กำหนดบอแรกซ์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดบอแรกซ์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖

     ข้อ ๒  ในประกาศฉบับนี้ “บอแรกซ์” หมายความว่า สารเคมีที่มีสูตร Na2 B4 O7 หรือ Na2 B4 O7 .1OH2 O ซึ่งมีชื่อเรียกทางเคมีว่า โซเดียมบอเรต (Sodium borate) ไดโซเดียมเตตราบอเรต (Disodium tetraborate) หรือโซเดียมไพโรบอเรต (Sodium pyroborate) หรือสารเคมีดังกล่าวที่เรียกชื่ออย่างอื่น เช่น น้ำประสานทอง เพ่งแซ หรือผงกรอบ

     ข้อ ๓  ให้บอแรกซ์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๔  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๓ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากที่ภาชนะบรรจุสินค้าในหน้าเดียวกัน

“(๑) “บอแรกซ์”

(๒) คำเตือน : “อันตราย อาจทำให้ไตวาย ห้ามใช้ในอาหาร” โดยใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่น”

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมพิกา/แก้ไข

๑๐/๕/๒๕๔๕

A+B

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนที่ ๗๗ ง/หน้า ๑๕๒/๒๕ กันยายน ๒๕๔๔


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๔)

เรื่อง ให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก[๑]

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดภาชนะพลาสติกเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๔๑ (พ.ศ. ๒๕๓๑) เรื่อง กำหนดภาชนะพลาสติกเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑

(๓) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๔๘ (พ.ศ. ๒๕๓๓) เรื่อง กำหนดภาชนะพลาสติกเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๓) ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๓

     ข้อ ๒  ในประกาศนี้ “ผลิตภัณฑ์พลาสติก” หมายความว่า ภาชนะหรือสิ่งบรรจุสิ่งของหรือเครื่องใช้ที่ทำขึ้นจากพลาสติก หรือฟิล์มพลาสติกหรือฟิล์มหดด้วยความร้อนหรือฟิล์มไนลอนหรือไนลอนเรซิน ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับอาหาร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ทำขึ้นจากพลาสติกหรือฟิล์มดังกล่าว เพื่อใช้เป็นสิ่งบรรจุหรือเป็นภาชนะหรือเป็นเครื่องใช้ เช่น ถุงร้อน PP. ถุงเย็น PE.ถุงหูหิ้ว HD. ถุงจีบชนิดใสพิเศษ IPP. ถุงแก้ว OPP. ถุงใส่น้ำมะพร้าว ถุงใส่เครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำนม ถุงใส่เสื้อผ้า เป็นต้น

     ข้อ ๓  ให้ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๔  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๓ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความในข้อ ๕ และข้อ ๖ ไว้ในฉลากที่กำกับผลิตภัณฑ์พลาสติก หรือที่ภาชนะหรือที่สิ่งบรรจุหรือเครื่องใช้ที่ทำขึ้นจากพลาสติกหรือฟิล์มตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒ แล้วแต่กรณี

     ข้อ ๕  ในข้อกำหนดเกี่ยวกับ “วิธีใช้” ในฉลากนั้น ให้ระบุว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้เพื่อสิ่งใด ถ้าเป็นภาชนะหรือสิ่งบรรจุ หรือเครื่องใช้ให้ระบุข้อความที่เป็น “คำเตือน” ไว้ด้วย

     ข้อ ๖  ในข้อกำหนดเกี่ยวกับ “คำเตือน” ในฉลากนั้นให้มีข้อความว่า

(๑) “ห้ามใช้บรรจุหรือห่อหุ้มอาหาร” สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ทำขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้ใช้กับอาหาร

(๒) “ใช้บรรจุอาหารหรือห่อหุ้มอาหาร หรือใช้บรรจุเครื่องดื่มใช้เพียงครั้งเดียว” หรือ “ไม่ควรใช้บรรจุอาหารที่กำลังร้อนจัดโดยเฉพาะอาหารทอดด้วยน้ำมัน” หรือ “ปลอดภัยใช้กับอาหาร” หรือ “ปลอดภัยใช้กับเครื่องดื่ม” แล้วแต่กรณี

(๓) “ห้ามใช้บรรจุของร้อน” สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ไม่ทนความร้อนสูงกว่า ๙๕ องศาเซลเซียส

(๔) “รับน้ำหนักได้ไม่เกิน............กิโลกรัม หรือ กก.” สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เพื่อรองรับน้ำหนัก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ บันได

(๕) “มีส่วนผสมจากวัสดุที่ใช้แล้ว” สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ทำจากพลาสติกที่ใช้ทำสิ่งของอื่นมาแล้วหลอมผลิตเป็นสินค้าใหม่

ข้อความที่เป็น “คำเตือน” ต้องใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่น

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป

 

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

พรพิมล/พิมพ์/แก้ไข

๒๔ เม.ย ๒๕๔๕

A

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๑๑๐ ง/หน้า ๒๒/๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๔๕)

เรื่อง  ให้เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าและเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ๑  ในประกาศนี้

“เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า” หมายความว่า บริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ทำน้ำให้ร้อนขึ้นในทันทีที่น้ำไหลผ่านโดยตรงเพื่อใช้ในการชำระล้างสัมผัสร่างกายผู้บริโภคหรือเพื่อใช้ในการอื่นที่คล้ายคลึง

กันหรือทำนองเดียวกัน

“เครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า” หมายความว่า บริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ทำน้ำให้ร้อนขึ้นถึงอุณหภูมิประมาณใกล้จุดน้ำเดือด หรือในบางครั้งอาจสูงกว่าเล็กน้อย แต่ไม่เกิน ๑๓๐ องศาเซลเซียสเพื่อใช้ในการชำระล้างสัมผัสร่างกายผู้บริโภคหรือเพื่อใช้ในการอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือทำนองเดียวกัน

     ๒. ให้เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าและเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ๓. ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(ก) ข้อแนะนำในการใช้ ต้องระบุว่า “ต้องติดตั้งสายดินพร้อมติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า” สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าที่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดิน หรือ

“ต้องติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินและติดตั้งสายดินพร้อมติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า” สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดิน

(ข) ในคำเตือน ต้องระบุว่า “อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งสายดิน” สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าที่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดิน หรือ

“อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดินและไม่ติดตั้งสายดิน” สำหรับเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วชนิดที่มีสายดิน

ข้อความที่เป็น “คำเตือน” ต้องใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่นและติดไว้ด้านหน้าของเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าหรือเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๒๓/๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๔๕)

เรื่อง  ให้แปรงสีฟ้นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่สินค้าแปรงสีฟันเป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้เป็นประจำ ประกอบกับยังไม่มีการแสดงฉลากเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นในการเลือกใช้สำหรับผู้บริโภคเท่าที่ควรและเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สินค้าเพื่อรักษาสุขอนามัยในช่องปาก จึงกำหนดให้แปรงสีฟันเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “แปรงสีฟัน” หมายความถึงอุปกรณ์ด้านสุขอนามัยที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้แปรงฟันมีส่วนประกอบโดยทั่วไปคือด้ามจับและกระจุกของขนแปรงที่จัดเรียงเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการทำความสะอาดฟันโดยไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะในช่องปาก

 

ข้อ ๒  ให้แปรงสีฟันเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

 

ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ลักษณะขนแปรง เช่น มนกลม เรียวแหลม รูปโดม ปลายตัด หรืออื่นๆ

(๒) ชนิดของขนแปรง เช่น นุ่มพิเศษ นุ่มปานกลาง หรือแข็ง

(๓) วัสดุที่ใช้ทำด้ามและขนแปรงสีฟัน

(๔) วิธีใช้ เช่น ใช้แปรงฟันอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง

(๕) ข้อแนะนำ เช่น ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อขนแปรงเริ่มบาน และล้างแปรงให้สะอาดหลังใช้และเก็บในที่แห้ง

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

อนุวัฒน์  ธรมธัช

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง/หน้า ๖๘/๖ ธันวาคม ๒๕๔๕


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๔๖)

เรื่อง ให้ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประกอบกับยังไม่มีการแสดงฉลากเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอในการเลือกใช้สำหรับผู้บริโภคเท่าที่ควรในการที่จะทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้านั้น และเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สินค้าเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง จึงกำหนดให้ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ๑.  ในประกาศฉบับนี้

“ปุ๋ยชีวภาพ” หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิตมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพและทางชีวเคมี และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์

“หัวเชื้อจุลินทรีย์” หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีจำนวนเซลล์ต่อหน่วยสูง ซึ่งถูกเพาะเลี้ยงโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์สำหรับผลิตปุ๋ยชีวภาพ

     ๒.  ให้ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ๓.  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ชื่อจุลินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบของปุ๋ยชีวภาพ โดยแจงระดับสกุล (จีนัส) ของจุลินทรีย์เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์

(๒) ปริมาณจุลินทรีย์รวมที่มีชีวิตต่อหน่วยน้ำหนักที่เป็นส่วนผสมของปุ๋ยโดยแจงเป็นจำนวนเซลล์ต่อน้ำหนักปุ๋ยชีวภาพ ๑ กรัม หรือต่อ ๑ มิลลิลิตร ในกรณีที่เป็นของเหลว

(๓) กลุ่มหรือชนิดของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพ เช่น สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวกลุ่มย่อยละลายฟอสเฟต ฯลฯ

(๔) เปอร์เซ็นต์ความชื้น สำหรับปุ๋ยชีวภาพที่เป็นของแข็ง

(๕) วันเดือนปีที่ผลิต และวันเดือนปีที่หมดอายุ

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

อนุวัฒน์  ธรมธัช

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนพิเศษ ๑๑๑ ง/หน้า ๑๖/๒๕ กันยายน ๒๕๒๖


 
 

  



ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๗)

เรื่อง ให้เครื่องเล่นชนิดที่มีล้อเลื่อนเป็นสินที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่ปรากฏว่ามีการนำเครื่องเล่นชนิดที่มีล้อเลื่อนมาจำหน่ายอย่างแพร่หลายซึ่งมีผู้บริโภคได้ซื้อและนำไปใช้และเกิดความไม่ปลอดภัย บางกรณีประสบอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าดังกล่าว จึงกำหนดให้สินค้าเครื่องเล่นชนิดที่มีล้อเลื่อนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้

“เครื่องเล่นชนิดที่มีล้อเลื่อน” หมายความว่า สิ่งที่ใช้เพื่อการกีฬาหรือสำหรับเล่นหรืออุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทำให้ร่างกายเคลื่อนที่ โดยต้องมีองค์ประกอบคือ ล้อหมุน และส่วนที่ใช้ยึดติด หรือประสานกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น รองเท้าสเก็ตชนิดมีล้อ, โรลเลอร์สเก็ต, โรลเลอร์เบลด, สเก็ตบอร์ด และรถสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็ก

     ข้อ ๒  ให้เครื่องเล่นชนิดที่มีล้อเลื่อนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ข้อแนะนำในการใช้ ต้องระบุดังต่อไปนี้

(ก) ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๔ ปี

(ข) การเล่นต้องใส่อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทุกครั้ง ประกอบด้วยหมวกนิรภัย สนับข้อมือ สนับศอก สนับเข่า

(ค) ผู้เริ่มฝึกหัดใช้ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

(ง) ต้องเล่นในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเล่นโดยเฉพาะ

(๒) คำเตือน ต้องระบุว่า “ถ้าไม่ใส่อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”

ข้อความที่เป็น “คำเตือน” ต้องใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า ๓ มิลลิเมตร และติดไว้ที่ตัวสินค้า

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

อนุวัฒน์  ธรมธัช

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๘๐ ง/หน้า ๖๑/๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗


 

 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๔๗)

เรื่อง  ให้น้ำมันอเนกประสงค์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                        โดยที่สินค้าน้ำมันอเนกประสงค์เป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอย่างแพร่หลายประกอบกับสินค้าดังกล่าวแสดงสาระสำคัญเกี่ยวกับฉลากสินค้าไม่ชัดเจนในการเลือกซื้อเพื่อนำไปใช้งาน ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสามารถนำไปใช้เป็นน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ได้ ความจริงแล้วไม่เหมาะสมกับการใช้กับเครื่องยนต์ทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายมีอายุการใช้งานสั้นลง  ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน จึงกำหนดให้น้ำมันอเนกประสงค์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้

“น้ำมันอเนกประสงค์” หมายความว่า น้ำมันที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมหรือการแปรสภาพของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้ว โดยจะมีส่วนผสมของสารเติมแต่งหรือไม่ก็ได้ และใช้สำหรับงานหล่อลื่นภายนอกได้ทุกประเภท

     ข้อ ๒  ให้น้ำมันอเนกประสงค์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(ก) ข้อแนะนำในการใช้ต้องระบุว่า “ใช้สำหรับงานหล่อลื่นภายนอกได้ทุกประเภท เช่น ชิ้นส่วนเครื่องจักรทั่วไป เป็นน้ำมันหยอดทิ้ง น้ำมันหยอดใบเลื่อยโซ่และเฟือง หรืออื่นๆ”

(ข) ข้อห้ามในการใช้ต้องระบุว่า “ห้ามนำไปใช้หล่อลื่นภายในเครื่องยนต์เบนซิน ๔ จังหวะ และเครื่องยนต์ดีเซล หรือใช้แทนน้ำมันเครื่อง 2T”

ข้อความที่เป็น “ข้อห้ามในการใช้” ต้องใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า ๓ มิลลิเมตร และติดไว้ที่ด้านหน้าของน้ำมันอเนกประสงค์

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

อนุวัฒน์  ธรมธัช

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

มยุรี/พิมพ์

๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

สุนันทา/นวพร/ตรวจ

๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

[๑] รก.๒๕๔๗/พ๙๓ง/๘๒/๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๗


 

 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๗)

เรื่อง  ให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอย่างแพร่หลายประกอบกับสินค้าดังกล่าวไม่มีการระบุข้อแนะนำในการใช้งานและคำเตือนให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้งานและทำให้เกิดความปลอดภัย จึงกำหนดให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหาร” หมายถึง ภาชนะและเครื่องใช้สำหรับอาหารที่ผลิตจากสารอัดแบบเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ชนิดใช้ทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารโดยผ่านกระบวนการอัดขึ้นรูปด้วยความร้อน

     ข้อ ๒  ให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ข้อแนะนำในการใช้ ต้องระบุดังต่อไปนี้

(ก) “ควรใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มทำความสะอาด”

(ข) “ก่อนใช้งานครั้งแรกควรล้างด้วยน้ำเพื่อชะล้างสิ่งสกปรก”

(ค) “ไม่แนะนำให้ใช้กับเตาไมโครเวฟ”

(๒) คำเตือน ต้องระบุว่า “ห้ามใช้บรรจุอาหารหรือของเหลวที่มีอุณหภูมิสูงกว่า ๑๐๐ องศาเซลเซียส”

ข้อความที่เป็น “คำเตือน” ต้องใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรอื่น

      ข้อ ๔  ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารที่ผลิตหรือนำเข้า ถ้าปรากฏว่าฉลากที่ได้จัดทำขึ้นไว้ก่อนวันประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ให้ใช้ฉลากเดิมต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ

      ข้อ ๕[๑]  ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

อนุวัฒน์  ธรมธัช

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง/หน้า ๔๕/๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๗


 
 

 

ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

  
  

  

 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๗๐ (พ.ศ. ๒๕๓๙)

เรื่อง กำหนดสายพานตัววีเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้สายพานตัววีเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๒  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่สายพานตัววีที่ผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) สายพานตัววีดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) สายพานตัววีดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

    ข้อ ๓  สายพานตัววีที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลากตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๔

    ข้อ ๔  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่สายพานตัววีหรือที่ภาชนะบรรจุสายพานตัววี และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) ให้ระบุข้อความว่า “สายพานตัววี” และให้ระบุวัตถุประสงค์ของการใช้งานไว้ด้วย

(๓) ชื่อหน้าตัดหรือชื่อขนาด แล้วแต่กรณี

(๔) ความยาวของเส้นรอบวงตามความเป็นจริง โดยให้ระบุว่าเป็นความยาวของเส้นรอบวงใน เส้นรอบวงนอก หรือเส้นรอบวงคาด แล้วแต่กรณี

(๕) เดือนปีที่ผลิต และหรือรหัสรุ่นที่ผลิต

     ข้อ ๕  ให้สายพานตัววีที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓/ตอนที่ ๕๖ ง/หน้า ๑๓๙/๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๓๙)

เรื่อง  กำหนดขวดนมเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “ขวดนม” หมายความว่า ภาชนะที่ใช้เฉพาะสำหรับการบรรจุนมหรือของเหลวอื่นเพื่อการบริโภคของทารกและเด็ก ซึ่งประกอบด้วยขวด ฝา หัวนมยาง และฝาครอบหัวนมยาง และให้หมายความรวมถึงภาชนะรูปแบบอื่นๆ ที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะใช้ทำนองเดียวกับขวดนมด้วย

     ข้อ ๒  ให้ขวดนมเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ในประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่ขวดนมที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(ก) ขวดนมดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทย ว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(ข) ขวดนมดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออกหรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๔  ขวดนมที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลากตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖

     ข้อ ๕  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่ขวดนมหรือภาชนะบรรจุขวดนม และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) ประเทศที่ผลิต

(๓) วิธีใช้และวิธีทำความสะอาด โดยจะมีภาพประกอบด้วยก็ได้ หรือแสดงภาพประกอบคำบรรยายถึงวิธีใช้ และวิธีทำความสะอาดก็ได้

(๔) ให้มีคำเตือนว่า “จะต้องล้างให้สะอาดก่อนใช้ทุกครั้ง” หรือกรณีที่เป็นขวดนมที่ผลิตเพื่อการใช้เพียงครั้งเดียว ให้มีคำเตือนว่า “ผลิตขึ้นเพื่อใช้เพียงครั้งเดียว ห้ามนำมาใช้อีก”

ในกรณีที่ไม่ใช่ขวดนมรูปทรงกระบอก ให้ติดคำเตือนไว้ที่ขวดนมอย่างถาวร

     ข้อ ๖  ถ้าในฉลากจะใช้คำว่า “ขวดนม” หรือข้อความอื่นซึ่งมีความหมายแสดงถึงวัตถุประสงค์ในการใช้เฉพาะสำหรับการบรรจุนมหรือของเหลวอื่นเพื่อการบริโภคของทารกและเด็ก ขวดนมนั้นจะต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ขวดนม

     ข้อ ๗  ให้ขวดนมที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ กันยาย พ.ศ. ๒๕๓๙

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓/ตอนที่ ๘๘ ง/หน้า ๑๓๙/๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๗๓ (พ.ศ. ๒๕๓๙)

เรื่อง  กำหนดเครื่องกรองน้ำเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “เครื่องกรองน้ำ” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์สำหรับติดตั้งกับท่อจ่ายน้ำ เพื่อกรองสี กลิ่น ความขุ่น และหรือความกระด้างออกจากน้ำโดยใช้ไส้กรองหรือสารกรอง

     ข้อ ๒  ให้เครื่องกรองน้ำเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่เครื่องกรองน้ำที่ผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) เครื่องกรองน้ำดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) เครื่องกรองน้ำดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออกหรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๔  เครื่องกรองน้ำที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลาก รวมทั้งเอกสารหรือคู่มือตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖

     ข้อ ๕  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่เครื่องกรองน้ำ และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตขึ้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) เดือน และปีที่ผลิต หรือรหัสรุ่น

(๓) ประเทศที่ผลิต

(๔) คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้และดูแลรักษา

(๕) คำเตือน “เครื่องกรองน้ำนี้สามารถกรองได้เฉพาะสี กลิ่น ความขุ่น และหรือความกระด้างเท่านั้น

      ข้อ ๖  เอกสารหรือคู่มือสำหรับเครื่องกรองน้ำ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถอ่านได้ตามความเหมาะสม และอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) รายชื่อและรูปแสดงส่วนประกอบ การประกอบและการติดตั้ง

(๒) คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้และดูแลรักษา

(๓) คำเตือน “เครื่องกรองน้ำนี้ สามารถกรองได้เฉพาะสี กลิ่น ความขุ่น และหรือความกระด้างเท่านั้น”

 

     ข้อ ๗  ให้เครื่องกรองน้ำที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๑๓ ง/หน้า ๔๕/๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

เรื่อง  ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑

                   โดยที่สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและสินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังนั้น จำต้องกำหนดลักษณะฉลากสินค้าดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลาก จะต้องระบุข้อความ รูป รอยประดิษฐ์หรือภาพตามความเหมาะสม แล้วแต่กรณี แต่ข้อความนั้นจะต้องตรงต่อความเป็นจริงไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาระสำคัญของสินค้านั้นและต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาไทยกำกับภาษาต่างประเทศ เพื่ออธิบายให้เข้าใจความหมายของรูปรอยประดิษฐ์หรือภาพ ที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อ ๒

ความในวรรคหนึ่ง ไม่ใช่บังคับกับฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลาก ที่ผลิตขึ้นเพื่อการส่งออกและไม่ขายในประเทศไทย

      ข้อ ๒  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลาก จะต้องระบุดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อประเภท หรือชนิดของสินค้าที่แสดงให้เข้าใจได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร ในกรณีที่เป็นสินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อประเทศที่ผลิตด้วย

(๒) ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยของผู้ผลิตเพื่อขายในประเทศไทย

(๓) ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยของผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย

(๔) สถานที่ตั้งของผู้ผลิตเพื่อขาย หรือของผู้สั่งหรือผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย แล้วแต่กรณี

(๕) ต้องแสดงขนาดหรือมิติ หรือปริมาณ หรือปริมาตร หรือน้ำหนักของสินค้า นั้น แล้วแต่กรณี สำหรับหน่วยที่ใช้จะใช้ชื่อเต็ม หรือชื่อย่อ หรือสัญลักษณ์แทนก็ได้

(๖) ต้องแสดงวิธีใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้านั้นใช้เพื่อสิ่งใด เช่นใช้ทำความสะอาดพื้นไม้ หรือพื้นกระเบื้อง ภาชนะพลาสติก หรือภาชนะดินเผา ภาชนะเคลือบใช้ตั้งบนเตาไฟ ใช้เข้าไมโครเวฟ ใช้เก็บอาหารในตู้เย็น

(๗) ข้อแนะนำในการใช้หรือห้ามใช้ เพื่อความถูกต้องในการใช้ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค เช่น ห้ามใช้ของมีคมกับการแซะน้ำแข็งในตู้เย็น

(๘) คำเตือน (ถ้ามี)

(๙) วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุการใช้ หรือวันเดือนปีที่ควรใช้ก่อน วันเดือนปีที่ระบุนั้น เพื่อให้เข้าใจในประโยชน์ของคุณภาพหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น (ถ้ามี)

(๑๐) ราคา โดยระบุหน่วยเป็นบาท และจะระบุเป็นเงินสกุลอื่นด้วยก็ได้

     ข้อ ๓  ในกรณีที่ไม่อาจแสดงฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากอย่างถูกต้องตามที่ระบุไว้ในข้อ ๑ และข้อ ๒ รวมไว้ในตำแหน่งที่เดียวกัน เช่น ไม่อาจแสดงไว้ที่สินค้าได้ทั้งหมด ก็ให้แสดงข้อความรูป รอยประดิษฐ์หรือภาพ อย่างหนึ่งอย่างใดไว้ในส่วนหนึ่งส่วนใดที่สินค้าหรือที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้า หรือสอดแทรกหรือรวมไว้กับสินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้า หรือในเอกสารหรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบกับสินค้า หรือป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้น แต่เมื่อรวมการแสดงฉลากไว้ทุกแห่งแล้ว ต้องสามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน

      ข้อ ๓ ทวิ[๑] ให้สินค้าที่ควบคุมฉลากดังต่อไปนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดฉลากตามข้อ ๑ และข้อ ๒ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

(๑) สินค้าที่ขายส่งแก่ผู้ประกอบการใช้ในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องติดฉลาก

(๒) สินค้าประเภทเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์ หรืออะไหล่ของสินค้าประเภทเครื่องจักรกล หรือรถยนต์ หรือรถไถ หรือรถอื่นๆ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องสูบน้ำ และสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อ ๓ ได้ครบถ้วน ให้แสดงฉลากราคาและข้อความอื่นตามข้อ ๒ ไว้ในคู่มือหรือเอกสารหรือบัญชีราคาสินค้า (Price List) ไว้ ณ จุดที่ขาย

(๓) สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไม่ต้องติดฉลาก

      ข้อ ๓ ตรี[๒] สินค้าประเภทน้ำมันเครื่อง ให้ทำฉลากตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และให้ระบุเครื่องหมายและเลขทะเบียนคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเหลวตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมทะเบียนการค้า ในประเภทน้ำมันเครื่องด้วย

      ข้อ ๓ จัตวา[๓] สินค้าประเภทก๊าชหุงต้ม ให้ทำฉลากตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และให้แสดงเครื่องหมายประจำตัวของผู้บรรจุก๊าชตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมทะเบียนการค้าในประเภทก๊าชหุงต้มด้วย

     ข้อ ๔  ในกรณีที่สินค้าใดเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ผู้ผลิตเพื่อขายในประเทศไทย และผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย เป็นผู้จัดทำฉลากของสินค้าตามประกาศฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ในกรณีที่สินค้าใดเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากประกาศกำหนด ตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้สินค้านั้นมีฉลากตามประกาศดังกล่าวใช้ได้ต่อไปภายในระยะเวลาไม่เกิน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

      ข้อ ๕  ให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้รักษาการตามประกาศฉบับนี้

      ข้อ ๖[๔]  ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒[๕]

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ข้อ ๓ ทวิ เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒

[๒] ข้อ ๓ ตรี เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒

[๓] ข้อ ๓ จัตวา เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒

[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนพิเศษ ๙๒ ง/หน้า ๑๓๗/๙ ตุลาคม ๒๕๔๑

[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนพิเศษ ๕๙ ง/หน้า ๒๓/๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๒


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๓)

เรื่อง  ให้ลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่ปรากฏว่ามีการนำลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจนมาจำหน่ายอย่างแพร่หลายซึ่งเกิดกรณีอุบัติเหตุจากการนำลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย จึงกำหนดให้ลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “ลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจน” หมายความว่า ลูกโป่งหรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเหมือนกับลูกโป่งที่อัดลมซึ่งมีส่วนผสมของก๊าซไฮโดรเจน

     ข้อ ๒  ให้ลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

คำเตือน : “ห้ามนำเข้าใกล้เปลวไฟหรือความร้อน” โดยให้ระบุข้อความดังกล่าวเป็นเนื้อเดียวกันกับลูกโป่งบรรจุก๊าซไฮโดรเจน

     ข้อ ๔[๑]  ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๖๕ ง/หน้า ๑๑๒/๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๓)

เรื่อง  ให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่มีการจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงอย่างแพร่หลาย และเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในการซื้อเกี่ยวกับคุณภาพ และราคา จึงกำหนดให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศนี้ “ข้าวสารบรรจุถุง” หมายความว่า ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวทุกประเภทและทุกชนิดที่เรียกชื่ออื่น ซึ่งบรรจุในถุงหรือภาชนะบรรจุอื่นแล้วปิดผนึกวางจำหน่าย

     ข้อ ๒  ให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ชื่อประเภทหรือชนิดของข้าวสารบรรจุถุง

(๒) วิธีการใช้ หรือวิธีการหุงต้ม

ในกรณีที่ในฉลากแสดงถึงคุณภาพหรือมาตรฐานของประเภทหรือชนิดของข้าวสารบรรจุถุง ให้ถือตามมาตรฐานสินค้าข้าวตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. ๒๕๔๐ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ หรือประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การรับรองมาตรฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงจำหน่ายภายในประเภท ลงวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ หรือตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ หรือประกาศกรมการค้าภายในที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะประกาศใช้ต่อไปแล้วแต่กรณี

ในกรณีที่มีการผสมหรือเจือปนข้าวสารอื่นนอกจากที่ระบุชื่อประเภท หรือชนิดของข้าวสารนั้นในฉลาก ให้ระบุจำนวน และชนิดของข้าวสารอื่นที่เป็นส่วนผสมหรือเจือปนนั้นไว้ในฉลากด้วย[๑]

     ข้อ ๔[๒]  ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมภิญา/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่อง ให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)[๓]

รัศม์วรรณวลัย/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ข้อ ๓ วรรคสาม เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) เรื่อง ให้ข้าวสารบรรจุถุงเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)

[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๖๙ ง/หน้า ๑๖๒/๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนพิเศษ ๙๒ ง/หน้า ๑๘/๑๑ กันยายน ๒๕๔๓


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๔)

เรื่อง ให้อัญมณีเจียระไน  และเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก[๑]

                   โดยที่สินค้าอัญมณีเจียระไน และเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนแสดงสาระสำคัญเกี่ยวกับฉลากสินค้าไม่แจ้งชัดในการเลือกซื้อ เพื่อป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภคสมควรแก้ไขการกำหนดข้อความในฉลากเกี่ยวกับการขายอัญมณีเจียระไน และเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้

“อัญมณีเจียระไน” หมายความว่า รัตนชาติที่เป็นเพชรและพลอยตามธรรมชาติที่นำมาเจียระไนตกแต่ง  หรือขัดมันแล้ว  และหมายความรวมถึง  วัสดุที่เลียนแบบหรือวัสดุสังเคราะห์ที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับ

“เครื่องประดับอัญมณีเจียระไน” หมายความว่า เครื่องประดับที่ทำขึ้นด้วยอัญมณีเจียระไน ประกอบขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับต่างๆ ชนิด โดยใช้ทองรูปพรรณหรือแพลทินัมหรือเงิน หรือวัสดุอื่นประกอบด้วย

     ข้อ ๒  ให้อัญมณีเจียระไน และเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๒ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ และข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และข้อ ๓ ทวิ (๑) แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒  ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑) ชื่อและสถานที่ประกอบการ หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยของผู้ผลิตเพื่อขาย หรือของผู้จำหน่าย หรือของผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย แล้วแต่กรณี และในกรณีที่เป็นอัญมณีเจียระไนหรือเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนที่สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย  ให้ระบุชื่อประเทศที่ผลิตด้วย

(๒) อัญมณีเจียระไน หรือเครื่องประดับอัญมณีเจียระไน แล้วแต่กรณีให้ระบุชื่ออัญมณีซึ่งเป็นชื่อทางการค้า โดยอนุโลม ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมศัพท์บัญญัติอัญมณี มอก. ๑๒๑๕ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับความในวรรคสอง และวรรคสามของ (๒) และระบุว่าเป็นอัญมณีธรรมชาติ หรืออัญมณีสังเคราะห์ หรืออัญมณีเทียมห้ามใช้ชื่อของอัญมณีธรรมชาติประกอบคำที่ไม่ใช่อัญมณีธรรมชาติที่เป็นวัสดุเลียนแบบหรือสังเคราะห์ เช่น มรกตเทียม เพชรเทียม มรกตสังเคราะห์ หรือเพชรสังเคราะห์ โดยให้ระบุว่าอัญมณีเลียนแบบ หรืออัญมณีสังเคราะห์ แล้วแต่กรณี

ห้ามใช้คำว่า “เพชร” สำหรับอัญมณีที่ไม่ได้ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (carbon) เพียงธาตุเดียวตามธรรมชาติ

(๓) ต้องแสดงน้ำหนักอัญมณีเจียระไนหรือเครื่องประดับอัญมณีเจียระไนแต่ละชนิดที่ใช้ในการทำเครื่องประดับหรือขึ้นรูป โดยระบุหน่วยเป็นกะรัตหรือใช้สัญลักษณ์ ct แทนก็ได้

(๔) ปริมาณความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณที่ใช้ในการขึ้นรูป โดยระบุหน่วยเป็นกะรัต หรือเปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ หรือใช้สัญลักษณ์ K หรือ % แทนก็ได้

(๕) ราคาให้ระบุเป็นเงินสกุลไทย และจะระบุเป็นเงินสกุลอื่น หรือใช้สัญลักษณ์ของสกุลเงินแทนก็ได้

      ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

อัมพิกา/แก้ไข

๒๕/๙/๔๔

ดลธี/จัดทำ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๓๔ ง/หน้า ๘/๑๐ เมษายน ๒๕๔๔


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖ ( พ.ศ. ๒๕๔๔ )

เรื่อง  ให้ทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่สินค้าทองรูปพรรณแสดงสาระสำคัญเกี่ยวกับฉลากสินค้าไม่แจ้งชัดในการเลือกซื้อ เพื่อป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภค สมควรแก้ไขการกำหนดข้อความในฉลากเกี่ยวกับการขายทองรูปพรรณให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕๐ ( พ.ศ. ๒๕๓๓)  เรื่อง กำหนดทองรูปพรรณ อัญมณีเจียระไน และอัญมณีขึ้นรูปเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓

     ข้อ ๒  ในประกาศฉบับนี้ “ทองรูปพรรณ” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือประกอบขึ้นด้วยโลหะทองคำบริสุทธิ์หรือโลหะทองคำผสม

     ข้อ ๓  ให้ทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๔  ฉลากของทองรูปพรรณที่ควบคุมฉลากตามข้อ ๓ ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑ และข้อ ๓  แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และข้อ ๓ ทวิ (๑) แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒  และให้ระบุข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในฉลากด้วย

(๑)  ชื่อประเภทหรือชนิดของทองรูปพรรณ  ในกรณีที่เป็นทองรูปพรรณที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย  ให้ระบุชื่อประเทศที่ผลิตด้วย

(๒)  ชื่อและสถานที่ประกอบการหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยของผู้ผลิตเพื่อขายหรือของผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายแล้วแต่กรณี

(๓)  ปริมาณความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณ โดยระบุหน่วยเป็นกะรัต หรือเปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ หรือใช้สัญลักษณ์ K หรือ % แทนก็ได้

(๔)  น้ำหนักทองรูปพรรณ โดยระบุหน่วยเป็นกรัม  หรือใช้สัญลักษณ์ ก. หรือ gแทนก็ได้

(๕)  ราคาให้ระบุเป็นเงินสกุลไทย และจะระบุเป็นเงินสกุลอื่น หรือใช้สัญลักษณ์ของสกุลเงินแทนก็ได้

(๖)[๑] ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณขั้นต่ำ ตามที่สมาคมค้าทองคำประกาศ

      ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป[๒]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๔๖) เรื่อง ให้ทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)[๓]

อัมพิกา/แก้ไข

๒๕ กันยายน ๒๕๔๔

สุนันทา/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

[๑] ข้อ ๔ (๖) เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๔๖) เรื่องให้ทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)

[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๓๔ ง/หน้า ๖/๑๐ เมษายน ๒๕๔๔

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนพิเศษ ๑๑๐ ง/หน้า ๕๖/๒๔ กันยายน ๒๕๔๖


  
  

  

  
ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 


ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๑ (พ.ศ. ๒๕๓๗)

เรื่อง กำหนดน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   โดยที่ปรากฏว่า ขณะนี้น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่การแสดงลักษณะเฉพาะยังไม่ชัดเจน ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัยของผู้บริโภคสมควรกำหนดน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้

“น้ำมันเกียร์” หมายความว่า น้ำมันที่ใช้สำหรับหล่อลื่นชุดเฟืองที่ใช้ในยานยนต์ หรืองานอุตสาหกรรม และหมายความรวมถึงน้ำมันที่ใช้สำหรับเกียร์อัตโนมัติ

“น้ำมันเครื่อง” หมายความว่า น้ำมันหล่อลื่นเหลวสำหรับหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้ภายในทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซิน แต่ไม่รวมถึงน้ำมันเครื่องที่ใช้กับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ

     ข้อ ๒  ให้น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(ก) น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(ข) น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๔  น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลากตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕

     ข้อ ๕  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่ภาชนะบรรจุน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจ ดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการของผู้ผลิต

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการของผู้นำเข้า และประเทศที่ผลิต

(ค) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น หรือเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น ผู้ที่เกี่ยวข้องจะตกลงกันให้ระบุเฉพาะชื่อผู้ประกอบธุรกิจและสถานที่ประกอบการของผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งรายใดแต่เพียงรายเดียวแทนก็ได้ แต่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้านั้นจะต้องส่งสำเนาข้อตกลงดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบก่อนจะนำสินค้านั้นออกขาย

ถ้าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) เดือน และปีที่ผลิต

(๓) คำว่า “น้ำมันเกียร์” หรือ “น้ำมันเครื่อง”

(๓) ทวิ[๑] “เครื่องหมายและเลขทะเบียนคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเหลว ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมทะเบียนการค้า” ในประเภทน้ำมันเครื่อง

(๔) ชั้นคุณภาพ (ตามมาตรฐานที่อ้างอิงได้)

(๕) ปริมาตรสุทธิ โดยระบุหน่วยเป็นระบบเมตริก

(๖) ข้อแนะนำในการใช้ และ/หรือข้อห้ามใช้

      ข้อ ๖  ให้น้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๒]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๗๑ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง กำหนดน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)[๓]

ประภาศรี/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ผู้จัดทำ

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ข้อ ๕ (๓) ทวิ เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๗๑ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง กำหนดน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒)

[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑/ตอนพิเศษ ๓๓ ง/หน้า ๑๐๘/๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๗

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓/ตอนที่ ๕๖ ง/หน้า ๑๔๒/๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดสีเทียนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “สีเทียน” หมายความว่าวัสดุที่มีลักษณะเป็นแท่งทำขึ้นโดยมีสีและไขผึ้งเป็นส่วนผสมหลัก ใช้สำหรับวาดภาพหรือระบายสี

     ข้อ ๒  ให้สีเทียนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับแก่สีเทียนที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) สีเทียนดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) สีเทียนดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๔  สีเทียนที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลากตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕

     ข้อ ๕  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่ภาชนะบรรจุสีเทียน และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) เดือน และปีที่ผลิต

(๓) ประเทศที่ผลิต

(๔) คำว่า “สีเทียน”

(๕) จำนวน

(๖) ให้ระบุข้อความที่รับรองว่า “ไม่เป็นอันตราย” สำหรับสีเทียนที่มีส่วนผสมของโลหะหนักในอัตราที่ไม่เป็นอันตราย

(๗) คำเตือน “ห้ามนำเข้าปาก”

     ข้อ ๖  ให้สีเทียนที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๒๐ ง/หน้า ๘๙/๙ มีนาคม ๒๕๓๘


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดจาระบีเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ในประกาศฉบับนี้ “จาระบี” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้จากการผสมน้ำมันแร่ผ่านกรรมวิธีหรือน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์กับสารที่ทำให้เกิดลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว เช่น สารจำพวกสบู่ หรืออื่นๆ และอาจเติมสารเคมีเพื่อให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งาน

     ข้อ ๒  ให้จาระบีเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่จาระบีที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(ก) จาระบีดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทย ว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(ข) จาระบีดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๔  จาระบีที่จะนำออกขายต้องจัดให้มีฉลากตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕

     ข้อ ๕  ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนปิดหรือติดไว้ที่ภาชนะบรรจุจาระบี และข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) เดือน ปีที่ผลิต และ/หรือรหัสรุ่นที่ผลิต

(๓) ให้ระบุข้อความว่า “จาระบี” และให้ระบุคุณสมบัติของการใช้งานไว้ด้วย

(๔) ประเภทและชนิดการใช้งาน

(๕) น้ำหนักสุทธิ เป็นกรัมหรือกิโลกรัม

     ข้อ ๖  ให้จาระบีที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

     ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๒๓/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดหลอดฟลูออเรสเซนต์ (FLUORESCENT LAMPS)เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดหลอดไฟวาวแสงหรือฟลูออเรสเซนต์ (FLUORESCENT) เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๔๖ (พ.ศ. ๒๕๓๒) เรื่อง กำหนดหลอดไฟวาวแสงหรือฟลูออเรสเซนต์ (FLUORESCENT) เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๓๒

(๓) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดหลอดไฟวาวแสงหรือฟลูออเรสเซนต์ (FLUORESCENT) เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๓) ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๔

      ข้อ ๒  ในประกาศฉบับนี้ “หลอดฟลูออเรสเซนต์” หมายความว่า หลอดที่เปล่งแสงออกมาจากสารฟลูออเรสเซนต์ที่เคลือบอยู่บนผิวภายในของหลอด เนื่องจากถูกกระตุ้น โดยรังสีอัลตราไวโอเลตที่เกิดจากกระบวนการปล่อยประจุผ่านไอปรอทที่ความดันต่ำระหว่างไส้หลอดทั้งสองไส้สำหรับให้แสงสว่างเพื่อการใช้งานทั่วไป

      ข้อ ๓  ให้หลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

      ข้อ ๔  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) หลอดฟลูออเรสเซนต์ดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) หลอดฟลูออเรสเซนต์ดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้าให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

      ข้อ ๕  หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่จะนำออกขาย ต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๖ ปิดหรือติดไว้ที่หลอดฟลูออเรสเซนต์ และต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๗ ปิดหรือติดไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุ

      ข้อ ๖  ฉลากที่หลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้า และสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

      ข้อ ๗  ฉลากที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้า และสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) คำว่า “หลอดฟลูออเรสเซนต์”

(๓) ชื่อประเทศที่ผลิต

(๔) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

(๕) ค่าการให้แสงที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นลูเมน หรือมีตัวอักษร Im แทนก็ได้

(๖) อายุการใช้งานที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นชั่วโมง

(๗) ลักษณะของสี เช่น เดย์ไลท์ (Daylight) ไวท์ (White) วอร์มไวท์ (Warm White) ซึ่งจะระบุเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ หรือจะใช้ตัวอักษรย่อของคำว่า เดย์ไลท์ (Daylight) ไวท์ (White) วอร์มไวท์ (Warm White) แล้วแต่กรณีก็ได้

(๘) หลอดฟลูออเรสเซนต์ ประเภทที่ไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์ (Starter) ให้มีคำว่า “ไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์” หรือมีสัญลักษณ์แทนก็ได้

(๙) หลอดฟลูออเรสเซนต์ ประเภทที่ไม่ต้องใช้บัลลาสต์ ให้มีคำว่า “มีบัลลาสต์อยู่ในตัว” หรือมีสัญลักษณ์แทนก็ได้

(๑๐) ค่าประสิทธิภาพการส่องสว่าง โดยระบุหน่วยเป็นลูเมนต่อวัตต์ หรือมีตัวอักษร Im/W แทนก็ได้

      ข้อ ๘  ให้หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๒๖/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘


 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๖ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดหลอดไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

      ข้อ ๑  ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดหลอดไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕๒ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดหลอดไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๔

      ข้อ ๒  ในประกาศฉบับนี้ “หลอดไฟฟ้า” หมายความว่า หลอดไฟฟ้าชนิดที่เปล่งแสงออกมาจากไส้หลอดโดยตรง สำหรับให้แสงสว่างเพื่อการใช้งานทั่วไป

      ข้อ ๓  ให้หลอดไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

      ข้อ ๔  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่หลอดไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) หลอดไฟฟ้าดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) หลอดไฟฟ้าดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

      ข้อ ๕  หลอดไฟฟ้าที่จะนำออกขาย ต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๖ ปิดหรือติดไว้ที่หลอดไฟฟ้าและต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๗ ปิด หรือติดไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุ

      ข้อ ๖  ฉลากที่หลอดไฟฟ้านั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทย จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด หรือช่วงแรงดันไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นโวลต์ หรือมีตัวอักษร v แทนก็ได้

(๓) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

      ข้อ ๗  ฉลากที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุหลอดไฟฟ้านั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้าในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

(๒) ชื่อประเทศที่ผลิต

(๓) แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด หรือช่วงแรงดันไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นโวลต์ หรือมีตัวอักษร v แทนก็ได้

(๔) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

(๕) ค่าการให้แสงที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นลูเมน หรือมีตัวอักษร Im แทนก็ได้

(๖) ลักษณะของขั้วหลอดไฟฟ้า ให้ระบุคำว่า “ชั้วเกลียว” สำหรับหลอดไฟฟ้าแบบขั้วเกลียว และให้ระบุคำว่า “ขั้วเขี้ยว” สำหรับหลอดไฟฟ้าแบบขั้วเขี้ยว หรือแสดงด้วยรูปภาพแทนก็ได้ ยกเว้น หลอดไฟฟ้าที่บรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่มองเห็นลักษณะของขั้วได้ชัดเจน จะไม่ระบุลักษณะของขั้วในฉลากก็ได้

(๗) ลักษณะของแก้ว ให้ระบุคำว่า “หลอดใส” สำหรับหลอดไฟฟ้าแบบแก้วชนิดใส และให้ระบุคำว่า “หลอดฝ้า” สำหรับหลอดไฟฟ้าแบบแก้วชนิดฝ้า ยกเว้นหลอดไฟฟ้าที่บรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่มองเห็นลักษณะของแก้วได้ชัดเจน จะไม่ระบุลักษณะของแก้วในฉลากก็ได้

(๘) ค่าประสิทธิภาพของการส่องสว่าง โดยระบุหน่วยเป็นลูเมนต่อวัตต์ หรือมีอักษร Im/W แทนก็ได้

      ข้อ ๘  ให้หลอดไฟฟ้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๓๑/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘


 
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๗ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดพัดลมไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดพัดลมไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕๔ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดพัดลมไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๔

     ข้อ ๒  ให้พัดลมไฟฟ้าทุกชนิดเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่พัดลมไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) พัดลมไฟฟ้าดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) พัดลมไฟฟ้าดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

 

ข้อ ๔  พัดลมไฟฟ้าที่จะนำออกขาย ต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๕ ปิดหรือติดไว้ที่พัดลมไฟฟ้า และต้องจัดให้มีเอกสารหรือคู่มือตามข้อ ๖

      ข้อ ๕  ฉลากที่พัดลมไฟฟ้านั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตขึ้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทย จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) ชื่อประเทศที่ผลิต

(๓) แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด หรือช่วงแรงดันไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นโวลต์ หรือมีตัวอักษร v แทนก็ได้

(๔) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

(๕) ความถี่ที่กำหนด หรือช่วงความถี่ที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นเฮิรตซ์ หรือมีตัวอักษร Hz แทนก็ได้

(๖) เดือนและปีที่ผลิต หรือรุ่นที่ผลิต ซึ่งจะใช้เป็นรหัสแทนก็ได้

(๗) ขนาดพัดลมไฟฟ้า ให้ระบุหน่วยเป็นมิลลิเมตร หรือมีตัวอักษร mm แทนก็ได้ โดยวัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมที่ลากผ่านปลายสุดของใบพัดลม

(๘) ตำแหน่งต่างๆ ของการควบคุมอัตราเร็ว ต้องแสดงด้วยตัวเลข อักษร หรือสัญลักษณ์อย่างอื่นที่มองเห็นและเข้าใจง่าย ถ้าใช้ตัวเลขแสดงตำแหน่งต่างๆ ตำแหน่ง “ปิด” ให้ใช้ตัวเลข 0 ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ให้ใช้ตัวเลขที่สูงขึ้นตามลำดับอัตราเร็วและตัวเลข 0 ต้องไม่ใช้แสดงตำแหน่งอื่นๆ อีก

      ข้อ ๖  เอกสารหรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบกับพัดลมไฟฟ้าต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทย ข้อความในเอกสารหรือคู่มืออย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) คำแนะนำและคำเตือนการใช้พัดลมไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยและประหยัด

(๒) การบำรุงรักษา

(ก) คำแนะนำวิธีทำความสะอาดและการรักษาพัดลมไฟฟ้า

(ข) การเปลี่ยนชิ้นส่วน ให้แสดงด้วยรูปของพัดลมไฟฟ้าแยกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่อาจเปลี่ยนได้พร้อมรูปของเครื่องมือที่ใช้และคำอธิบายหรือคำแนะนำในการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่น สายไฟฟ้า หน้ากาก ใบพัด

(๓) ประเภทของวัสดุฉนวนของขดลวด และตัวเปลี่ยนอัตราความเร็ว (ถ้ามี)

(๔) ค่าประสิทธิภาพการระบายลม โดยระบุหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อนาทีต่อวัตต์ หรือมีตัวอักษร m๓/min/W แทนก็ได้

      ข้อ ๗  ให้พัดลมไฟฟ้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๓๖/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘


  
 

 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๘ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง กำหนดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๔

      ข้อ ๒  ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

      ข้อ ๓  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารที่ผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(๒) เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

      ข้อ ๔  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารที่จะนำออกขาย ต้องจัดให้มีฉลากตามข้อ ๕ ปิดหรือติดไว้ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหาร และต้องจัดให้มีเอกสารหรือคู่มือตามข้อ ๖

      ข้อ ๕  ฉลากที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารนั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแสดงข้อความเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจดังนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) ชื่อประเทศที่ผลิต

(๓) แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด หรือช่วงแรงดันไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นโวลต์ หรือมีตัวอักษร v แทนก็ได้

(๔) กำลังไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นวัตต์ หรือมีตัวอักษร w แทนก็ได้

(๕) เดือนและปีที่ผลิต หรือรุ่นที่ผลิต ซึ่งจะใช้เป็นรหัสแทนก็ได้

(๖) ขนาดความจุ

      ข้อ ๖  เอกสารหรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทย ข้อความในเอกสารหรือคู่มืออย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารประเภทที่มีชิ้นส่วนใดไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ ให้มีคำเตือนเพื่อให้ทราบว่า ชิ้นส่วนนั้นห้ามสัมผัสน้ำ

(๒) คำแนะนำการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหาร เพื่อความปลอดภัยและประหยัด

(๓) การบำรุงรักษา

(ก) คำแนะนำวิธีทำความสะอาดและการรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหาร

(ข) การเปลี่ยนชิ้นส่วน ให้แสดงด้วยรูปของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารแยกเป็นส่วน ๆ โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่อาจเปลี่ยนได้พร้อมรูปของเครื่องมือที่ใช้ และคำอธิบายหรือคำแนะนำในการเปลี่ยนชิ้นส่วน

ข้อความทั้งหมดในวรรคหนึ่งนั้น จะแสดงไว้ที่ภาชนะบรรจุก็ได้

      ข้อ ๗  ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๔๐/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘


 
 

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก

ฉบับที่ ๖๙ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

เรื่อง กำหนดเต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยฉลากออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

     ข้อ ๑  ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖) เรื่อง กำหนดเต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๒๖

     ข้อ ๒  ในประกาศฉบับนี้

“เต้าเสียบไฟฟ้า” หมายความว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งใช้ต่อกับสายอ่อนของเครื่องใช้ไฟฟ้า มีขาเสียบสำหรับใช้เสียบกับเต้ารับเพื่อเชื่อมวงจรไฟฟ้า และสามารถดึงออกจากเต้ารับไฟฟ้า

“เต้ารับไฟฟ้า” หมายความว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งต่ออย่างถาวรกับสายไฟฟ้าและมีขารับสำหรับรับเต้าเสียบ

     ข้อ ๓  ให้เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

     ข้อ ๔  ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อการส่งออกซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(ก) เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าดังกล่าวต้องแสดงข้อความให้เห็นและอ่านได้ชัดเจนไว้ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุเป็นภาษาไทยว่า “สำหรับส่งออกเท่านั้น” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “For Export Only”

(ข) เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าดังกล่าวต้องอยู่ในความครอบครองของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้จัดหาสินค้านั้นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

     ข้อ ๕  เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าที่จะนำออกขาย ต้องจัดให้มีฉลาก ปิดหรือติดไว้ที่ตัวเต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้า

     ข้อ ๖  ฉลากที่เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้านั้น ต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน ข้อความในฉลากอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(ก) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ระบุชื่อผู้ผลิตและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ผลิต แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นตามความต้องการหรือเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายใด ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ผลิตนั้น

(ข) ในกรณีที่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ให้ระบุชื่อผู้นำเข้าและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้นำเข้า แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการขายของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่มิใช่ผู้นำเข้า ให้ระบุชื่อและสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าที่ได้นำเข้านั้น

ถ้าผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใดมีเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จะระบุเครื่องหมายการค้าแทนชื่อและสถานที่ประกอบการของตนก็ได้

(๒) กระแสไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นแอมแปร์ หรือมีตัวอักษร A แทนก็ได้

(๓) แรงดันไฟฟ้าที่กำหนด โดยระบุหน่วยเป็นโวลต์ หรือมีตัวอักษร v แทนก็ได้

(๔) สัญลักษณ์แสดงชนิดของกระแสไฟฟ้า

(๕) ในกรณีที่เป็นชุดสายต่อให้ระบุกระแสไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้สูงสุด

ในกรณีเต้ารับไฟฟ้าชนิดป้องกันน้ำหรือป้องกันวัตถุภายนอกที่มีระดับชั้นการป้องกันสูงกว่ามาตรฐานปกติที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนดไว้ (IP ๒ X) ให้แสดงสัญลักษณ์หรือข้อความนั้นไว้ที่ภาชนะบรรจุ

      ข้อ ๗  ให้เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีฉลากในขณะนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ต้องจัดให้มีฉลากตามประกาศฉบับนี้ก่อนที่จะนำออกขาย

      ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

มาลดี  วสีนนท์

ประธานกรรมการว่าด้วยฉลาก

ประภาศรี/พิมพ์

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑

รัศม์วรรณวลัย/ตรวจ

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๔๔/๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘

 

 

 

ภูริชญา กันทะเนตร

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.


 
 



  

  


 

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สภาทนาย

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานอัยการสูงสุด

  • คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ