พระราชบัญญัติ

ควบคุมยุทธภัณฑ์

พ.ศ. ๒๕๓๐

                       

 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐

เป็นปีที่ ๔๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

 

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์

 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐”

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖

บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่นที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

 

มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้

“ยุทธภัณฑ์” หมายความว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้  ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗

“สั่งเข้ามา” หมายความว่า สั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยุทธภัณฑ์

“นำเข้ามา” หมายความว่า นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยุทธภัณฑ์

“ผลิต” หมายความว่า ทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ผสม แปรสภาพปรุงแต่ง หรือแบ่งบรรจุซึ่งยุทธภัณฑ์

“มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ และยกเว้นค่าธรรมเนียม กำหนดกิจการอื่นและออกประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับการศุลกากร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

                  

มาตรา ๖  พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่

(๑) ยุทธภัณฑ์ของราชการทหารหรือตำรวจ

(๒) ยุทธภัณฑ์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือสภากาชาดไทยทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(๓) ยุทธภัณฑ์ประจำอากาศยานหรือเรือเดินทะเลตามปกติที่ได้แสดงและให้พนักงานศุลกากรตรวจตามกฎหมายแล้ว

(๔) ยุทธภัณฑ์ประจำยานพาหนะที่ใช้เพื่อการรบของต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางราชการ

(๕) อาวุธซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๓๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ มีไว้ในครอบครองโดยได้รับอนุญาตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๓๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

 

มาตรา ๗  ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ชนิดใดเป็นยุทธภัณฑ์

 

หมวด ๒

คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์

                  

มาตรา ๘  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานกรรมการ เจ้ากรมเสมียนตรา เจ้ากรมพระธรรมนูญ เจ้ากรมการอุตสาหกรรมทหาร เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหาร เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ผู้บัญชาการศูนย์วิทยาศาสตร์และพัฒนาระบบอาวุธกองทัพอากาศ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน กับผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ

 

มาตรา ๙  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

 

มาตรา ๑๐  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก หรือ

(๓) รัฐมนตรีให้ออก

เมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้

ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งแทน ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว

 

มาตรา ๑๑  การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

มาตรา ๑๒  ให้คณะกรรมการมีหน้าที่

(๑) ให้คำวินิจฉัยชี้ขาดแก่ส่วนราชการ องค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจว่าอาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ใดเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่

(๒) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการประกาศกำหนดยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๗

(๓) เสนอแนะหรือให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงกลาโหมในเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมยุทธภัณฑ์

(๔) พิจารณากลั่นกรองการขออนุญาตและเสนอแนะแก่ปลัดกระทรวงกลาโหมในการอนุญาตตามมาตรา ๑๕ ตามที่ได้รับมอบหมาย

(๕) เสนอแนะหรือให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่

(๖) ปฏิบัติการอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย

 

มาตรา ๑๓  ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้

ให้นำมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

 

มาตรา ๑๔  ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณามาเพื่อประกอบการพิจารณาได้

การส่งหนังสือเรียก ให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักทำการงานของผู้รับ

 

หมวด ๓

การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต

                  

 

มาตรา ๑๕  ห้ามมิให้ผู้ใดสั่งเข้ามา นำเข้ามา ผลิต หรือมีซึ่งยุทธภัณฑ์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม

การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนไขไว้ในใบอนุญาตก็ได้

การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรา ๑๖  ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตตามความในหมวดนี้แก่

(๑) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราใดมาตราหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ มาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๓๙ มาตรา ๒๐๙ ถึงมาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๘๘ มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๓๓๕ ถึงมาตรา ๓๓๗ มาตรา ๓๓๙ ถึงมาตรา ๓๔๐ ตรี

(ข) มาตรา ๒๙๕ ถึงมาตรา ๒๙๘ และพ้นโทษยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นโทษถึงวันยื่นคำขอใบอนุญาต เว้นแต่ในกรณีความผิดที่กระทำด้วยความจำเป็น หรือเพื่อเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยบันดาลโทสะ

(๒) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ หรือพระราชบัญญัตินี้

(๓) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปในระหว่างห้าปีนับย้อนขึ้นไปจากวันยื่นคำขอ สำหรับความผิดอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ใน (๑) เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๔) บุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ

(๕) บุคคลซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นคนวิกลจริต

(๖) บุคคลซึ่งไม่มีอาชีพและรายได้

(๗) บุคคลซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ

(๘) บุคคลซึ่งมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันอาจกระทบกระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน

 

มาตรา ๑๗  ประเภทของใบอนุญาตมีดังนี้

(๑) ใบอนุญาตสั่งเข้ามา

(๒) ใบอนุญาตนำเข้ามา

(๓) ใบอนุญาตผลิต

(๔) ใบอนุญาตมี

ใบอนุญาตสั่งเข้ามาให้คุ้มกันถึงผู้นำเข้ามาซึ่งยุทธภัณฑ์ตามใบอนุญาตสั่งเข้ามาด้วย

 

มาตรา ๑๘  ใบอนุญาตตามมาตรา ๑๗ ให้คุ้มกันถึงลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตด้วย และให้ถือว่าการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตที่ได้รับการคุ้มกันเป็นการกระทำของผู้รับใบอนุญาต เว้นแต่ผู้รับใบอนุญาตจะพิสูจน์ได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการสุดวิสัยที่ตนจะล่วงรู้หรือควบคุมได้

 

มาตรา ๑๙  ผู้รับใบอนุญาตสั่งเข้ามาหรือผู้รับใบอนุญาตผลิตต้องแจ้งสถานที่เก็บให้ปลัดกระทรวงกลาโหมพิจารณาก่อน ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมเห็นว่า สถานที่นั้นไม่เหมาะสมในการเก็บยุทธภัณฑ์ จะสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตนำยุทธภัณฑ์ไปเก็บไว้ ณ สถานที่อื่นใดภายในเวลาที่กำหนดก็ได้

 

มาตรา ๒๐  เมื่อรัฐมนตรีประกาศกำหนดยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๗ แล้วให้ผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิต หรือผู้มีซึ่งยุทธภัณฑ์อยู่ในวันที่ประกาศ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศ

 

มาตรา ๒๑  ผู้นำเข้ามาซึ่งยุทธภัณฑ์ที่เป็นของสำหรับใช้ส่วนตัวโดยปกติของผู้นำเข้ามา หรือเป็นของตัวอย่างเท่าที่จำเป็น ต้องแจ้งเป็นหนังสือและส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากร ณ ด่านแรกที่มาถึงจากนอกราชอาณาจักร ถ้านำเข้ามาทางท้องที่ที่ไม่มีด่านศุลกากร ให้ผู้นำเข้ามาแจ้งเป็นหนังสือและส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากร ณ ด่านที่ใกล้เคียงโดยไม่ชักช้า  ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นได้รับใบอนุญาตนำเข้ามาหรือใบอนุญาตมีตามมาตรา ๑๕ และได้แสดงใบอนุญาตกับให้พนักงานศุลกากรตรวจตามกฎหมายแล้ว

เมื่อพนักงานศุลกากรได้รับหนังสือแจ้งและรับมอบยุทธภัณฑ์ไว้แล้วให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังปลัดกระทรวงกลาโหม

 

มาตรา ๒๒  ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากรตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง ให้ผู้นำเข้ามายื่นคำขอรับใบอนุญาตนำเข้ามาและใบอนุญาตมีต่อปลัดกระทรวงกลาโหม

ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมไม่อนุญาต ให้แจ้งคำสั่งนั้นเป็นหนังสือให้ผู้นำเข้ามาทราบและให้ผู้นำเข้ามาส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้นำเข้ามาได้รับแจ้งคำสั่ง ในกรณีที่ไม่สามารถแจ้งคำสั่งให้ผู้นำเข้ามาทราบได้ ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมโฆษณาคำสั่งนั้นทางหนังสือพิมพ์หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นำเข้ามาได้รับแจ้งคำสั่งนั้นแล้ว

 

มาตรา ๒๓  ในกรณีที่ผู้นำเข้ามามิได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากรตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง หรือมิได้ส่งยุทธภัณฑ์กลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง หรือเมื่อได้รับใบอนุญาตนำเข้ามาแล้วไม่มารับยุทธภัณฑ์นั้นไปจากพนักงานศุลกากรจนพ้นกำหนดอายุใบอนุญาตให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ

 

มาตรา ๒๔  ผู้รับใบอนุญาตผลิตและผู้รับใบอนุญาตมีต้องจัดให้มีบัญชีรับจ่ายยุทธภัณฑ์ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลา

 

มาตรา ๒๕  ยานพาหนะใดที่เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผ่านไปนอกราชอาณาจักร ถ้ามียุทธภัณฑ์อยู่ในยานพาหนะนั้น เจ้าของ หรือผู้ครอบครองยุทธภัณฑ์ หรือผู้ควบคุมยานพาหนะตามลำดับคนใดคนหนึ่งแล้วแต่กรณี ต้องแจ้งแก่พนักงานศุลกากร ณ ด่านแรกที่มาถึงจากนอกราชอาณาจักร เพื่อควบคุมหรือเก็บรักษายุทธภัณฑ์ไว้จนกว่ายานพาหนะนั้นจะออกไปจากราชอาณาจักร

ในกรณีที่เจ้าของ หรือผู้ครอบครองยุทธภัณฑ์ หรือผู้ควบคุมยานพาหนะ ไม่มารับยุทธภัณฑ์คืนไปเมื่อยานพาหนะนั้นออกนอกราชอาณาจักร ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ

 

มาตรา ๒๖  ใบอนุญาตซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต แต่มิให้กำหนดเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาตหรือวันที่ได้รับใบอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตเสียก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว จะประกอบกิจการต่อไปก็ได้ จนกว่าปลัดกระทรวงกลาโหมจะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น

การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรา ๒๗  ในกรณีที่ปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ออกใบอนุญาต ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต หรือออกใบอนุญาตให้ไม่เต็มตามจำนวนยุทธภัณฑ์ที่ขออนุญาตไว้ ผู้ขออนุญาตหรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากปลัดกระทรวงกลาโหมแจ้งการไม่ออกใบอนุญาต ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตหรือออกใบอนุญาตให้ไม่เต็มตามจำนวนยุทธภัณฑ์ที่ขออนุญาตไว้

คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ในกรณีมีการอุทธรณ์การขอต่ออายุใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ก่อนที่รัฐมนตรีจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ รัฐมนตรีจะสั่งอนุญาตให้ประกอบกิจการไปพลางก่อน เมื่อมีคำขอของผู้อุทธรณ์ก็ได้

 

มาตรา ๒๘  ถ้าใบอนุญาตสูญหาย ลบเลือน หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ลบเลือนหรือชำรุดนั้น

การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรา ๒๙  เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินอื่น หรือเพื่อคุ้มครองอนามัยของบุคคล ถ้าสถานที่ผลิตยุทธภัณฑ์ สถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ เครื่องจักรกล หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในสถานที่นั้นอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ปลัดกระทรวงกลาโหมจะสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับใบอนุญาตปรับปรุงแก้ไขหรือซ่อมแซมสถานที่เครื่องจักรกล หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในสถานที่ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดก็ได้ และปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราวในระหว่างเวลาดังกล่าวได้

 

หมวด ๔

พนักงานเจ้าหน้าที่

                  

 

มาตรา ๓๐  ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) เข้าไปในสถานที่ผลิตยุทธภัณฑ์ระหว่างเวลาทำการ เข้าไปในสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเข้าไปในยานพาหนะที่บรรทุกยุทธภัณฑ์  ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบสถานที่ ยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น

(๒) นำยุทธภัณฑ์หรือสิ่งอื่นที่ผลิตจากยุทธภัณฑ์ในปริมาณเท่าที่จำเป็นไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุสงสัย

(๓) ตรวจค้น กัก ยึด หรืออายัดยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

(๔) สั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้

ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร

 

มาตรา ๓๑  ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง

บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรา ๓๒  ยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร และสิ่งอื่นใดที่ยึดหรืออายัดไว้ตามมาตรา ๓๐ (๓) ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่ามิใช่เป็นสิ่งที่ต้องริบตามมาตรา ๓๔ หรือพนักงานอัยการหรืออัยการทหารสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีให้พนักงานเจ้าหน้าที่คืนสิ่งที่ยึดไว้นั้นให้แก่ผู้ควรได้รับคืนหรือถอนการอายัดโดยมิชักช้า

ถ้าสิ่งที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือเป็นของที่ใกล้จะหมดอายุการใช้งานตามที่กำหนดไว้ หรือถ้าการเก็บไว้นั้นจะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าแห่งของนั้น ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจจัดการขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นได้ตามที่เห็นสมควร เงินที่ขายได้นั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายทั้งปวงออกแล้ว ให้ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้

ในการคืนสิ่งที่ยึดไว้ให้แก่ผู้ควรได้รับคืนตามวรรคหนึ่ง หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้ตามวรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ควรได้รับคืนให้มารับสิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดคืนไปโดยเร็ว ในกรณีที่ไม่สามารถแจ้งได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์หรือโดยปิดประกาศในที่เปิดเผย ณ สถานที่ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

หากผู้ควรได้รับคืนไม่มาขอรับสิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้คืนไปภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แจ้งเป็นหนังสือหรือวันที่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือวันที่ปิดประกาศในที่เปิดเผย แล้วแต่กรณีตามวรรคสาม ให้สิ่งที่ยึดไว้หรือเงินที่ถือไว้แทนสิ่งที่ยึดไว้นั้นตกเป็นของรัฐ

 

มาตรา ๓๓  สิ่งที่ยึดไว้ตามมาตรา ๓๐ (๓) เมื่อได้ทำการตรวจพิสูจน์เป็นที่แน่นอนว่ามีสภาพหรือแปรสภาพอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ปลัดกระทรวงกลาโหมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้

ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินอันเนื่องมาจากสิ่งที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้โดยไม่ต้องมีคำแนะนำของคณะกรรมการ

 

มาตรา ๓๔  ยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามา นำเข้ามา ผลิต หรือมีโดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

 

มาตรา ๓๕  ยุทธภัณฑ์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้ยึดไว้ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี เพื่อขอรับคืนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยึดไว้ ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ

 

มาตรา ๓๖  ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตให้สั่งเข้ามาไม่ไปขอรับยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามาจากกรมศุลกากรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยุทธภัณฑ์นั้นเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานศุลกากรแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ควบคุมหรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำยุทธภัณฑ์เข้ามา ให้ส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ควบคุม หรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำเข้ามาไม่ปฏิบัติตามที่พนักงานศุลกากรแจ้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ

 

มาตรา ๓๗  ยุทธภัณฑ์ที่ริบหรือตกเป็นของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร

 

มาตรา ๓๘  ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา

 

หมวด ๕

การเพิกถอนใบอนุญาต

                  

 

มาตรา ๓๙  เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ หรือเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือประโยชน์สุขของประชาชน หรือในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อกำหนดซึ่งสั่งหรือกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้เสียเมื่อใดก็ได้

 

มาตรา ๔๐  ผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจะต้องส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร หรือจำหน่าย หรือจัดการด้วยประการใด ๆ ตามที่รัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายจะสั่งเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วถ้าผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้นยังมิได้ปฏิบัติตามที่สั่ง ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ

 

หมวด ๖

บทกำหนดโทษ

                  

 

มาตรา ๔๑  ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ตามที่คณะกรรมการสั่งตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งตามมาตรา ๓๐ (๔) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๒  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๓  ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาต ตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๔  ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่แจ้งสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๕  ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามที่ปลัดกระทรวงกลาโหมสั่งตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๖  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๗  ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๔๘  ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

 

มาตรา ๔๙  ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๓๐ (๑) (๒) หรือ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๕๐  ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๔๒ และการกระทำความผิดนั้นเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี

 

บทเฉพาะกาล

                  

 

มาตรา ๕๑  ใบอนุญาตให้สั่งเข้ามาหรือใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ และถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะรับใบอนุญาตต่อไป ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ก่อนใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุ

 

มาตรา ๕๒  ให้บรรดากฎกระทรวงหรือประกาศซึ่งได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวงหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแทน

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ป.  ติณสูลานนท์

นายกรัฐมนตรี

 

อัตราค่าธรรมเนียม

                  

 

(๑) คำขอ                                                   ฉบับละ               ๒๐          บาท

(๒) ใบอนุญาตสั่งเข้ามา                                    ฉบับละ              ๒๐๐          บาท

(๓) ใบอนุญาตนำเข้ามา                                    ฉบับละ              ๒๐๐          บาท

(๔) ใบอนุญาตผลิต                                         ฉบับละ         ๑๐,๐๐๐          บาท

(๕) ใบอนุญาตมี                                            ฉบับละ              ๒๐๐          บาท

(๖) ใบแทนใบอนุญาต                                      ฉบับละ                ๕๐          บาท

(๗) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละเท่ากับ

ค่าธรรมเนียม สำหรับใบอนุญาตประเภทนั้น

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว สภาพการณ์ของบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากทำให้บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย สมควรปรับปรุงเสียใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

ฐิติพงษ์/ตรวจ

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๔/ตอนที่ ๒๕๔/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๗ ธันวาคม ๒๕๓๐

 


 

-Unoffical  Translation-
 
ARMS CONTROL ACT, B.E. 2530 (1987)

 

  BHUMIBOL ADULYADEJ, REX.

Given on the 30th Day of November B.E. 2530;

Being the 42nd Year of the Present Reign.

 

His Majesty King Bhumibol Adulyadej is graciously pleased to proclaim that:

Whereas it is expedient to revise the law on arms control;

Be it, therefore, enacted by the King, by and with the advice and consent of the National Assembly, as follows:

 

Section 1

This Act is called the “Arms Control Act, B.E. 2530 (1987)”

Section 2

This Act shall come into force as from the day following the date of its publication in the Government Gazette1.

Section 3

The Arms Control Act, B.E. 2476 (1933) shall be repealed.

All laws, rules and other regulations in so far as they have been provided in this Act, or are contrary to or inconsistent with the provisions of this Act, shall be replaced by this Act.

Section 4

In this Act,

“Arms” means weapons, weapons accessories, chemical substances, biological substances, radioactive substances or devices or instruments which may be used in combat or warfare as notified by the Minister in the Government Gazette under Section 7;

“Order” means making an order to import arms into the Kingdom;

“Import” means import of arms into the Kingdom;

“Produce” means making, assembling, repairing, changing, mixing, transforming, modifying or packaging of arms;

“Possess” means having ownership or having in possession of arms;

“Committee” means the Arms Control Committee;

“Competent official” means a person appointed by the Minister for the execution of this Act;

“Minister” means the Minister of Defense.

Section 5

The Minister of Defense shall have charge and control of the execution of this Act and shall have the power to appoint competent official, to issue Ministerial Regulations prescribing fees not exceeding the rates hereto attached, granting exemption from fees, prescribing other acts and issue Notifications for the execution of this Act.

In a matter related to customs, the Minister of Finance shall have charge and control of the execution of this Act.

Such Ministerial Regulations and Notifications shall come into force upon their publication in the Government Gazette.

 

CHAPTER I

General Provisions

 

Section 6

This Act shall not apply to:

(1) military or police arms;

(2) arms of government agency, State organization, State enterprise or the Thai Red Cross Society, as prescribed in the Ministerial Regulation;

(3) arms conventionally equipped with aircraft or sea-going which have been declared to, and inspected by, Customs official;

(4) arms equipped with foreign battle vehicles entering the Kingdom officially;

(5) weapons in possession of the licensees under the Order of the National Administrative Reform Council No. 37, dated 21st October B.E. 2519.

Section 7

The Minister with approval of the Council of Ministers shall have the power to publish in the Government Gazette the Notification prescribing weapons, weapons accessories, chemical substances, biological substances, radioactive substances or devices or instruments which may be used in combat or warfare to be arms.

 

CHAPTER II

Arms Control Committee

 

Section 8

There shall be the committee called the “Arms Control Committee” consisting of the Permanent Secretary for Defense as Chairperson, the Director-General of the Secretariat Department, the Judge Advocate General, the Director-General of the Defense Industry Department, the Director of Joint Logistics, the Director-General of the Ordnance Department, the Director-General of the Naval Ordnance Department, the Director of Armament, the Director-General of the Department of Chemical, the Director-General of the Naval Science Department, the Commander of the Science and Weapon System Development Command of the Royal Thai Air Force, a representative of the Ministry of Agriculture and Cooperatives, a representative of the Ministry of Public Health, a representative of the Ministry of Industry, a representative of the Ministry of Science, Technology and Energy and not more than three qualified members appointed by the Minister as members, and the Director-General of the Office of Policy and Planning shall be member and secretary.

Section 9

A qualified member holds office for a term of two years.

A qualified member who vacates office at the end of the term may be reappointed.

Section 10

A qualified member vacates office before term upon:

(1) death;

(2) resignation; or

(3) being dismissed by the Minister.

If a qualified member vacates office before term, the Minister may appoint another person to fill the vacancy.

If there is an appointment of a qualified member while the appointed qualified members remain in office either an appointment for the additional member or for the fulfillment of the vacancy, such person shall hold office for the remaining term of the appointed qualified member.

Section 11

At a meeting of the Committee, the presence of not less than one half of the total number of members is required to constitute a quorum. If the Chairperson is unable to attend the meeting, or is unable to perform his or her duty, the members shall elect one among themselves to preside over at the meeting.

A decision shall be made by a majority of votes.

In casting votes, each member shall have one vote. In case of an equality of votes, the person who presides over at the meeting shall cast an additional vote as a casting vote.

Section 12

The Committee shall have the duties as follows:

(1) to render decision upon request of a government agency, State agency or State enterprise that any weapon, weapon accessory, chemical substance, biological substance, radioactive substance or device or instrument is arms;

(2) to give opinions to the Minister in the issuance of the Notification under Section 7;

(3) to give suggestions or advices to the Minister or the Permanent Secretary for Defense in relation to arms control;

(4) to scrutinize an application for license and to give suggestions to the Permanent Secretary for Defense in granting of license under Section 15 as entrusted;

(5) to give suggestions or advices to the Minister on appointment of the competent official;

(6) to perform other duties as entrusted by the Minister.

Section 13

The Committee shall have the power to appoint subcommittee to consider any matter or perform any act as entrusted by the Committee.

The provisions of Section 11 shall apply mutatis mutandis to the meeting of sub-committee.

Section 14

In the execution of duties, the Committee shall, for the purpose of its consideration, have the power to summon in writing any person to give statements or to submit any document or object in relation to the matter under its consideration.

The summoning order shall be delivered between sunrise and sunset or via registered post to domicile, residence or work place of the recipient.

 

CHAPTER III

Application for and Granting of License

 

Section 15

No person shall order, import, produce or possess arms without license granted by the Permanent Secretary for Defense.

In granting of license under paragraph one, conditions may be imposed therewith.

The application for and the grant of license shall be in accordance with the rules, procedure and conditions as prescribed in the Ministerial Regulation.

Section 16

The license under this Chapter shall not be granted to:

(1) a person who has been imprisoned by a final judgment through the commission of any offence under the Penal Code as follows;

(a) Section 107 to Section 129, Section 138, Section 139, Section 209 to Section 216, Section 288, Section 289, Section 335 to Section 337 and Section 339 to Section 340 ter;

(b) Section 295 to Section 298 and, on the date the application is made, that person has been released for not exceeding five years as from the date of release, except where such offence has been committed on account of necessity or lawful defence or at the time of receiving provocation;

(2) a person who has been imprisoned by a final judgment through the commission of any offence under the Arms Control Act, B.E. 2476 or this Act;

(3) a person who has been imprisoned by final judgments through the commission of offences other than those specified in (1), except offences committed through negligence or a petty offence, for more than two times within five years prior to the date the application is made;

(4) a person who is not sui juris;

(5) an incompetent or quasi–incompetent or a person of unsound mind;

(6) a person who has no occupation and earning;

(7) a vagrant; or

(8) a person of gross misconduct which may affect public order.

Section 17

Licenses are, viz.:

(1) order license;

(2) import license;

(3) produce license;

(4) possession license.

The order license shall extend to importer of arms under the order license.

Section 18

The licenses under Section 17 shall extend to employees or representatives of the licensees and any act done by employees or representatives of the licensees is deemed to be done by the licensees, provided that the licensees is able to prove that it is impossible to know or control of such act.

Section 19

A licensee of order or produce license shall have to notify the depositary of arms to the Permanent Secretary for Defense for consideration. If the Permanent Secretary for Defense is of opinion that it is unsuitable for arms storage, he or she may order the licensee to store arms at any other depositary within the specified period.

Section 20

Upon the issuance of the Notification under Section 7, the person who orders, imports, produces or possesses arms on the date of such Notification shall apply for license within thirty days as from the date of such the Notification.

Section 21

A person who imports arms which are things for ordinarily personal use or being an example as necessary shall notify in writing the existence thereof and deliver those things to the customs official at the customhouse on arrival. If those things are imported through the locality without customhouse, the importer shall notify the existence thereof in writing and deliver those things to the customs official at the nearest customhouse forthwith, provided that such person is a licensee of the import or possession license under Section 15 and presents that license to the customs official for inspection under the laws.

The customs official shall, upon receiving the written notice and arms, notify in writing to the Permanent Secretary for Defense.

Sections 22

The importer shall, within ninety days as from the date of delivery of arms to the customs official under Section 21 paragraph one, apply for the import license and procession license to the Permanent Secretary for Defense.

If the Permanent Secretary for Defense refuses to grant licenses, the refusal order shall be notified in writing to the importer and the importer shall have to dispatch such arms out of the Kingdom within sixty days as from the date of receiving of order.  In the case where there is unable to notify the refusal order to the importer, the Permanent Secretary for Defense shall publish the order in a newspaper, or pin it up at a conspicuous area of the place where the application is applied, for not less than seven days.  After such period, the importer is deemed to be informed of the order.

Section 23

If the importer fails to apply for licenses within ninety days as from the date of delivery of arms to the customs official under Section 22 paragraph one or fails to dispatch arms out of the Kingdom within the period prescribed in Section 22 paragraph two or fails to return arms from the customs official after receiving import license until the license is expired, such arms shall be vested in the State.

Section 24

The licensee to produce and possession license shall have to prepare inventory account of arms in accordance with the form as prescribed in the Ministerial Regulation. Such inventory account shall be kept ready to be produced to the competent official.

Section 25

If there are arms in a vehicle that transits the Kingdom, the owner or the person who possesses those arms or the person who controls that vehicle respectively, as the case may be, shall notify in writing the existence thereof to the customs official at the customhouse on arrival in order for control or maintain arms until that vehicle departs the Kingdom.

In the case where the owner or possessor of arms or the controller of vehicle fails to recall arms when that vehicle departs the Kingdom, such arms shall be vested in the State.

Section 26

A license issued under this Act shall be valid through the period specified therein, but not exceeding one year as from the date of its issuance or renewal. A licensee who desires to renew license shall apply for the renewal thereof prior to the expiry date specified therein. Upon submission of the application, such licensee may continue his or her business until the Permanent Secretary for Defense refuses to renew license.

The application for and the granting of the renewal of license shall be in accordance with the rules, procedure and conditions as prescribed in the Ministerial Regulation.

Section 27

In the case where the Permanent Secretary for Defense refuses to grant or renew license or where the granted license is not extended all arms as specified in the application, the applicant or the licensee who applies for the renewal of license shall have the right to appeal in writing to the Minister within thirty days as from the date he or she receives the written refusal order or the license which is not extended to all arms as specified in the application from the Permanent Secretary for Defense.

The decision of the Minister shall be final.

In the case where there is appeal against the refusal order to renew license under paragraph one, the Minister may, prior to deliver decision and upon request of the appellant, permit the appellant to continue his or her business temporarily.

Section 28

If a license is lost, disfigured or substantially damaged, the licensee shall apply for a substitute within fifteen days from the date such loss, disfigure or damage is known to him or her.

The application for and the granting of the substitution shall be in accordance with the rules, procedure and conditions as prescribed in the Ministerial Regulation.

Section 29

In order to cease or prevent harm which may happen to human being, fauna, flora or other properties or to protect health of human being, if the place where arms are produced or the depositary or machines, devices or instruments used therein are in such conditions that may be harmful, the Permanent Secretary for Defense may order the licensee in writing to improve, modify or repair that place or machines, devices or instruments used therein within specific period. In such case, the Permanent Secretary for Defense shall have the power to order the licensee in writing to suspend his or her business during such period.

 

CHAPTER IV

Competent Official

 

Section 30

In the execution of duties, the competent official shall have the powers as follows:

(1) to enter into the place where arms are produced during working hours, enter into the depositary of arms between sunrise and sunset or enter into vehicle loaded with arms with a view to inspect that places, arms, containers, accounts, documents or other things related therewith;

(2) to take arms or other things produced from arms in necessary amount as examples for inspection in case of suspicion;

(3) to search, detain, seize or attach arms, containers, accounts, documents or any other things related therewith if there is a reasonable ground to suspect that there is a violation of or failure to comply with this Act;

(4) to summon any person in writing to give statements or submit any document or object for consideration;

In the execution of duties of the competent official, all related person shall render facility thereto.

Section 31

In the execution of duties, the competent official shall produce identification card to related person.

The identification card of the competent official shall be in the form as prescribed in the Ministerial Regulation.

Section 32

If the Permanent Secretary for Defense is of opinion that arms, containers, accounts, documents and other things seized or attached under Section 30 (3) are unable to be forfeited under Section 34 or the Public Prosecutor or Military Prosecutor has the final non-prosecution order, the competent official shall return the things under seizure to deserved person or withdraw the attachment without delay.

If the things under seizure are perishable or their expiry date will become due in the near future or the maintenance of which may cause damages or the maintenance cost may be in excess of their value, the Permanent Secretary for Defense shall have the power to sell them by auction or by other appropriate means, and proceeds thereof shall be held in lieu of the things under seizure after deduction of all incurred cost.

In returning of the things under seizure to deserved person under paragraph one or in returning of proceeds held in lieu thereof under paragraph two, the competent official shall notify of such return in writing to deserved person. If it is unable to notify, the competent official shall advertise of such return in a newspaper or pin such Notification up at a conspicuous area of the place where the application is applied, for not less than seven days.

If deserved person fails to collect the things under seizure or proceeds held in lieu thereof within one hundred and eighty days as from the date of written notice or the date of advertisement in the newspaper or the date of pinning up of the Notification at a conspicuous place, as the case may be, under paragraph three, the things under seizure or proceeds held in lieu thereof shall be vested in the State.

Section 33

If the result of test clearly states that the things under seizure under Section 30 (3) are in the conditions, or having been transformed to the conditions, that may be harmful to human being or properties, the Permanent Secretary for Defense shall, with the advice of the Committee, have the power to order those things under seizure to be destroyed or managed as he or she deems appropriate.

In case of emergency or where it is necessary to prevent human being or properties from harm which may be produced by the things under seizure under paragraph one, the Permanent Secretary for Defense shall have the power to order those things under seizure to be destroyed or managed as he or she deems appropriate without the advice of the Committee.

Section 34

Arms ordered, imported, produced or possessed in violation of, or in contrary to, the provisions of this Act shall be forfeited irrespective of whether there is a person being convicted or not.

Section 35

If it is unable to identify, at the time of seizure, a person who orders, imports, produces or processes of arms seized by the competent official or inquiry official and no person presence as a person who orders, imports, produces or processes of arms with a view to collect the things under seizure within sixty days as from the date of seizure, such arms shall be vested in the State.

Section 36

In the case where a licensee of order license fails to collect arms under his or her order from the Customs Department within sixty days as from the date those arms arrived the Kingdom, the customs official shall notify in writing that licensee or the person who controls vehicle loaded with arms or his or her representative to dispatch such arms out of the Kingdom within thirty days as from the date of receiving of that notice. If the licensee or the person who controls vehicle loaded with arms or his or her representative fails to comply with the notice within the period specified therein, such arms shall be vested in the State.

Section 37

Arms forfeited or vested in the State under this Act shall be delivered to the Ministry of Defense for appropriate management.

Section 38

In the execution of duties, the competent official is deemed to be the competent official under the Penal Code.

 

CHAPTER V

Revocation of License

 

Section 39

For security of the State or public order or public benefit, or in the case where the licensee violates or fails to comply with this Act or fails to comply with the orders or conditions issued under the provisions of this Act, the Minister shall have the power to revoke license granted under this Act.

Section 40

A person whose license is revoked shall have to dispatch arms out of the Kingdom or distribute or manage arms in compliance with written order of the Minister or his or her entrusted person within the period specified therein.  If the person whose license is revoked fails to comply therewith, such arms shall be vested in the State at the lapse of the specified period.

 

CHAPTER VI

Penalties

 

Section 41

Whoever fails to give statements or submit any document or object as required by the Committee under Section 14 paragraph one or by the competent official under Section 30 (4) shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding three months or to a fine of not exceeding three thousand Baht or to both.

Section 42

Whoever violates Section 15 paragraph one shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding five years or to a fine of not exceeding fifty thousand Baht or to both.

Section 43

A licensee who violates or fails to comply with the conditions imposed in the license under Section 15 paragraph two shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding five years or to a fine of not exceeding fifty thousand Baht or to both.

Section 44

A licensee who fails to notify the depositary of arms under Section 19 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding six thousand Baht or to both.

Section 45

A licensee who fails to comply with the order of the Permanent Secretary for Defense issued under Section 19 or Section 29 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding one year or to a fine of not exceeding ten thousand Baht or to both.

Section 46

Whoever fails to comply with Section 21 paragraph one or Section 25 paragraph one shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding three years or to a fine of not exceeding thirty thousand Baht or to both.

Section 47

A licensee who fails to comply with Section 24 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding three months or to a fine of not exceeding three thousand Baht or to both.

Section 48

A licensee who fails to comply with Section 28 paragraph one shall be liable to a fine of not exceeding one thousand Baht.

Section 49

Whoever obstructs or fails to render facilities to the competent official in the execution of his or her duties under Section 30 (1), (2) or (3) shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding six thousand Baht or to both.

Section 50

Whoever commits an offence under Section 42 shall be liable to imprisonment for a term of five years to twenty years if the commission of such offence is a part of rebellion plot under the Penal Code.

 

Transitory Provisions

 

Section 51

 An order or possession license granted under the law on arms control which is in force prior to the date this Act comes into force shall be valid through its expiry date. If the licensee desires to continue license, he or she shall apply for license under this Act prior to the expiry date of the former license.

Section 52

All Ministerial Regulations or Notifications issued under the provisions of the law on arms control shall continue in force insofar as they are not contrary to or inconsistent with the provisions of this Act, provided that they are replaced by Ministerial Regulations or Notifications issued under this Act.

 

Countersigned by General Prem Tinsulananda as Prime Minister

 

 

Rate of Fees

(1)   Application 20 Baht each

(2)   Order license 200 Baht each

(3)   Import license 200 Baht each

(4)   Produce license 10,000 Baht each

(5)   Possession license 200 Baht each

(6)   Substitute of license 50 Baht each

(7)   Renewal of license equals to fee imposed to each kind of license

 

 

Publish in the Government Gazette Vol. 104, Part 254, Special Issue, dated 7th December B.E. 2530 (1987).

 

 


 

Derivatives Act B.E. 2546 (2003)
   

BHUMIBHOL ADULYADEJ, REX.,

Given on the Day of 3rd July, B.E. 2546;

Being the 58th Year of the Present Reign

 

His Majesty King Bhumibhol Adulyadej has been graciously pleased to proclaim that:

Whereas it is expedient to have a law on derivatives;

Whereas this Act contains provisions relating to the restriction of rights and liberties of the persons which Section 29 together with Section 35, Section 36, Section 39, Section 48, and Section 50 of the Constitution of the Kingdom of Thailand allow to be done by virtue of provisions of law;

Be it, therefore, enacted by his Majesty the King by and with the advice and consent of the National Assembly, as follows:

 

Section 1.

This Act shall be called the “Derivatives Act B.E. 2546”

Section 2.

This Act shall come into force after one hundred and eighty days from the date of its publication in the Government Gazette*.

Section 3.

In this Act:

“goods” means any securities, gold, crude oil, or any other property as specified in the notification of the Securities and Exchange Commission (“SEC”) with the approval of the Cabinet, excluding currency.

“variable” means any foreign exchange rate, interest rate, financial index, securities index or any other variable as specified in the notification of the SEC with the approval of the Cabinet.

“derivatives” means any contract having any one or any combination of the following characteristics:

(1) a contract in which one party is obliged to deliver a certain amount of goods as specified in the contract to the other party at a given time in the future, and the other party, in turn, is obliged to make payment for such goods at a price specified therein;

(2) a contract in which one party is obliged to make payment to the other party, or vice versa, in the amount which is equivalent to the difference between the price or value of goods or variable specified in the contract and the price or value of goods or variable prevailing at a given time or period of time in the future as specified in the contract;

(3) a contract in which one party is entitled to demand the other party to deliver goods, or make payment for goods, or make payment in the amount which is equivalent to the difference between the price or value of goods or variable specified in the contract and the price or value of such goods or variable prevailing at a given time or period of time in the future as specified in the contract, or to demand the other party to enter into a contract under subsection (1) or (2).

“derivatives business” means the undertaking of the following businesses:

(1) being a derivatives agent;

(2) being a derivatives dealer;

(3) being a derivatives advisor;

(4) being a derivatives fund manager;

(5) any other businesses relating to derivatives as specified in the notification of the SEC.

“derivatives agent” means any person who, in the ordinary course of business, engages or holds himself out to the general public as being ready to engage as an agent in business of trading in derivatives with others, and has been licensed or registered under this Act, excluding those derivatives agents with the characteristics specified in the notification of the SEC.

“derivatives dealer” means any person who, in the ordinary course of business, holds himself out to the general public as being ready to engage as a counterparty in derivatives with any person who intends to trade in derivatives, by entering or offering to enter into such contract, and has been licensed or registered under this Act, excluding any person trading in or offering to trade in derivatives for his own account on any derivatives exchange licensed under this Act or those derivatives dealers with the characteristics specified in the notification of the SEC.

“derivatives advisor” means any person who, in the ordinary course of business, provides advice to others, or holds himself out to the general public as being ready to provide advice to others, whether directly or indirectly, as to derivatives or advisability of trading in derivatives, and has been licensed or registered under this Act, excluding any persons whose provision of such advice is solely a part of or an incidental to the conduct of his business as a derivatives agent or a derivatives dealer, or any other persons who provides such advice in a manner as specified in the notification of the SEC.

“derivatives fund manager” means any person who, in the ordinary course of business, engages in business of managing funds for others, or holds himself out to the general public as being ready to manage funds for others, in order to seek benefit from derivatives, and has been licensed or registered under this Act, excluding those derivatives fund managers with the characteristics specified in the notification of the SEC.

“derivatives exchange” means any center or network through which derivatives trading is carried out, in the ordinary course of business, whether by way of matching orders or arranging for counterparts, or by way of providing a trading facility or facilitating for those having intention to trade in derivatives to be able to agree upon or enter into a contract, and has been licensed or registered under this Act, excluding any center or network with the characteristics specified in the notification of the SEC.

“derivatives clearing house” means any center or network where services for clearing and settlement of obligations under derivatives trading are provided as an ordinary course of business, and has been licensed or registered under this Act, excluding any center or network with the characteristics specified in the notification of the SEC.

“to trade in derivatives” means to enter into a derivatives.

“derivatives position” means an obligation or right of a person arising from derivatives trading.

“to close out a derivatives position” means to discharge an obligation or terminate rights under an existing derivatives by way of trading in another derivatives which results in an offsetting position or by any other means under the rules of a derivatives clearing house.

“securities” means securities under the Securities and Exchange Act.

“securities exchange” means the Stock Exchange of Thailand under the Securities and Exchange Act.

“securities trading center” means the securities trading center under the Securities and Exchange Act.

“securities clearing house” means the securities clearing house under the Securities and Exchange Act.

“institutional investor” means any investor which is a financial institution under the Commercial Banking Act, a securities company, a non-life insurance company, a life insurance company, a statutory company, a mutual fund, a private fund, the Government Pension Fund, a provident fund or any other legal entities as specified in the notification of the SEC.

“competent officer” means a person appointed by the Minister to execute the duties under this Act.

“SEC Office” means the Office of the Securities and Exchange Commission under the Securities and Exchange Act.

“SEC” means the Securities and Exchange Commission under the Securities and Exchange Act.

“Minister” means the Minister in charge of this Act.

Section 4.

This Act shall not apply to the followings:

(1) any off-exchange derivatives which the obligation on payment is calculated from any foreign exchange rate or interest rate;

(2) any contract to purchase or sell a securities with a [simultaneously] agreement to sell back or buy back such securities;

(3) any contract or any trade as specified in the notification of the SEC.

Section 5.

Any derivatives entered into with or through a derivatives business operator, a derivatives exchange or a derivatives clearing house shall constitute a contract having a legal binding and creating an obligation enforceable under the provisions of law.

Section 6.

Unless otherwise specified by the provisions of this Act, the SEC and the SEC Office shall issue the notification to the general public determining the duration for the consideration and making of order with respect to issuance of license, acceptance for registration and grant of approval under this Act.

Section 7.

All rules, regulations, notifications, directives or any stipulations issued under this Act by the SEC or the SEC Office which are of general application shall come into force upon their publication in the Government Gazette.

Section 8.

The Minister of Finance shall be in charge of this Act and shall have the power to issue notifications and appoint competent officers to perform the duties under this Act.

Such notifications shall come into force upon publication in the Government Gazette.

 

CHAPTER 1

SUPERVISION OF DERIVATIVES TRADING

 

Section 9.

The SEC shall have the power and duty to formulate policies to promote and develop, as well as to supervise, matters concerning derivatives, derivatives business, derivatives exchange, derivatives clearing house, derivatives regulatory association and the prevention of unfair derivatives trading practices. Such power and duty shall include:

(1) the issuance of rules, regulations, notifications, orders, directives or stipulations under this Act;

(2) the determination of application fees, license fees, registration fees, approval fees or the operational fees;

(3) the determination of the scopes and practices for subcommittee members and relevant officers under this Act in order to discharge their duties;

(4) the prescribing of a guideline on handling any problems which may arise from the enforcement of this Act.

Section 10.

In cases where it is necessary to maintain the economic stability or protect the public interest or investors, the SEC shall have the power to impose additional conditions to be complied with by derivatives business operators, derivatives exchanges and derivatives clearing houses.

Section 11.

The SEC shall have the power to appoint a subcommittee to perform any matter as assigned.

The subcommittee under the first paragraph shall comprise of a chairman and at least four other qualified members with knowledge and expertise in relation to the assigned matters.

Section 12.

At least half of the subcommittee members shall form a quorum.

In the subcommittee’s meeting, if the chairman does not present at the meeting or is unable to perform his duty, the subcommittee members present at the meeting shall elect one of them to be the chairman of the meeting.

Final resolutions of the meeting shall be made by majority vote.  Each subcommittee member is entitled to one vote. In the event of a tied vote, the chairman of the meeting shall have a casting vote.

Section 13.

The subcommittee member shall receive remuneration as specified by the Minister.

Section 14.

The SEC Office shall have the power and duty to perform any acts necessary for the implementation of the SEC’s resolutions and to perform any other acts under the provisions of this Act.

Such power and duty of the SEC Office under the first paragraph shall include:

(1) the receipt of administrative fines imposed or fees charged under this Act;

(2) the issuance of notifications or orders pursuant to the provisions of this Act.

All fines and fees received under subsection (1) shall belong to the SEC Office.

Section 15.

To protect the public interest or investors, the SEC Office or the person designated by the SEC Office shall have the power to disclose information concerning any derivatives trading, derivatives business operator, derivatives exchange, derivatives clearing house, derivatives regulatory association or information relating to any violations and penalties imposed on any violators under this Act, including any other information obtained in the execution of duties under this Act, subject to the rules specified in the notification of the SEC.

 

CHAPTER 2

DERIVATIVES BUSINESS

 

DIVISION 1

SUPERVISION OF DERIVATIVES BUSINESS

 

Section 16.

Derivatives business operator shall be a limited company or a

public limited company, except for a derivatives advisor which shall also be an individual, and shall be allowed to undertake a derivatives business only after a license from the SEC has been obtained.

Any derivatives business operator which is a legal entity under Section 17 and engages in derivatives business only with institutional investors shall register with the SEC Office, unless it engages in derivatives fund manager business for a mutual fund under the Securities and Exchange Act, then a license from the SEC is required under the first paragraph.

The application for a license or registration, and the issuance of a license or the acceptance for registration shall be made pursuant to the rules specified in the notification of the SEC.

Section 17.

The derivatives business operator dealing only with institutional investors [and is eligible to register with the SEC Office] under the second paragraph of Section 16 must be a legal entity in any of the following categories:

(1) a commercial bank under the Commercial Banking Act;

(2) a finance company or a credit foncier under the Undertakings of Finance Business, Securities Business and Credit Foncier Business Act;

(3) a securities company under the Securities and Exchange Act;

(4) any other legal entity as specified in the notification of the SEC.

Section 18.

In order to protect customers, maintain the stability of the financial system or control the risks arising from derivatives, the SEC shall have the power to specify in its notification the rules with which the derivatives business operator shall comply.

Section 19.

The SEC Office shall have the power to order the derivatives business operator to submit report or any other document relating to its derivatives business periodically or from time to time as specified by the SEC Office. The SEC Office shall also have the power to require the derivatives business operator to submit any additional explanation or further elaboration on such report or document.

Section 20.

Any derivatives business operator which intends to cease operation in derivatives business of the category so licensed or registered shall submit an application for permission to cease such operation to the SEC Office or the SEC, as the case may be.

In giving permission, the SEC Office or the SEC may impose any conditions with which the applicant shall comply.

 

DIVISION 2

REGULATIONS FOR LICENSED DERIVATIVES BUSINESS OPERATOR

 

Section 21.

The provisions in this Division shall apply to any derivatives business operator which is licensed under Section 16.

Section 22.

Derivatives business operator shall not engage in any other business unless approved by the SEC Office.

Upon receipt of an application for approval under the first paragraph, the SEC Office shall consider the application and notify such derivatives business operator of the outcome of its consideration within sixty days from the date of receipt of such application together with all valid and complete supplementary documents as required by the notification of the SEC Office.

Upon the lapse of time as specified in the second paragraph, if the SEC Office does not notify such derivatives business operator of the outcome of its consideration or does not give any order otherwise, it shall be deemed that the SEC Office has granted its approval of such application.

Section 23.

In cases where the derivatives business operator is an individual, such individual shall not have any of the following prohibited characteristics:

(1) being a person under receivership or a bankrupt;

(2) being an incompetent or quasi-incompetent person;

(3) having disreputable background or managing any business in a manner indicating a lack of professional accountability or due care specified in the notification of the SEC which has taken into account the degree of seriousness of such characteristics;

(4) being a government official or an official in any state agency in charge of the supervision of derivatives business or financial institution;

(5) being a person not having educational qualification, working experience, or other qualifications as specified in the notification of the SEC.

Section 24.

In cases where a derivatives business operator is a legal entity, the appointment or authorization of any person to be or act as a director, manager, or holder of any positions as specified in the notification of the SEC shall be made only with an approval of the SEC Office, provided that such person shall not have any of the prohibited characteristics as prescribed in Section 23.

In cases where it is subsequently found that the person acting as a director, manager, or holding a position under the first paragraph has any prohibited characteristics as prescribed in Section 23, the SEC Office shall have the power to instruct the derivatives business operator to suspend such person from acting in that position and rectify such noncompliance matter or the SEC Office may revoke its approval on such person.

The provisions of the first and second paragraph shall apply, mutatis mutandis, to any person with whom the derivatives business operator enters into an agreement authorizing such person as well as those who work for such person to have full or partial managing power in its derivatives business.

Section 25

Unless an approval of the SEC Office has been obtained, no person can hold shares or be a beneficial owner in shares of any derivatives business operator exceeding ten percents of all shares with the voting rights.

The approval under the first paragraph shall be granted only if such person, or in cases where such person is a legal entity, directors, managers or partners of such person, have no prohibited characteristics as prescribed in Section 23 (3) or any other prohibited characteristics as specified in the notification of the SEC.

In cases where it is subsequently found that the person approved by the SEC Office has any prohibited characteristics under the second paragraph, the SEC Office shall have the power to revoke the approval, unless such prohibited characteristics are those subsequently specified by the notification of the SEC, in that case, such approved person shall comply with the notification within certain period specified by the SEC Office.  Upon the lapse of such period, if such person fails to comply therewith, the SEC Office shall have the power to revoke the approval.

For the purpose of this Section, a beneficial owner shall mean any person with direct or indirect power to:

(1) direct or control the exercise of voting rights in a derivatives business operator;

(2) direct or control the acquisition, distribution or creation of encumbrance over shares issued by a derivatives business operator; or

(3) direct or control any other matter as specified in the notification of the SEC, irrespective of whether such power arises from any agreement, understanding, relationship or else, and whether such power arises from the acquisition or holding of shares by such person or by any other person.

Section 26.

In cases where there is any person, without an approval of the SEC Office under Section 25, holding shares of a derivatives business operator exceeding ten percents of all shares with voting rights, the derivatives business operator shall neither pay dividend or any other benefits with respect to the portion of shares exceeding ten percents to such person nor allow such person to exercise the voting rights with respect to the portion of shares exceeding ten percents in any shareholders’ meeting.

Section 27.

A derivatives business operator shall prepare its accounts stating true and current business operation and financial condition in conformity with the accounting standard as specified by law and any additional regulations as specified in the notification of the SEC.

The provision of the first paragraph shall not apply to a derivatives advisor.

Section 28.

A derivatives business operator shall prepare and submit financial statements to the SEC Office. Such financial statement shall be made available at the office of the derivatives business operator for public access and also be published in at least one local daily newspaper in accordance with the rules specified in the notification of the SEC.

The financial statements under the first paragraph shall be prepared under the criteria as specified in the notification of the SEC and shall be audited with an opinion rendered thereon by a certified public auditor.

The provision of the first paragraph shall not apply to a derivatives advisor.

Section 29.

In cases where the auditor under Section 28 finds that the derivatives business operator has produced any false working papers or disclosed inaccurate or incomplete information in the financial statement or failed to comply with Section 27, such auditor shall disclose his finding or render his opinion and clarify consequences material to the financial statement in his audit report.

Section 30.

The auditor under Section 28 shall be a certified public auditor approved by the SEC Office and shall not be a shareholder, a beneficial owner in shares under the fourth paragraph of Section 24, a director, an officer or an employee of such derivatives business operator. Furthermore, the auditor shall also adhere to the ethical code of auditors and perform the audit under the provisions of the law governing auditors and any additional regulations specified in the notification of the SEC.

The approval of the auditor under the first paragraph shall be made in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC.

 

DIVISION 3

TREATMENT OF CUSTOMER PROPERTY

 

Section 31.

The provisions of this Division shall apply to derivatives agent licensed under Section 16. The SEC may, if appropriate, promulgate the notification to extend the applicability of the provisions of this Division to any other categories of derivatives business operators.

Section 32.

In this Division,

(1) “customer” means any person who uses the service provided by a derivatives business operator;

(2) “customer property” means:

(a) property which a derivatives business operator received or held as performance bond for derivatives traded for the account of a customer;

(b) profit or any other benefit resulted from derivatives traded for the account of a customer;

(c) warehouse receipt, bill of lading, or any other instruments which represent entitlement in property held on trust by a derivatives business operator for its customer with a view to delivery or as a result of acceptance of delivery under derivatives traded for the account of a customer;

(d) cash, securities, or any other property which a customer has deposited with a derivatives business operator for purposes of payment for goods to be received under derivatives traded for the account of such customer, or which a derivatives business operator has received for or on behalf of a customer in return for delivery of goods under derivatives traded for the account of a customer;

(e) proceeds remain from the sale of customer’s securities held on trust by a derivatives business operator for the account of such customer as a result of his default pursuant to Section 36.

(f) any other liquid assets as specified in the notification of the SEC.

Section 33.

A derivatives business operator shall segregate the customer property from its own, and shall prepare and keep account of customer property for each customer separately from the account of its own, in accordance with the rules specified in the notification of the SEC.

In cases where the derivatives business operator has advanced its own property to secure or satisfy the obligations incurred incidental to or resulted from derivatives traded for the account of a customer, it shall, in compliance with the rules specified in the notification of the SEC, prepare and keep account of such advances.

The item and amount of property as indicated in the account under the first and second paragraph are presumed to be correct, unless it can be proven otherwise.

Section 34.

A derivatives business operator shall not use the customer property for any purposes other than the followings:

(1) customer property shall only be used for derivatives trading, or for any other purposes incidental to or resulted from derivatives trading, of the customer whose property is accounted for;

(2) where the customer property is cash, the derivatives business operator may use such cash to seek other benefit rather than the purposes specified in subsection (1), provided that the derivatives business operator has obtained consent from the customer and complied with the rules as specified in the notification of the SEC. Should there be any interest or benefit arising there from, whether such interest or benefit shall belong to the derivatives business operator or the customer or be allocated in any manner is subject to agreement made between the derivatives business operator and the customer.

Section 35. 

In cases where the customer property is securities, the derivatives business operator may request the customer to transfer such securities into its account to be held on trust for such customer.

When the derivatives business operator is required to transfer the securities under the first paragraph to the customer, it may transfer the securities of the same class, series and type issued by the same issuer or mutual fund project in the equivalent amount to such customer.

In transferring such securities to the customer, the derivatives business operator shall also deliver all interests or any benefit arising from such securities to such customer unless agreed otherwise.

The provisions of the second and third paragraph shall apply mutatis mutandis to the transfer of securities which the derivatives business operator deposits with another person.

Section 36.

In cases where a customer defaults on an obligation under derivatives trading, the derivatives business operator shall give notice to the customer to settle such obligation within a reasonable period of time. If the customer fails to do so within such period of time, the derivatives business operator may sell the securities held on trust for the account of such customer in the market where such securities are normally traded.  If, however, the sale in such market is unable to consummate, the derivatives business operator may sell such securities by any other means which fair price can be achieved.

The proceeds obtained from the sale of such securities shall be used to satisfy the obligations under the first paragraph and reimburse the expenses necessarily incurred incidental to such sale. The remaining proceeds, if any, shall be credited into the account of the customer.

Section 37.

In cases where a court orders to accept a customer’s petition for business reorganization or orders the receivership of a customer in a bankruptcy case, the official receiver shall give notice to the derivatives business operator and the SEC Office without delay, in which case, the derivatives business operator shall:

(1) close out the customer’s derivatives position, which remain open on the date on which the court so ordered, in accordance with the rules of the derivatives clearing house;

(2) enforce the performance of customer’s obligation against such customer’s property, regardless of whether such property is in the custody of the derivatives business operator or is placed or deposited by the derivatives business operator with any other person, provided that, the obligation is incurred incidental to or resulted from derivatives traded before or on the date on which the court so ordered, or is incurred from the closing out of the customer’s derivatives position under subsection (1).

In selling customer property to repay such customer’s indebtedness, if the property to be sold is securities, the derivatives business operator shall sell such securities in the market where such securities are normally traded. If, however, the sale in such market is unable to consummate, the derivatives business operator shall sell such securities by any other means which fair price can be achieved;

(3) set off the obligation of the customer incurred incidental to or resulted from the derivatives traded for the account of such customer before or on the date on which the court so ordered, or incurred from the closing out of the customer’s derivatives position under subsection (1), against the obligation of the derivatives business operator, which remain unsettled at the time the court so ordered, even if the objects thereof are not the same, or the obligations are subject to conditions or terms as to time, or the derivatives business operator becomes entitled to the claim underlying such obligation after the date on which the court so ordered.

In cases where the obligation owed by the customer to the derivatives business operator is subject to condition precedent, when the derivatives business operator requests to set off against such obligation, the derivatives business operator shall provide collateral for the amount requested for set off to the administrator of the customer estate appointed under the Bankruptcy Act.

Section 38.

After the derivatives business operator has taken steps under Section 37, should there remains any customer property, the derivatives business operator shall deliver such property to the administrator of the customer estate appointed under the Bankruptcy Act.

Section 39.

In cases where the court orders the business reorganization of a customer or the receivership of a customer, the provisions of the second paragraph of Section 90/40, Section 90/41, Section 114, and Section 115 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940), as the case may be, shall not apply to the settlement of obligation under derivatives, the acquisition or holding of property to secure such customer’s obligation under derivatives, or the closing out of such customer’s derivatives position, unless the planner, the plan administrator, or the official receiver can prove that the derivatives business operator is aware of the fact that the customer has taken or connived in such action with a view to preventing other creditors of the customer from receiving repayment of indebtedness, either in whole or in part, or that the derivatives business operator has failed to comply with business conventions in taking such action.

Section 40.

In proceeding under Section 37, if the customer property is insufficient to cover all indebtedness owed to the derivatives business operator, the derivatives business operator shall be entitled to file a claim for the deficient amount under the business reorganization proceedings or bankruptcy proceedings where the customer is the debtor. Such claim shall, however, be submitted within the time specified in Section 90/26 or Section 91 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940), as the case may be.

 

DIVISION 4

PROTECTION OF CUSTOMER PROPERTY

 

Section 41.

The provisions of this Division shall apply to any derivatives trading agent licensed under Section 16. The SEC may, if necessary, promulgate the notification to extend the applicability of the provisions of this Division to any other categories of derivatives business operator.

Section 42.

In this Division,

(1) “customer” means:

(a) any person who uses the service provided by a derivatives business operator and holds a net claim against such derivatives business operator arising out of derivatives traded through or with such derivatives business operator; or

(b) any person other than person in subparagraph (a) who holds a net claim against such derivatives business operator arising out of the trading in derivatives, closing out of derivatives positions, or adjusting the value of a derivatives to which such person in subparagraph (a) is obliged.

(2) “property deemed to be owned by customer” means the following property, unless otherwise specified in the notification of the SEC:

(a) customer property under Section 32 (2) including any interest or benefit arising there from;

(b) open derivatives of the customer;

(c) property segregated from that of the derivatives business operator under Section 33;

(d) over-collateralized portion of property placed by the customer with a derivatives business operator as collateral for a loan granted for derivatives trading;

(e) securities or any other financial instrument held by a derivatives business operator in its own account, which are of the same class, series and type issued by an issuer or mutual fund project as those owned by the customer, provided that, the amount of which shall be limited to that required for return to satisfy the claim of the customer against the derivatives business operator;

(f) any other property as specified in the notification of the SEC.

Section 43.

When a derivatives business operator becomes a debtor by judgment or a debtor under receivership, the property deemed to be owned by customer shall not be regarded as property subject to seizure or attachment in the civil case and shall not be regarded as the bankruptcy estate which may be distributed among creditors of the derivatives business operator in the bankruptcy case.

In cases where the derivatives business operator is under receivership under the first paragraph, the official receiver and the SEC Office shall have the power to segregate and manage property deemed to be owned by customer in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC by consultation with the Minister of Justice.  Such power shall include:

(1) gather and allocate property deemed to be owned by customer in order to return them to the customer;

(2) transfer account and property deemed to be owned by customer to other derivatives business operator;

(3) close out the derivatives position of customer in cases where the transfer of account and property to other derivatives business operator is incapable;

(4) compromise, sue, try the case, or take any other acts to complete the management of the property deemed to be owned by customer.

In proceeding under the second paragraph, the official receiver and the SEC Office may authorize any other person to take such acts on their behalf.

Section 44.

In managing property deemed to be owned by customer under Section 43, the customers who have no interest associated with the derivatives business operator in a manner as specified in the notification of the SEC shall be entitled to receive the allocated property prior to others.

Section 45.

In cases where the court orders the receivership of a derivatives business operator, and the management of property deemed to be owned by customer under Section 43 has been finalized, should any customer has acquired the property partially, such customer shall be entitled to file a claim for the deficient amount in the bankruptcy proceedings where the derivatives business operator is the debtor. Such claim shall, however, be submitted within the time specified in Section 91 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940).

Section 46.

When a derivatives business operator is ordered by the government or any regulatory body under any other laws to suspend its business either in whole or in part, such derivatives business operator shall notify the SEC Office of such fact without delay.

When the event under the first paragraph has been occurred, the property deemed to be owned by customer shall not be regarded as property subject to the restriction of distribution, disposal or transfer effectuate by due and legal order suspending wholly or partially of business operation of the derivatives business operator.

 

DIVISION 5

SETTLEMENT OF DISPUTES BY ARBITRATION

 

Section 47.

For the purpose of providing customer protection as well as providing expeditious and fair alternative dispute resolution, the customer may request the SEC Office to arrange the arbitration for the settlement of civil dispute occurred incidental to or resulted from the derivatives business. In making such request, the customer shall give the derivatives business operator a notice expressing his intent to settle the dispute by means of arbitration. Upon the derivatives business operator’s receipt of such notice, it shall be deemed that both parties have agreed to enter into an arbitration agreement to settle the dispute so occurred.

The disputes to be referred to arbitration under the first paragraph shall represent the amount in dispute not more than that specified in the notification of the SEC.

Section 48.

The Arbitration Act shall apply to the settlement of disputes under Section 47 mutatis mutandis.

 

DIVISION 6

MEASURES TO PROTECT CUSTOMER PROPERTY AND SETTLEMENT SYSTEM FOR DERIVATIVES

 

Section 49.

The derivatives business operator shall maintain the financial condition as required under the notification of the SEC.

Section 50. 

In cases where there is evidence that a derivatives business operator fails to maintain the financial condition as required under the notification of the SEC pursuant to Section 49, or operates its business in any manner which may cause damage to customer property or to the settlement system for derivatives, or there is any event which may materially affect the derivatives business operator's financial condition or operation, the SEC Office shall have the power to order such derivatives business operator to:

(1) refrain from trading in derivatives unless such trading is for the purpose of closing out derivatives position;

(2) transfer derivatives position of customer and customer property to other derivatives business operator;

(3) close out derivatives position of customer if the transfer thereof to other derivatives business operator is incapable;

(4) close out derivatives position of the derivatives business operator;

(5) undertake or refrain from undertake any action as the SEC Office deems appropriate.

If any event under the first paragraph occurs and there is an urgent need to protect or alleviate potential damage or if the derivatives business operator fails to comply with the order under the first paragraph, the SEC Office shall have the power to order the derivatives business operator to suspend its business operation either in whole or in part and shall also be empowered to proceed with subsection (2), (3) or (4).

Section 51.

In cases where the SEC Office orders suspension of the operation of a derivatives business operator either in whole or in part under the second paragraph of Section 50, the SEC Office may authorize any derivatives clearing house to proceed with Section 50 (2), (3) or (4) on its behalf.

Section 52.

The derivatives business operator shall be bound to the actions undertaken by the SEC Office under Section 50 or by the derivatives clearing house under Section 51 as if such derivatives business operator has undertaken such actions by itself.  Any expenses incurred thereby shall be paid out of such derivatives business operator’s property.

Section 53.

The actions undertaken in good faith under Section 50 (2), (3), (4), and (5) or Section 51 shall be deemed to have legal binding and shall not be subject to Section 113, Section 114 and Section 115 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940), and Section 237, Section 349 and Section 350 of the Civil and Commercial Code. However, if the action taken is the transferring of derivatives position of customer or customer property to other derivatives business operator, such action shall in no way prejudice the customers’ right under the second paragraph of Section 308 of the Civil and Commercial Code.

 

CHAPTER 3

DERIVATIVES EXCHANGE

 

DIVISION 1

SUPERVISION OF DERIVATIVES EXCHANGE

 

Section 54.

Derivatives exchange shall be a public limited company and shall be allowed to provide services thereof only after a license from the SEC has been obtained.

Derivatives exchange which provides services only for institutional investors to trade in derivatives for their own accounts shall be a limited company or a public limited company and shall be allowed to provide services thereof only after a registration with the SEC has been made.

The application for a license or registration, and the issuance of a license or the acceptance for registration shall be made pursuant to the rules specified in the notification of the SEC.

Section 55.

In order to protect investors, maintain the stability of the financial system or control risks arising from derivatives, the SEC shall have the power to specify in its notification the rules with which the derivatives exchange shall comply.

 

DIVISION 2

REGULATIONS FOR DERIVATIVES EXCHANGE

 

Section 56.

Except for Section 70, the provisions of this Division shall not apply to the derivatives exchange under the second paragraph of Section 54.

Section 57.

A derivatives exchange shall have:

(1) sufficient financial resources for the proper performance of its operation and for the assumption of any risks associated with the operation of the derivatives exchange;

(2) system for settlement of obligations under derivatives provided by a derivatives clearing house of its own or other derivatives clearing house;

(3) measures to promote and maintain the standard of integrity, reliability as well as fairness in relation to derivatives trading;

(4) efficient system to record and disseminate information regarding price quotation and derivatives trading;

(5) contingency plan to accommodate any emergency which may affect derivatives trading or settlement of obligations under derivatives;

(6) efficient arrangement for the handling of complaints or disputes in connection with the derivatives trading on the derivatives exchange or in respect of the use of services provided by the derivatives exchange;

(7) rules for the admission of members which shall take into consideration the fitness and status of the applicants; and

(8) rules applicable to members and arrangement for the monitoring and enforcement of compliance by members with its rules and code of ethics in undertaking derivatives business.

Section 58.

A derivatives exchange shall take steps to ensure that its members enter into a commitment to comply with the rules of the derivatives exchange and agree to be subject to disciplinary actions imposed by the derivatives exchange for any contravention of or noncompliance with such rules.

Subject to the rules specified in the notification of the SEC, the derivatives exchange rules under the first paragraph shall provide procedural due process to members and shall include a system, in form of a committee, for consideration of appeals filed by the members against the disciplinary sanction.

The SEC rules promulgated under the second paragraph shall specify the committee members’ qualifications, the procedures on appeal submission, and consideration thereon.

Section 59.

In cases where there is any person holding more than five percents of the total number of shares of a derivatives exchange, such derivatives exchange shall neither pay dividend or any other benefits with respect to the portion of shares exceeding five percents to such person nor allow such person to exercise the voting right with respect to the portion of shares exceeding five percents in any shareholders’ meeting, unless a waiver thereof has been given by the SEC.

Section 60.

At least two fifth of the board of directors of the derivatives exchange shall be the persons capable of performing the duties to protect the interest of members, investors or stakeholders of the derivatives market with appropriate combination of representation as specified in the notification of the SEC.

Section 61.

Other than qualifications and prohibited characteristics as specified by the Public Limited Companies Act, directors of a derivatives exchange shall not have any of the following prohibited characteristics:

(1) having disreputable background or managing any business in a manner indicating a lack of professional accountability or due care as specified in the notification of the SEC;

(2) being a political official;

(3) being a government official or an official in any state agency in charge of the supervision of derivatives exchange or financial institution;

Section 62.

Other than the cause of vacating from the office as specified by the Public Limited Companies Act, a director of the derivatives exchange shall be vacated from his office upon:

(1) possession of any prohibited characteristics under Section 61;

(2) removal by the SEC due to his gross incompetent in the performance of his duty or misconduct.

Section 63.

The rules of the derivatives exchange shall be enforceable only with the approval of the SEC.

In cases where the rules under the first paragraph may affect the business operations or interest of members, investors or stakeholders of the derivatives exchange, the derivatives exchange shall arrange a hearing of opinions from such persons and submit a report on such hearing to the SEC in support of the consideration for approval on the proposed rules.

The SEC’s approval under the first paragraph and the hearing of opinions under the second paragraph shall not be requisite to any rules relating to the derivatives exchange’s internal administration or any other rules as specified in the notification of the SEC.

Section 64.

When a derivatives exchange has proposed rules for the SEC’s approval, the SEC shall consider such rules and notify such derivatives exchange of the outcome of its consideration within forty five days from the date of receipt of such proposed rules together with all valid and complete supplementary documents as required by the notification of the SEC Office.

The SEC shall approve rule of the derivatives exchange unless such rules:

(1) are not consistent with the requirements specified in Section 57 or are not adequate to ensure the fulfillment of the requirements specified in Section 57; or

(2) are not fair and equitable to members, investors or stakeholders of the derivatives exchange.

Upon lapse of time as specified in the first paragraph, if the SEC does not notify such derivatives exchange of the outcome of its consideration or does not give a notice instructing amendment of such rules to the derivatives exchange, it shall be deemed that the SEC has granted its approval of such rules.

Section 65.

In cases where there is any change of facts and circumstances, the SEC shall have the power to order the derivatives exchange to issue additional rules, or revoke or amend the existing rules, and shall also be empowered to order the derivatives exchange to undertake any other actions as the SEC deems appropriate.

Section 66.

Where it is necessary, a derivatives exchange may, without following the procedures under Section 63, issue rules enforceable temporarily, provided however that, the derivatives exchange has complied with the rules as specified in the notification of the SEC.

If the SEC is of the opinion that the derivatives exchange takes the action under the first paragraph not in good faith, without reasonable cause, or fails to comply with the rules as specified under the first paragraph, the SEC shall have the power to order the derivatives exchange to revoke or amend such rules or undertake any other actions as the SEC deems appropriate.

Section 67.

A contract of derivatives may be traded only after the derivatives exchange has submitted the form and terms of such derivatives to the SEC Office and the SEC Office has granted its approval in material substances thereon.

Upon the receipt of an application for approval of the form and terms of a derivatives, the SEC Office shall consider the application and notify such derivatives exchange of the outcome of its consideration within forty five days from the date of receipt of such application together with all valid and complete supplementary documents as required by the notification of the SEC Office. However, if there is a necessity which causes it unable to conclude its consideration within the period so specified, such notice period shall be extended to not more than thirty days from the prior expiration date.

The derivatives exchange may apply for revocation of or amendment to the form and terms of the derivatives approved under the first paragraph, in which case, the provisions of the first and second paragraph shall apply mutatis mutandis.

Section 68.

In cases where it is subsequently found that the derivatives approved under Section 67 does not desirable to the current economic circumstances, the SEC Office shall have the power to revoke the approval granted.

Section 69.

The SEC Office shall consult the Bank of Thailand prior to granting or revoking an approval under Section 67 and Section 68, if the goods underlying the derivatives are bond or treasury bill, or the derivatives obligates the parties to make a payment in the amount calculated from foreign exchange rate or interest rate.

Section 70.

Where it is necessary to maintain the stability of the financial system, the economic of the country or the stability of the trading and settlement system of the derivatives market, the SEC shall have the power to order the derivatives exchange to:

(1) suspend derivatives trading unless such trading is for purposes of closing out derivatives positions;

(2) instruct the closing out of derivatives positions;

(3) limit the trading price range of derivatives;

(4) amend or temporarily suspend the application of any rules issued by the derivatives exchange;

(5) undertake or refrain from undertaking any action as the SEC deems appropriate.

In proceeding under the first paragraph, if it is necessary for the derivatives exchange to amend or issue additional rules, the derivatives exchange shall not be required to propose such rules to the SEC for approval under Section 63. Under this circumstance, the rules so amended or issued shall be deemed to have been approved by the SEC.

Where there is the necessity in connection with trading of the derivatives which obligates the parties to make a payment in the amount calculated from foreign exchange rate which may affect the stability of the financial system, the economic of the country or the stability of the trading and settlement system of the derivatives market, the Bank of Thailand may notify the SEC to consider on taking any actions as specified in the first paragraph.

Section 71.

When a derivatives exchange has ordered any disciplinary sanction on its members, it shall inform the SEC Office of such action together with any relating documents without delay.

Section 72.

In cases where a derivatives business operator which is a member of any derivatives exchange violates or fails to comply with any rules set forth by the derivatives exchange and such action amounts to the similar nature of any violation of or failure to comply with the rules as specified in the notification of the SEC or the SEC Office, and the derivatives exchange has already imposed the disciplinary sanction on such member, the SEC or the SEC Office may withhold its decision to impose any administrative sanction on such derivatives exchange’s member if it is deemed that the appropriate sanction has already been imposed on such member.

Section 73.

In order to protect the public interest or investors, the derivatives exchange shall have the power to disclose information concerning derivatives trading, members of the derivatives exchange or information relating to violations and disciplinary sanctions imposed on its members as well as any other information obtained from the operation of the derivatives exchange, subject to the rules specified in the notification of the SEC.

In cases where any person is of the opinion that the derivatives exchange has not adequately disclosed the information, such person may propose the recommendation to the SEC to promulgate rules imposing the derivatives exchange to disclose additional information.

Section 74.

The provisions of Section 20, Section 22, Section 27 and Section 28 shall apply to the derivatives exchange mutatis mutandis.

The provisions of Section 29 and Section 30 shall apply to the auditor of the derivatives exchange mutatis mutandis.

 

CHAPTER 4

DERIVATIVES CLEARING HOUSE

 

DIVISION 1

SUPERVISION OF DERIVATIVES CLEARING HOUSE

 

Section 75.

Derivatives clearing house shall be a limited company or a public limited company and shall be allowed to provide services thereof only after a license from the SEC has been obtained.

Derivatives clearing house which provides services only for clearing and settlement of derivatives traded for institutional investors to clear and settle derivatives traded for their own accounts shall be a limited company or a public limited company and shall be allowed to provide services thereof only after a registration with the SEC Office has been made.

The application for a license or registration, and the issuance of a license or the acceptance for registration shall be made pursuant to the rules specified in the notification of the SEC.

Section 76.

In order to protect investors, maintain the stability of the financial system or control risks arising from derivatives, the SEC shall have the power to specify in its notification the rules with which the derivatives clearing house shall comply.

 

DIVISION 2

REGULATIONS FOR DERIVATIVES CLEARING HOUSE

 

Section 77.

Except for Section 79, the provisions of this Division shall not apply to the derivatives clearing house under the second paragraph of Section 75.

Section 78.

A derivatives clearing house shall have:

(1) sufficient financial resources for the proper performance of its operation and for the assumption of any risks associated with the operation of the derivatives clearing house;

(2) system for settlement of obligations under derivatives to ensure that the obligations under derivatives shall be performed, including a clear procedure to deal with any default on obligations under derivatives;

(3) contingency plan to accommodate any emergency which may affect settlement of obligations under derivatives;

(4) rules for the admission of members which shall take into consideration the fitness and financial condition of the applicants;

(5) rules applicable to members and arrangement for monitoring and enforcement of compliance by members with its rules; and

(6) system to monitor and audit the members’ financial condition and derivatives positions.

Section 79.

Where it is necessary to maintain the stability of the financial system, the economic of the country or the stability of the trading and settlement system of the derivatives market, the SEC shall have the power to order the derivatives clearing house to:

(1) instruct its members to place additional collateral for derivatives;

(2) alter the maximum level of the derivatives position which any members or its customers may hold;

(3) close out derivatives position;

(4) undertake or refrain from undertaking any action as the SEC deems appropriate.

In proceeding under the first paragraph, if it is necessary for the derivatives clearing house to amend or issue additional rules, the derivatives clearing house shall not be required to propose such rules to the SEC for an approval under Section 63 which applies mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 89. Under this circumstance, the rules so amended or issued shall be deemed to have been approved by the SEC.

Where there is the necessity in connection with trading of the derivatives which obligates the parties to make a payment in the amount calculated from foreign exchange rate which may affect the stability of the financial system, the economic of the country or the stability of the trading and settlement system of the derivatives market, the Bank of Thailand may notify the SEC to consider on taking any action as specified in the first paragraph.

Section 80.

Any engagement in a derivatives or interposing as a counterparty in a derivatives by the derivatives clearing house, placement of collateral, settlement of obligations, closing out of the derivatives position, and transferring of the derivatives position, if undertaken in accordance with the derivatives clearing house’s rules approved by the SEC, shall have a legal binding and enforceable by the provisions of law.

Section 81.

In cases where a derivatives clearing house is binding in or interposes as a counterparty in a derivatives, the derivatives clearing house shall, only to its members, be bound to the rights and obligations under the derivatives for which it provides settlement services, regardless of whether such members have traded in derivatives for their own accounts or for the accounts of others.

Section 82.

In cases where a derivatives clearing house receives any property from its members or has in its possession of such property in order to secure the derivatives traded, regardless of whether such property is of its members or its members’ customers, property received in connection with the derivatives trading of any members or of any member’s customers, or property placed with the derivatives clearing house by any member for purposes of maintaining the integrity of the trading and settlement system of the derivatives market, the derivatives clearing house shall segregate such property from its own and shall prepare and keep accounts of the property received or had in possession for each respective member separately from its own account.

In preparing and keeping the accounts of property under the first paragraph, if properties of customers of the member are included, the derivatives clearing house shall also prepare and keep accounts of such customer property separately from the accounts of members’ property.

Type of property to be held as collateral for derivatives trading, safekeeping of property, preparation and keeping of the accounts of property under the first and second paragraph shall be under the rules as specified in the notification of the SEC.

The items and amounts of property as shown in the accounts under the first and second paragraph are presumed to be correct, unless it can be proven otherwise.

Section 83.

The derivatives clearing house shall not use property received or had in possession under Section 82 for any purposes other than the followings:

(1) customer property placed through a member or property received from the derivatives trading of customers of a member shall only be used to secure or settle the obligations incurred incidental to or resulted from derivatives trading of customers of that member or for withdrawal in order to return to customers of that member;

(2) property of a member or property received from the derivatives trading of a member shall only be used to secure or settle the obligations incurred incidental to or resulted from derivatives trading of that member or customers of that member;

(3) property placed with the derivatives clearing house by a member with a view to maintaining the integrity of the trading and settlement system of the derivatives market shall only be used to secure or settle the obligations incurred incidental to or resulted from derivatives trading of members or customers of members in accordance with the rules of the derivatives clearing house.

The provisions of Section 34(2), Section 35 and Section 36 shall apply mutatis mutandis to property received by or had in possession of the derivatives clearing house.

Section 84.

In cases where a petition is filed against a member in a bankruptcy court and the court issues a receivership order, the official receiver shall give notice to the derivatives clearing house and the SEC Office without delay, in which case, the derivatives clearing house shall:

(1) close out derivatives position in the member’s proprietary account, which remains open on the date of the receivership order, in accordance with the rules of the derivatives clearing house;

(2) enforce the performance of the member’s obligation against such member's property received by or had in possession of the derivatives clearing house under Section 82, regardless of whether such property is in the custody of the derivatives clearing house or is placed or deposited by the derivatives clearing house with any other person, provided that, the obligation is incurred incidental to or resulted from derivatives traded before or on the date of the receivership order, or is incurred from the closing out of the member’s derivatives position under subsection (1), or is incurred from the closing out of customer’s derivatives position of such member under Section 43.

In selling member property to repay member’s indebtedness, if the property is security, the derivatives clearing house shall sell such security in the market where such security is normally traded. If, however, the sale in such market is unable to consummate, the derivatives clearing house shall sell such security by any other means which fair price can be achieved;

(3) set off the obligation incurred incidental to or resulted from the derivatives traded before or on the date of the receivership order, or incurred from the closing out of the member’s derivatives position under subsection (1), or incurred from the closing out of customers’ derivatives positions of such member under Section 43, against the obligation of the derivatives clearing house which remains unsettled at the time of the receivership order, even if the objects thereof are not the same, or the obligations are subject to conditions or terms as to time, or the derivatives clearing house becomes entitled to the claim underlying such obligation after the court orders receivership.

In cases where the obligation owed by a member to the derivatives clearing house is subject to conditions precedent, when the derivatives clearing house requests to set off against such obligation, the derivatives clearing house shall provide collateral for the amount requested for set off to the administrator of the member estate appointed under Bankruptcy Act.

Section 85.

After the derivatives clearing house has taken steps under Section 84, if there remains any member’s property, the derivatives clearing house shall deliver such property to the administrator of the member estate appointed under Bankruptcy Act.

Section 86.

In cases where the court orders the receivership of a member, the provisions of Section 114 and Section 115 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940) shall not apply to the settlement of obligations under derivatives, the acquisition or holding of property to secure performance under derivatives, or the closing out of derivatives positions, in connection with such member, unless the official receiver can prove that the derivatives clearing house which provided service for such member is aware of the fact that such member has taken or connived in such action with a view to preventing other creditors of such member from receiving repayment of indebtedness, either in whole or in part, or that the derivatives clearing house has failed to comply with business conventions in taking such action.

Section 87.

In proceeding under Section 84, if the member's property acquired by or had in possession of the derivatives clearing house under Section 82 is insufficient to cover all indebtedness owed by the member to the derivatives clearing house, the derivatives clearing house shall be entitled to file a claim for the deficient amount under the bankruptcy proceedings where the member is the debtor. Such claim shall, however, be submitted within the time specified in Section 91 of the Bankruptcy Act B.E. 2483 (1940).

Section 88.

In cases where a petition is filed against a derivatives clearing house in a bankruptcy court and the court issues a receivership order, or the derivatives clearing house becomes a debtor by judgment, or is ordered to suspend its business operation either in whole or in part by the government or any regulatory agency, for purposes of protecting the property of its members and customers of its members or the settlement system for derivatives, the provisions of Section 43, Section 45, and Section 46 shall apply mutatis mutandis to the derivatives clearing house and property received by or had in possession of the derivatives clearing house under Section 82.

Section 89.

The provisions of Section 20, Section 22, Section 27, Section 28, Section 61, Section 62, Section 63, Section 64, Section 65, Section 66, and Section 73 shall apply mutatis mutandis to the derivatives clearing house.

The provisions of Section 29 and Section 30 shall apply mutatis mutandis to the auditor of the derivatives clearing house.

In cases where the provisions under the first paragraph refer to Section 57, it shall be deemed that such provisions refer to Section 78. If the derivatives clearing house is a limited company, it shall be deemed that Section 61 and Section 62 refer to the provisions under Title 22, Partnerships and Companies, of the Civil and Commercial Code.

 

CHAPTER 5

DERIVATIVES REGULATORY ASSOCIATION

 

Section 90.

In order to furtherance the supervision on derivatives business operators, the SEC shall have the power to grant approval for an association to be a derivatives regulatory association, if such association has the objectives to promote and supervise the derivatives business operators and the rules of the association are designed to assure that:

(1) the criteria for election of its director provides a fair representation of its members;

(2) the system for handling complaints filed by a customer of its member or the system for resolution of disputes arising from derivatives business operation either between members or between a member and its customer is efficient;

(3) the arrangement for monitoring and enforcement of compliance by its members with the rules of the association and code of ethics in undertaking derivatives business is in place;

(4) any other criteria as the SEC may prescribe by rule.

The application for approval and the granting of an approval shall be made in accordance with the rules specified in the notification of the SEC.

Section 91.

The provisions of Section 71, Section 72 and Section 73 shall apply mutatis mutandis to the derivatives regulatory association.

 

CHAPTER 6

UNFAIR PRACTICES IN CONNECTION WITH DERIVATIVES TRADING

 

DIVISION 1

UNFAIR PRACTICES AFFECTING DERIVATIVES PRICE

 

Section 92.

No person shall, either by himself or acting in concert with any other person, trade in derivatives or offer to trade in derivatives, purchase or sell or offer to purchase or sell goods or take any other action in connection with variable:

(1) with an intent to maintain the price of any derivatives traded on a derivatives exchange at a level that is not consistent with the normal market condition, or with an intent to raising or lowering the price of any derivatives traded on a derivatives exchange to the level that is not consistent with the normal market condition; or

(2) which has or likely to have the effect of maintaining, raising, or lowering the price of any derivatives traded on a derivatives exchange to a level that is not consistent with the normal market condition unless such action is undertaken in good faith to protect his rightful interest.

Section 93.

The following actions or circumstances shall be presumed to be acting in concert under Section 92:

(1) opening a joint bank account to make or receive payment incurred incidental to or resulted from derivatives trading, or purchase or sale of goods;

(2) placing order to trade in derivatives, or purchase or sell goods, on behalf of each other;

(3) delivering goods underlying derivatives on behalf of each other;

(4) making or receiving payment under derivatives, or as a result of purchase or sale of goods, on behalf of each other;

(5) placing cash or any other property as collateral for derivatives trading, or purchase or sale of goods on behalf of each other;

(6) allowing other persons to use his bank account to make or receive payment incurred incidental to or resulted from derivatives trading, or purchase or sale of goods;

(7) allowing other persons to receive the benefit from or be liable to payment incurred incidental to or resulted from derivatives trading, or from purchase or sale of goods, on his account.

Section 94.

No person shall, with a view to unduly seek benefit from derivatives position, either for his own or for any other person, corner, dump, control or take any other actions, in connection with goods underlying any derivatives approved to be traded on a derivatives exchange which results in a significant increase or decrease in the amount of goods to be delivered under such derivatives.

Section 95.

No person shall make or disseminate any statement or make promise which is false or likely to be misleading in materiality, in connection with derivatives, goods or variable, if by the time of making or disseminating such statement or making promise, he knows or should have known that such statement is false or likely to be misleading in materiality and that such act :

(1) has induced or is likely to induce other persons to trade in derivatives on a derivatives exchange; or

(2) has or likely to have the effect of raising, lowering, or maintaining the price of any derivatives traded on a derivatives exchange.

Section 96.

No person shall make any forecast regarding derivatives, goods, or variable by distorting the fact or information which is the basis of such forecast, or knowingly using false information as the basis of such forecast, or disregarding as to whether the information used as the basis of such forecast is true or false, and such act:

(1) has induced or is likely to induce other persons to trade in derivatives on a derivatives exchange; or

(2) has or likely to have the effect of raising, lowering, or maintaining the price of any derivatives traded on a derivatives exchange.

Section 97.

No person shall disseminate any statement to the effect that the price of any derivatives traded on a derivatives exchange will or is likely to rise or fall or be maintained because there has been certain derivatives trading or certain action relating to such derivatives which is conducted in a manner as specified in Section 92, Section 95 or Section 96 whereby such person:

(1) is the one who trades in such derivatives or takes the action as described in Section 92, Section 95 or Section 96; or

(2) has received or will receive any consideration or benefit in connection with the dissemination of such statement.

Section 98.

Any person who commits an offence specified in Section 92 or Section 94 outside the Kingdom of Thailand shall be punishable in the Kingdom of Thailand.  Even though the act of a person who commits, aids, abets or causes the offence is done outside the Kingdom of Thailand, it shall be deemed that such person has committed, aided, abetted or caused the offence in the Kingdom of Thailand; provided that the provisions of Section 10 of the Penal Code shall apply mutatis mutandis.

 

DIVISION 2

UNFAIR PRACTICES REGARDING USE OF INSIDE INFORMATION

 

Section 99.

No director, subcommittee member, representative, agent, employee, staff, advisor, or any person working for a derivatives exchange, derivatives clearing house, derivatives regulatory association, the Securities Exchange of Thailand, securities trading centre, securities clearing house or any agency entrusted by law to supervise derivatives, goods or variable, who learns of the material non-public information by virtue of his position, shall undertake any of the following acts:

(1) trade in derivatives, or offer to trade in derivatives, or purchase or sell or offer to purchase or sell goods, in connection with such material information, for his own benefit or for the benefits of others; or

(2) disclose such material information to another person whereby he knows or should have known that such person may take advantage of such information by trading in derivatives, or purchasing or selling goods.

The material information under the first paragraph means information which is material to changes in the price of derivatives or goods, or the figure of variable, or affects the decision of investors to trade in derivatives or purchase or sell goods.

Section 100.

No person who learns of the material information as a result of the disclosure under Section 99 and knows or should have known that such information has been disclosed by the person specified in Section 99 and has not yet been made public, shall undertake any of the following acts:

(1) trade in derivatives, or offer to trade in derivatives, or purchase or sell or offer to purchase or sell goods, in connection with such material information for his own benefit or for the benefits of others; or

(2) disclose such material information to another person whereby he knows or should have known that such person may take advantage of such information by trading in derivatives, or purchasing or selling goods.

 

CHAPTER 7

SUPERVISION AND CONTROL

 

Section 101.

The Minister shall have the powers and duties of overall supervision and control for implementation in accordance with the provisions of this Act.

Section 102.

The Minister shall have the powers to order the SEC or the SEC Office to clarify any fact, present opinion or prepare and submit report on the supervision of the SEC or the SEC Office under this Act.

 

CHAPTER 8

COMPETENT OFFICER

 

Section 103.

In the execution of his duties, a competent officer shall have the power to:

(1) enter into the place of a derivatives business operator, a derivatives exchange, a derivatives clearing house, or the place where the data of such person is collected or processed, during the hours between sunrise and sunset, or during the business hours of such places, in order to examine the operations, property and liabilities of such person, including the relevant documents, evidence or information;

(2) enter into a commercial bank or a financial institution during the hours between sunrise and sunset, or during the business hours of such places, to inspect accounts, documents, or evidence which may be related to the inspection or the execution under this Act;

(3) search any place where there is a reasonable ground to believe that there is a commission of offence under this Act, during the hours between sunrise and sunset, or during the business hours of such place;

(4) attach documents or evidence related to the commission of offences under the provisions of this Act for the purpose of inspection or taking legal action which shall not exceeding one hundred and eighty days;

(5) order a derivatives business operator, a derivatives exchange, a derivatives clearing house, or any person who is authorized to collect or process the data of such person including director, officer, employee and the auditor to testify, deliver, or present accounts, documents, seals or other evidence related to the businesses, operations, assets and liabilities of such person mentioned above;

(6) order any person who trades in derivatives or offers to trade in derivatives with or through a derivatives business operator or a member of a derivatives exchange to testify, deliver or present accounts, documents and other evidence related to derivatives trading or the offer to trade in derivatives;

(7) order any person who may be of use in the execution of the duties of the competent officer to testify, deliver, or present accounts, documents, evidence or any objects related to or necessary for the execution of the duties of the competent officer.

After having entered and inspected under subsection (1) or (2) or undertaken the search under subsection (3), if it has not been completed, the competent officer may continue such inspection or search into the night or beyond the business hours of such place.

In the execution of duties under subsection (1) or (2), the competent officer shall not take any act in the nature of a threat or search under the Criminal Procedure Code.

In the case under subsection (3), a search warrant is required unless there is a reasonable ground to believe that by the time the search warrant is obtained, the document or evidence may be relocated, concealed, destroyed, or deformed, then the search, seizures, or attachment of documents or evidence relating to the commission of offences shall be undertaken without such search warrant. The search shall, however, comply with the search procedure under the Criminal Procedure Code and shall not be undertaken after sunset unless such period is business hour of such place.

The exercise of powers of the competent officer under the first paragraph shall be carried out against the person who is directly involved in the matter under inspection and for subsection (2), (3), (5), (6) or (7) shall require prior approval from the SEC Office and in case of subsection (5), (6) or (7), the competent officer shall specify a reasonable period for such person to comply with the order.

Section 104.

In the execution of duties of the competent officer, the persons concerned shall provide reasonable assistance.

Section 105.

Upon request of the authority with the power under the foreign Law on derivatives or other foreign laws of similar nature, the SEC Office shall have the power to provide assistance as to gathering or inspection of information or evidence necessary for determination whether there has been any action in violations of the law on derivatives or other laws of similar nature of the requesting country; provided that the assistance shall be subject to the following conditions:

(1) the assistance shall not prejudice the public interest of Thailand or the preservation of national confidentiality;

(2) the act which is the ground for such assistance would also constitute an offence under this Act;

(3) the requesting foreign authority agrees or consents to provide reciprocal assistance to the SEC Office upon request.

For purposes of this Section, the provision of Section 103 shall apply mutatis mutandis.

Section 106.

In the execution of his duties, the competent officer shall present his identification card to the persons concerned.

The identification card of the competent officer shall be in the form specified by the Minister.

Section 107.

In the execution of his duties under this Act, the competent officer shall be an official under the Penal Code.

Section 108.

Where there is evidence that a person has committed an offence under this Act which may cause damage to the public interest and the SEC Office has a reasonable ground to believe that the alleged person would remove or dispose of his property, or property in his possession, the SEC Office, with the SEC’s approval, shall have the power to order seizure or attachment of such person's property, property in such person’s possession, or the property which there is reasonable evidence to believe that they belong to such person. However, the period of seizure or attachment shall not exceed one hundred and eighty days unless an action is brought in court, then such seizure or attachment order shall remain effective until the court orders otherwise. Where circumstances render it impossible to bring the case to court within one hundred and eighty days, the court having jurisdiction may extend the period of seizure or attachment as requested by the SEC Office, but may not extend the period beyond another one hundred and eighty days.

The provisions of the Civil Procedure Code shall apply mutatis mutandis to the seizure and attachment of property under the first paragraph and the competent officer authorized by the SEC Office shall proceed with such seizure and attachment.

The seizure and attachment of property under the first paragraph shall take into account subsistence allowance for family members of the person whose property are seized or attached.

Section 109.

In cases where the property so seized or attached under Section 108 is of a perishable nature or the storage cost thereof will exceed the value of such property or the value of such property will decline if retained for long, the SEC Office or the competent officer as authorized by the SEC Office may sell such property at an auction or manage such property in a proper way under the method as specified by the SEC Office. In this respect, the owner of such property shall be given the bid invitation.

Cash derived from the auction or management of the property under the first paragraph, after deduction of the cost of storage, the cost of disposal and related charges, shall be seized in lieu of such property.

Section 110.

In cases where there is evidence that a person has committed an offence under this Act which may cause damage to the public interest and the SEC office has a reasonable ground to believe that such person will abscond from the Kingdom of Thailand, the SEC Office shall have a power to file a motion with the court for the issuance of an order prohibiting such person from leaving the Kingdom of Thailand, and in the case of extreme urgency, the SEC shall have a power to prohibit such person from leaving the Kingdom of Thailand on a temporary basis for a period not exceeding fifteen days.

 

CHAPTER 9

SANCTIONS AND STATUTE OF LIMITATION

 

DIVISION 1

ADMINISTRATIVE SANCTION

 

Section 111.

The administrative sanctions include:

(1) probation;

(2) public reprimand;

(3) administrative fine;

(4) restriction of operation;

(5) suspension of the operation so licensed, registered, or approved for a certain period;

(6) revocation of the license, registration, or approval.

Section 112.

The following persons shall have the power to impose administrative sanctions:

(1) the SEC Office shall have the power to impose administrative sanction under Section 111 (1) or (2);

(2) the administrative panel shall have the power to impose administrative sanction under Section 111(1), (2), (3) or (4);

(3) the SEC shall have the power to impose administrative sanction under Section 111 (1), (2), (3), (4), (5) or (6).

In the ordering of the administrative sanctions under Section 111, the competent authority shall have the power to impose any or several sanctions and shall also have the power to order the subject person to undertake or refrain from undertaking any action in order to rectify or prevent any violation or noncompliance with this Act, rules, orders or conditions specified under this Act.

Section 113.

In the imposition of administrative fine, the amount of such fine shall not exceed two million Baht per count.

In cases where the person subject to the administrative fine under the first paragraph fails to pay such administrative fine, the provisions governing the administrative enforcement under the Administrative Procedure Act shall apply mutatis mutandis.

Section 114.

Any derivatives business operator who contravenes or fails to comply with the rules, orders or conditions issued under Section 10, Section 18 or Section 19, or contravenes or fails to comply with the first paragraph of Section 20, or the provisions of Section 22, Section 23, Section 24, Section 26, Section 33, Section 34, Section 38, or the first paragraph of Section 46, shall be subject to the administrative sanctions under Section 111.

Section 115.

Any derivatives exchange which contravenes or fails to comply with the rules, orders or conditions issued under Section 10, Section 55, Section 58, Section 65, Section 66, Section 70 or Section 73, or contravenes or fails to comply with the first paragraph of Section 20, or the provision of Section 22 which applies mutatis mutandis to the derivatives exchange by Section 74, or Section 59, Section 60, Section 63 or Section 71, shall be subject to the administrative sanctions under Section 111.

Section 116.

Any derivatives clearing house which contravenes or fails to comply with the rules, orders or conditions under Section 10, Section 65, Section 66, or Section 73 which applies mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 89, or Section 76, or contravenes or fails to comply with the first paragraph of Section 20, or the provision of Section 22, or Section 63 which applies mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 89, or the first paragraph of Section 46 which applies mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 88, or Section 79, Section 82, Section 83 or Section 85, shall be subject to the administrative sanctions under Section 111.

Section 117.

Any derivatives regulatory association which contravenes or fails to comply with Section 71 which applies mutatis mutandis to the derivatives regulatory association by Section 91, or contravenes or fails to comply with the rules under Section 73 which applies mutatis mutandis to the derivatives regulatory association by Section 91, shall be subject to the administrative sanctions under Section 111.

Section 118.

Any person who does not pay fees or does not pay fees in full amount as specified by Section 9(2) shall be subject to the administrative sanctions under Section 111.

Section 119.

In cases where a person who commits an offence under Section 114, Section 115, Section 116 or Section 117 is a legal entity, director, manager or person responsible for the operation of such legal entity, shall be subject to the administrative sanctions under Section 111, unless it can be proven that he has no involvement with the commission of offence by such legal entity.

Section 120.

The SEC Office shall gather the facts relating to the commission of offence which falls under the administrative sanctions and shall also have the power to conduct an initial consideration in order to take any of the following actions:

(1) if it is considered that the type of administrative sanction to be imposed on such alleged person falls within the SEC Office’s authority, the SEC Office shall consider the imposition of such sanction.

(2) if it is considered that the type of administrative sanction to be imposed on such alleged person falls within the authority of the administrative panel or the SEC, the SEC Office shall refer such matter to the administrative panel or the SEC, as the case may be, to consider the imposition of such sanction.

Section 121.

In the ordering of an administrative sanction under Section 111, the competent authority shall take into consideration the circumstantial factors constituting the action, damage resulted from such action together with level of the sanction to be imposed on the subject person in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC.

Section 122.

Subject to the Administrative Procedure Act, the consideration and the issuance of the administrative sanction order shall comply with the rules as specified in the notification of the SEC.

Section 123.

One or several administrative panels shall be established, provided that each panel shall comprise of no more than five persons appointed by the SEC.

The qualification of panelists and the procedure of appointment of panelists under the first paragraph shall be prescribed by the rules as specified in the notification of the SEC.

Section 124.

The derivatives business operator, derivatives exchange, derivatives clearing house and derivatives regulatory association shall have the right to file an appeal with the SEC against the administrative sanctions ordered by the SEC Office or the administrative panel within fifteen days from the date such order is received, the procedure of which shall be in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC.

The consideration and adjudication of appeals under the first paragraph shall be made in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC.

The appeal under the first paragraph shall in no way stay the execution of the administrative sanction ordered by the SEC Office or the administrative panel.

 

DIVISION 2

CRIMINAL SANCTION

 

Section 125.

Any person operating business in a manner similar to derivatives business operation without license or registration under Section 16 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years or a fine not exceeding three hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 126.

Any derivatives business operator approved to cease its derivatives business operation contravenes or fails to comply with the conditions as specified under the second paragraph of Section 20 shall be liable to a fine not exceeding one hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

In cases where the derivatives business operator under the first paragraph is an individual, such person shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 127.

Any derivatives exchange which fails to comply with the conditions as specified under the second paragraph of Section 20 which applies mutatis mutandis to the derivatives exchange by Section 74 shall be liable to a fine not exceeding one hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 128.

Any derivatives clearing house which fails to comply with the conditions as specified under the second paragraph of Section 20 which applies mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 89 shall be liable to a fine not exceeding one hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 129.

Any derivatives business operator who contravenes or fails to comply with Section 27 and Section 28 shall be liable to a fine not exceeding three hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 130.

Any derivatives exchange which contravenes or fails to comply with Section 27 and Section 28 which apply mutatis mutandis to the derivatives exchange by Section 74 shall be liable to a fine not exceeding three hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 131.

Any derivatives clearing house which contravenes or fails to comply with Section 27 and Section 28 which apply mutatis mutandis to the derivatives clearing house by Section 89 shall be liable to a fine not exceeding three hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 132.

Any person operating business in a manner similar to derivatives exchange without license or registration under Section 54 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years or a fine not exceeding three hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 133.

Any derivatives exchange which contravenes or fails to comply with Section 67 shall be liable to a fine not exceeding three hundred thousand Baht and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 134.

Any person operating business in a manner similar to derivatives clearing house without license or registration under Section 75 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years or a fine not exceeding three hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 135.

If a legal entity commits an offence under Section 126, Section 127, Section 128, Section 129, Section 130, Section 131, Section 133 or Section 138, the director, manager or any person responsible for the operation of such legal entity shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine as provided for such offences or both, unless it can be proven that such person has no involvement with the commission of offence by such legal entity.

Section 136.

Any person who contravenes Section 92, Section 94, Section 95, Section 96 or Section 97 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or not exceeding two times the benefit received or should have been received by such person as a result of such contravention, whichever is higher, or both.

Any person who causes another person to commit an offence under Section 92, whether by way of instruction, force, threat, employment, aiding or abetting or by any other means, shall be liable to the sanctions as specified in the first paragraph.

Section 137

Any person who contravenes Section 99 or Section 100 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or not exceeding two times the benefit received or should have been received by such person as a result of such contravention, whichever is higher, or both.

Section 138.

Any person who contravenes or fails to comply with the administrative sanction under Section 111(4) or (5) shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 139.

Any person who obstructs or fails to comply with the order of or fails to give assistance to the competent officer who executes his duty under Section 103 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht or both.

Where the action under the first paragraph amount to use of violence or a threat to use violence, such person shall be liable to imprisonment for a term not exceeding two years or a fine not exceeding two hundred thousand Baht or both.

Section 140.

Any person who removes, damages, destroys or renders useless any seal or mark which the competent officer has stamped or affixed on any object in the execution of his duty under Section 103 as evidence for the seizure or attachment, or the keeping of such object shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years or a fine not exceeding three hundred thousand Baht or both.

Section 141.

Any person who damages, destroys, conceals, takes away or loses, or renders useless any property or document which the competent officer has seized, attached, kept or ordered to be delivered as evidence under Section 103, and regardless of whether or not the competent officer would keep such property or document himself or would order such person or other persons to deliver or to keep it, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years or a fine not exceeding three hundred thousand Baht or both.

Section 142.

Any person who gives false testimony to the competent officer, if the false testimony is material to the investigation or the proceeding under this Act, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding six months or a fine not exceeding fifty thousand Baht or both.

Section 143.

Any auditor who contravenes Section 29 or Section 30 shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht or both and a further fine not exceeding ten thousand Baht for every day during which the contravention continues.

Section 144.

The term "customer" under Section 145, Section 146, Section 147 and Section 148 shall have the following meanings:

(1) if the legal entity under such provisions is a derivatives business operator, it shall mean customer who is provided service regarding derivatives by such derivatives business operator;

(2) if the legal entity under such provisions is a licensed derivatives fund manager who agrees to manage fund for the mutual fund established under the Securities and Exchange Act, it shall include securities company which establishes and manages such mutual fund;

(3) if the legal entity under such provisions is a derivatives clearing house, it shall mean the derivatives clearing house’s member who is provided service for clearing and settlement of obligations under derivatives.

Section 145.

Any director, manager, staff, agent or person appointed to work for a derivatives business operator or derivatives clearing house who commits any of the following acts:

(1) dishonestly deceives such legal entity’s customer by the assertion of a falsehood or the concealment of fact concerning such legal entity’s duty to be performed for the benefits of its customers which should have been revealed, and by such deception, obtains its customer property or caused its customer to execute, revoke or destroy a document of entitlement; or

(2) misappropriates such legal entity’s customer property acquired in the course of business under this Act for himself or a third party; or

(3) dishonestly undertakes or refrains from taking any action by virtue of his position which causes damage to such entity’s customer; or

(4) dishonestly breaches his duty by any means which causes damage to the usefulness in the nature as being a property of such entity’s customer; shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or both.

Section 146.

Any derivatives advisor who is an individual commits any act under Section 145 (1), (3) or (4) against his customer shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or both.

Section 147.

Any director, manager, staff, agent or person appointed to work for any derivatives business operator or derivatives clearing house, who takes away, damages, destroys, causes depreciation in value, or renders useless any property which such legal entity has the duty to look after or which is in the possession of such legal entity, if it is committed in order to cause damage to such legal entity’s customer, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or both.

Section 148.

Any director, manager, staff, agent, or person appointed to work for any derivatives business operator or derivatives clearing house, who commits or permits another to act as follows so as to deceitfully deprive such legal entity’s customer of their rightful benefit:

(1) damages, destroy, alters, abridges or falsifies account or document of or prepared by such legal entity in the course of business under this Act; or

(2) makes false entries or fails to enter any material statement in account or document of or prepared by such legal entity in the course of business under this Act; or

(3) keeps incomplete, incorrect, out-of-date, or inaccurate account; shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or a fine not exceeding one million Baht or both.

Section 149.

Any person who causes a director, manager, staff, agent, auditor or any person appointed to work for any derivatives business operator or derivatives clearing house to commit an offence under Section 143, Section 145, Section 146, Section 147 or Section 148, whether by way of instruction, force, threat, employment, aiding or abetting, or by any other means, shall be liable to the penalties as provided in such provisions.

Section 150.

Any person who does any act to assist or facilitate a director, manager, staff, agent, auditor or any person appointed to work for any derivatives business operator or derivatives clearing house to commit an offence under Section 143, Section 145, Section 146, Section 147 or Section 148, whether before or at the time of the commission of the offence, shall be liable to the penalties as provided in such provisions unless the person committing the offences is not aware of such assistance or facilitation, the assisting or facilitating person shall be liable to two-third of the penalties as provided in respective provisions.

Section 151.

In performing the audit work on the account of a derivatives business operator or a derivatives clearing house, either as the appointed auditor of such legal entity or as a person allowed to conduct the audit work of such legal entity, if the auditor discovers any suspicious circumstance that any director, manager, staff, agent or person appointed to work for such legal entity has committed an offence under Section 145, Section 147 or Section 148, the auditor shall notify the SEC Office of the circumstance of such offence.

Any auditor who contravenes or fails to comply with the first paragraph shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht or both.

Section 152.

The SEC Office shall have the power to give a bounty not exceeding thirty percent of the fine which the wrongdoer pays to the court to the person giving information regarding the commission of offences under Section 92, Section 94, Section 99 and Section 100, depending upon the materiality of the information under the rules as specified in the notification of the SEC.

The order of the SEC Office shall be final.

Section 153.

Any person who learns of the information of another person in the execution of his power or the performance of his duty under this Act which is the confidential information of the authorities or which should not be disclosed under normal circumstances, or any person who learns of such information as a result of the disclosure of the person so empowered, discloses such information to another person, he shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year or a fine not exceeding one hundred thousand Baht, or both.

The provision of the first paragraph shall not apply to disclosure in the following cases:

(1) disclosure in the execution of his power or the performance of his duty;

(2) disclosure for the purpose of investigation or trial;

(3) disclosure relating to the commission of offences under this Act;

(4) disclosure for the purpose of rectifying the condition or operation of a derivatives business operator;

(5) disclosure to an auditor of any person who has been granted a license or has been registered to operate the derivatives business, derivatives exchange or derivatives clearing house;

(6) disclosure to the authority or domestic and international agency which is responsible for the supervision of derivatives, goods, variable or financial institution;

(7) disclosure to any derivatives exchange, derivatives clearing house, derivatives regulatory association, the Securities Exchange of Thailand, securities trading center or securities clearing house, either domestic or international, which is responsible for the supervision of derivatives, goods or variable;

(8) disclosure upon written consent of such person.

 

DIVISION 3

STATUTE OF LIMITATION AND SETTLEMENT COMMITTEE

 

Section 154.

The statute of limitation of any offences under this Division which is subject to the administrative sanctions or is subject only to the criminal fine shall be expired, should there be no administrative sanction order, no lawsuit brought before the court, or no settlement by the settlement committee under Section 155 within one year from the date the competent officer determines that such offences have been committed or within five years from the date of commission of such offence.

Section 155.

For the offences under Section 126, Section 127, Section 128, Section 129, Section 130, Section 131, Section 133, Section 135, Section 138, the first paragraph of Section 139, Section 142, Section 143 and the second paragraph of Section 151 which do not severely affect the customer, public, derivatives market, or financial system of the country, the Settlement Committee appointed by the Minister under the Securities and Exchange Act shall have the power to settle such offences in accordance with the rules as specified in the notification of the SEC.

When a case has been settled by the Settlement Committee and the alleged person has paid the fine as determined by the Settlement Committee within the period of time so specified, the right to bring a criminal lawsuit on ground of such offences against such alleged person shall be ceased.

 

CHAPTER 10

TRANSITIONAL PROVISION

 

Section 156.

Any person who undertakes any derivatives business prior to or on the date this Act coming into force shall file an application for a license or registration under this Act within sixty days from the date this Act coming into force. Upon submission of such application for a license or registration, such person shall be enabling to continue the derivatives business until the application for such license or registration is rejected. In undertaking the derivatives business under the first paragraph, the applicant shall comply with the provisions governing such business mutatis mutandis.

 

 

Countersigned by General Chavalit Yongchaiyudh as Deputy Prime Minister

 

 

Note:

This English translation of Derivatives Act B.E. 2546 was prepared by staff of the Office of the Securities and Exchange Commission. Readers should be aware that only the original Thai text has legal force and the English translation is strictly for reference.

 

Published in the Government Gazette Vol 120, Part 65A, dated 10th July, B.E. 2546.

 

Derivatives Act (No. 2) B.E. 2551 (2008)


BHUMIBOL ADULYADEJ, REX.,

Given on the day of 19th February B.E. 2551

Being the 63rd Year of the Present Reign.

 

His Majesty King Bhumibol Adulyadej is graciously pleased to proclaim that:

Whereas it is expedient to amend the law on derivatives;

Whereas this Act contains certain provision relating to the restriction of rights and liberties of persons which Section 29, in conjunction with Section 36, Section 41 and Section 43 of the Constitution of the Kingdom of Thailand so permit by virtue of law;

Be it, therefore, enacted by the Majesty the King, by and with the advice and consent of the National Legislative Assembly, as follows:

 

Section 1

This Act shall be called the "Derivatives Act (No. 2), B.E. 2551 (2008)".

Section 2

This Act shall come into force after the following date of its publication in the Government Gazette.

Section 3

The definition “the Capital Market Supervisory Board” shall be inserted between the definitions “the SEC Office” and “the SEC” in Section 3 of the Derivatives Act B.E. 2546 shall be amended and replaced by the following texts:

“the Capital Market Supervisory Board” means the Capital Market Supervisory Board under the Securities and Exchange Act.”

Section 4

The provision of Section 6 and Section 7 of the Derivatives Act B.E. 2546 shall be amended and replaced by the following texts:

“Section 6. Unless otherwise specified by the provisions of this Act, the SEC, the Capital Market Supervisory Board and the SEC Office shall issue the notification to the general public stipulating the period for consideration and making order with respect to issuance of license, acceptance for registration and grant of approval under this Act.

Section 7. All regulations, rules, notifications, directives or stipulations issued under this Act by the SEC, the Capital Market Supervisory Board or the SEC Office which are of general application shall come into force upon their publication in the Government Gazette.”

Section 5.

“The SEC” in Section 15, Section 18, Section 23, Section 24, Section 25, Section 31, Section 32, Section 33, Section 34, Section 41, Section 42, Section 44, Section 55, Section 58, Section 63, Section 64, Section 66, Section 70, Section 72, Section 73, Section 76, Section 79, Section 80 and Section 82 of the Derivatives Act B.E. 2546 shall be replaced by “the Capital Market Supervisory Board”.

Section 6.

While the Capital Market Supervisory Board has not been appointed, the Securities and Exchange Commission shall perform the duty and function of the Capital Market Supervisory Board in accordance with the Derivatives Act B.E. 2546.

Section 7.

All regulations, rules, notifications, directives or stipulations issued by the Securities and Exchange Commission under the Derivatives Act B.E. 2546 prior to the date on which this Act comes into force shall remain in force until regulations, rules, notifications, directives or stipulations otherwise issued under this Act come into force.

Section 8.

The Minister of Finance shall be in charge of the enforcement of this Act.

 

Countersigned by General Surayuth Julanont as Prime Minister

 

Government Gazette, Volume 125, Part 40 Kor, dated 1st March B.E. 2551

 

 

Social Security Act, B.E. 2533 (1990)
  

BHUMIBHOL ADULYADEJ, REX.

Given on 11th Day of August B.E. 2533;

Being the 45th Year of the Present Reign

 

His Majesty King Bhumibhol Adulyadej is graciously pleased to proclaim that:

Whereas it is expedient to revise the law on social security;

Be it, therefore, enacted by the King, by and with the advice and consent of the National Assembly, as follows:

 

Section 1 

This Act is called the “Social Security Act, B.E. 2533 (1990)”.

Section 2 

This Act shall come into force as from the day following the date of its publication in the Government Gazette , provided that the provisions of Chapter 2 of Part II shall come into force after the expiration of one hundred and eighty days as from the date this Act come into force and the provision of section 40 shall come into force within four years as from the date this Act come into force.

Section 3

The Social Security Act, B.E. 2497 shall be repealed.

All laws, rules and other regulations in so far as they have been provided in this Act, or are contrary to or inconsistent with the provisions of this Act, shall be replaced by this Act.

Section 4

This Act shall not apply to:

(1) an official, regular employee, daily employee and per-hour employee of the central administration; provincial administration and local administration, except monthly employee;

(2) an employee of foreign government or international organization;

(3) an employee of the employer having office in the country and working abroad;

(4) a teacher or headmaster of the private school under the law on private school;

(5) a pupil, nursing student, student or intern physician who is an employee of school, university or hospital;

(6) other undertakings or employees as prescribed by the Royal Decree.

Section 5

In this Act:

“Employee” means any person who works for the employer in return of wage irrespective of the name of such relationship, but not includes the employer who does housework which is not related to business undertaking;

“Employer” means a person who accepts the employee to work and pays wage in return thereof, including a person who is entrusted to do work for the employer.  In the case where the employer is a juristic person, the employer shall includes a person who has power to act on behalf of the juristic person and a person who is entrusted to act on behalf of the juristic person by a person having power to act on behalf of the juristic person;

“Wage” means all kinds of money which the employer pays to the employee in return of work for normal working day and hours, whether it is calculate upon the period of time or upon output produced by the employee, including money which the employer pays for the employees’ holiday and leave of absence which the employee does not work, irrespective of the manner of its determination, calculation or paying method or procedure and regardless of the name thereof;

“Working day” means the day as determined to be working day of the employee;

“Insurer” means a person who pays the counterpart fund and being entitled to the benefits under this Act;

“Parturition” means an act of giving birth with gestational period of not less than twenty eight weeks, irrespective of whether such infant is still alive or not;

“Infirmity” means the losing of organ or capacity of organ or human body or the losing of normal mental condition until being unable to work under the rule determined by the Medical Committee;

“Unemployment” means the situation that the insurer shall stop working due to juristic relation between the employer and employee under the hire of work is terminated;

“Fund” means the Social Security Fund;

“Office” means the Office of Social Security;

“Committee” means the Social Security Committee;

“Member” means a member of the Social Security Committee;

“Competent official” means the person appointed by the Minister for the execution of this Act;

“Secretary-General” means the Secretary-General of the Office of Social Security;

“Minister” means the Minister having charge and control for the execution of this Act.

Section 6

In calculating of wage for an amount of the counterpart fund to be contributed, the monthly wage shall be deemed as the basis for such calculation.

In calculating wage which is not the monthly wage to be the monthly wage, the actual wage received by the employee for any month shall be deemed as the monthly wage of such month.

For the purpose of counting the period the insurer remits money to the counterpart fund, it shall be deemed that the counterpart fund deducted from wage paid to the employee for any month is the counterpart fund which is remitted for such month.  Without regard to the number of times such counterpart fund has been deducted or remitted per month, it shall be deemed that the period for remitting the counterpart fund is equal to one month.

Section 7

The Minister of Labor and Social Welfare shall have charge and control for the execution of this Act, and the power to appoint the competent official, to issue Ministerial Regulations prescribing fees not exceeding the rates hereto attached, granting exemption from fees and prescribing other acts for the execution of this Act.

Such Ministerial Regulations shall come into force upon their publication in the Government Gazette.

 

PART I

General Provisions

 

Chapter 1 

Social Security Committee

 

Section 8

There shall be a Committee called the “Social Security Committee”, consisting of the Permanent Secretary of the Ministry of Labor and Social Welfare as Chairperson, a representative of the Ministry of Finance, a representative of the Ministry of Public Health and a representative of the Budget Bureau and representatives of the employers and representatives of the employees, five persons for each party, appointed by the Minister as members.  The Secretary-General shall be member and secretary.

The Committee may appoint any person to be assistant secretary of the Committee.

The Minister may appoint not more than five qualified persons to be advisors to the Committee.  The qualified person to be appointed shall be at least the qualified person in the field of social security system, labor, medicine, law and other.

Section 9

The Committee shall have powers and duties as follows:

(1) to give recommendations to the Minister related to the social security policy and measures under this Act;

(2) to give advice to the Minister for the issuance of the Royal Decrees, Ministerial Regulations and regulations for the execution of this Act;

(3) to lay down regulation, with approval of the Ministry of Finance, related to the receipt, payment and keeping of money of the fund;

(4) to lay down regulation, with approval of the Ministry of Finance, related to earnings of fund;

(5) to consider the balance sheet and financial statement of the fund and annual report of the Office related to social security under this Act;

(6) to give advice and suggestion to other Committees or to the Office;

(7) to carry out other acts which are prescribed by this Act or other laws to be powers and duties of the Committee or as entrusted by the Minister.

In the carrying out of duties under paragraph one, the Committee may entrust the Office to do so and propose the Committee for further implementation.

Section 10

A member or advisor appointed by the Minister holds office for a term of two years.

A member of advisor who vacates from office may be reappointed, but not more than two consecutive terms.

Section 11

In addition to vacating office at the end of the term under section 10, a member or advisor appointed by the Minister vacates from office upon:

(1) death;

(2) resignation;

(3) being dismissed by the Minister;

(4) being bankrupt;

(5) being incompetent or quasi-incompetent;

(6) having been sentenced by a final judgment of the Court to a term of imprisonment, except for an offence committed through negligence or a pretty offence.

In the case where a member appointed by the Minister vacates from office before term, the Minister shall appoint another person having the same qualification under section 8 to replace him or her, and such person shall remain in office for the unexpired term of office of the member he or she replace.

If there is an appointment of the additional advisor while the appointed advisors remain in office, the additional advisor shall hold office for the remaining term of the appointed advisor.

Section 12

At the expiration of term of office and the new members have not been appointed, the members appointed by the Minister who vacate from office shall remain in office to continue their duties until the new members have been appointed.

Section 13

At a meeting of the Committee, the presence of not less than one-half of the total number of the members shall constitute a quorum.

In the case where the Chairperson is unable to attend the meeting, or is unable to perform his or her duty, the members shall select one among themselves to preside over at the meeting.

A decision shall be made by a majority of votes.  In casting votes, each member shall have one vote.  In case of an equality of votes, the person who presides over at a meeting shall cast an additional vote as a casing vote.

Section 14

There shall be a Medical Committee, consisting of the Chairperson and other members, totally not exceeding sixteen persons, appointed by the Minister, and a representative of the Office shall be member and secretary.

The Chairperson and other members under paragraph one shall be appointed from qualified persons from any field of the medical profession and shall old office for a term of two years.

Section 10 paragraph two, section 11, section 12 and section 13 shall be applied mutatis mutandis.

Section 15

The Medical Committee shall have powers and duties as follows:

(1) to give recommendation to the Committee related to the providing of medical service;

(2) to lay down rules and rates for medical benefits of the insurer under section 59, section 63, section 66, section 68 section 70 and section 72;

(3) to give advice to the Committee related to the issuance of the Ministerial Regulations under section 64;

(4) to give medical advice and suggestion to the Committee, the Appeal Committee and the Office;

(5) to carry out other acts which are prescribed by this Act to be powers and duties of the Medical Committee or as entrusted by the Minister or the Committee.

Section 16

The Committee or Medical Committee may appoint sub-committee for consideration or execution any matter as may be entrusted by the Committee or Medical Committee.

The provisions of section 13 shall be applied to the meeting of the sub-committee mutatis mutandis.

Section 17

The Committee, Medical Committee and their sub-committee shall have the power to order any person to send any document or information necessary for its consideration.  In this regards, they may summon any person to testify.

Section 18

A member, advisor, a member of Medical Committee, a member of Appeal Committee and a member of sub-committee may be entitled to the meeting allowance, travel fee, per diem, lodgings fee and other expenses for the execution of duties under this Act in accordance with the regulations determined by the Minister with approval of the Ministry of Finance.

 

Chapter 2 

Office of Social Security

 

Section 19

There shall establish the Office of Social Security in the Ministry of Labor and Social Welfare having powers and duties as follows:

(1) to carry out secretariat work of the Committee, other Committees and sub-committees under this Act;

(2) to keep, collect and analyze information related to social security work;

(3) to make a register of the employer and insurers who have to pay the counterpart fund to the fund;

(4) to carry out other acts which are prescribed by this Act to be powers and duties of the Office;

(5) to carry out other acts as entrusted by the Minister, Committee, other Committees or sub-committees.

Section 20

The Secretary-General shall have duty to control generally on the officials work of the Office and shall be supervisor of all officials of the Office.  For this purpose, there shall be one or more Deputy Secretary-General to be his or her assistant.

The Secretary-General and Deputy Secretary-General shall be ordinary civil servant.

 

Chapter 3

Social Security Fund

 

Section 21

There shall establish a fund in the Office of Social Security called the Social Security Fund so as to be paid in lieu of all benefits entitled by the insurer under Chapter 3 and to be paid for all expenses under section 24 paragraph two.

Section 22

The fund composes of:

(1) counterpart funds paid by the government, employers and insurers under section 40 and section 46;

(2) surcharges under section 36, section 49 and section 53;

(3) earnings of the fund under section 26;

(4) fees under section 45;

(5) money received from donation or subsidy;

(6) money devolved on the fund under section 47, section 47 bis, section 50, section 53 and section 56;

(7) subsidy or advance money paid by the government under section 24 paragraph three;

(8) fines from case settlement under section 102;

(9) other incomes.

Section 23

The fund money under section 22 shall devolve on the Office and shall not be remitted to the Ministry of Finance as State’s income.

Section 24

The fund money shall be paid as benefits under this Act.

The Committee may allocate the fund money in an amount of not exceeding ten per cent of the counterpart fund of each year to be paid under section 18 and to be paid for the administration of the Office.

In the case where the fund money shall not cover the expense under paragraph one or paragraph two, the government shall pay subsidy or advance money as necessary to the fund.

Section 25

The receipt, payment and keeping of the fund money shall be in accordance with the regulation determined by the Committee with approval of the Ministry of Finance.

Section 26

The earnings of fund shall be in accordance with the regulation determined by the Committee with approval of the Ministry of Finance.

Section 27

The Committee shall, within six months as from the date of expiration of the calendar year, submit balance sheet and financial statement of the fund for the elapse year to the Office of State Audit for examination and certification before submitting to the Minister.

The Minister shall submit such balance sheet and financial statement to the Prime Minister for further submitting to the National Assembly for information and shall publish such balance sheet and financial statement in the Government Gazette.

 

Chapter 4

Social Security Survey

 

Section 28

For the purpose of social security work under this Act, the Royal Decree on labor problems and information survey may be enacted.

The Royal Decree under paragraph one shall, at least, specify:

(1) survey’s objectives;

(2) survey’s official or competent official;

(3) enforcement period of the Royal Decree which shall no longer than two years.

Section 29

Upon an enactment of the Royal Decree under section 28, the Secretary-General shall notify:

(1) survey’s form;

(2) period in which the official or competent official shall send the survey’s form to the employers;

(3) period in which the employers shall return the filled survey’s form to the official or competent official which shall not less than thirty days and such period shall be specified in the survey’s form.

The notification under this section shall be published in the Government Gazette.

Section 30

The survey’s form under section 29 (1) to be sent to the employer shall be sent by registered mail with advice of delivery or the official or competent official hands it to the domicile, residence or office of the employer between sunrise and sunset or working hour of the employer.  If the employer is not found at his or her domicile, residence or office, such form may be hand to any sui juris person living or working in the dwelling place or office which appears to be of the employer.

Section 31

The employer shall, upon receiving of the survey’s form, fill it with true statement and shall return such filled form to the official or competent official within the period under section 29 (3).

Section 32

All statements or numerals filled in the survey’s form shall be deemed confidential.  No person having duties for the execution of this Act shall disclose such statements or numerals to any person having no duties for the execution of this Act, provided that there is beneficial to social security work, labor protection or case investigation or consideration.

 

PART II

Social Security Work

 

Chapter 1

Being an Insurer

 

Section 33

An employee of not less than fifteen years of age, but not more than sixty years of age, shall be an insurer.

If an employee being an insurer under paragraph one reach sixty years of age and still be an employee of the employer under this Act, such employee shall be deemed continuing an insurer.

Section 34

The employer having the employee who is insurer under section 33 shall submit a list stating insurer’s name, wage and other information in accordance with the form determined by the Secretary-General to the Office within thirty days as from the date such employee being an insurer.

Section 35

In the case where the entrepreneur hires any person to control working and pay wage to the employees whereby the entrepreneur pays lump sum labor costs to such person in so doing, or entrusts any person to provide the employees to do work which is not a job providing business, if such work is a part of the production line or business which is done within the place of business or working place of the entrepreneur and the main working equipments and instruments for such work have been provided by the entrepreneur, the entrepreneur in such case shall be the employer having duties to act in accordance with this Act.

If the person whose lump sum labor cost is paid under paragraph one is a person who submit a list to the Office under section 34, such person shall have duties to act in accordance with this Act as same as the employer.  In this case, the entrepreneur shall relief from liability in obligation to pay the counterpart fund and surcharge in an amount of the person whose lump sum labor cost is paid remits to the Office

Section 36

If the employer submits a list under section 34, the Office shall make a certificate stating social security registration to the employer and shall issue social security card to the employee in accordance with form, rules and procedure as prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 37

If it appears to the Office, or from the complaint of the employee, that the employer fails to submit the list under section 34 or names of some employees is not appear in the submitted list under section 33, the Office shall, upon considering the related evidences, have power to record any statements under section 34 to the list and shall make a certificate stating social security registration to the employee and/or issue social security card to the employee under section 36, as the case may be.

Section 38

The insurer status of the insurer under section 33 shall terminate upon:

(1) death;

(2) not being employee.

In the case where the insurer who is not being employee under (2) has paid the counterpart fund in full amount within the period of time which entitle the right under the provisions of Chapter 3, such person shall enjoy the right under the provisions of Chapter 2, Chapter 3, Chapter 4 and Chapter 5 for further six months as from the date of not being employee or the period of time as determined additionally by the Royal Decree which shall no longer than twelve months as from the date of not being employee.

Section 39

A person who has been an insurer under section 33 and has paid the counterpart fund for not less than twelve months, but his or her insurer status has terminated under section 38 (2), if such person intends to continue his or her insurer status, he or she shall express his or her intention to the Office in accordance with the regulations determined by the Secretary-General within six months as from the date his or her insurer status has terminated.

An amount of money to be basis for calculation of the counterpart fund in which the insurer under paragraph one has to remit to the fund under section 46 paragraph two shall be in accordance with the rate as determined by the Ministerial Regulations with regards to economic suitability at that time.

The insurer under paragraph one shall remit money to the counterpart fund once a month, within the fifteenth day of next month.

The insurer under paragraph one who fails to remit the counterpart fund, or remit an incomplete amount, within the period under paragraph three shall be responsible for surcharge at the rate two per cent per month of an amount of the unpaid or deficit amount of the counterpart fund as from the day following the date of remitting the counterpart fund.  In the case where there is a remainder of the month, if a remainder is fifteen days or more, it shall be counted as one month.  If the remainder is less than that, it shall not be counted.

Section 40

Any person who is not the employee under section 33 may apply to be an insurer under this Act by express his or her intention to the Office.

The rules and rates on remittance of the counterpart fund, category of entitled benefits under section 54 as well as the rules and conditions of the right to receive the entitled benefits shall be enacted by the Royal Decree.

Section 41

The insurer status of the insurer under section 39 shall terminate upon:

(1) death;

(2) being the insurer under section 33;

(3) resignation;

(4) failing to remit the counterpart fund for three consecutive months;

(5) remitting the counterpart fund less than nine months out of twelve months.

In the case of (4), the insurer status shall terminate as from the first month the insurer has failed to remit the counterpart fund, and in case of (5), the insurer status shall terminate as from the month which the counterpart fund the counterpart fund is not complete nine months.

In the case where the insurer, who his or her insurer status has terminated under (3), (4) and (5), has remitted the counterpart fund in full amount within the period of time which entitle the right under the provisions of Chapter 3, such person shall enjoy the right under Chapter 2, Chapter 3, Chapter 4 and Chapter 5 for further six months as from the termination date of the insurer status.

Section 42

In order to entitle the insurer the right to request for benefits under the provisions of Chapter 3, each period of being the insurer under section 33 and/or section 39 shall be counted altogether.

Section 43

An undertaking under this Act shall be subjected to this Act until its liquidation even though the number of its employees is less than the determined number, and the remaining employees shall be the insurer.  If such undertaking accepts new employees to work, such employees shall also be insurers under this Act even though the total number of its employees is less than the determined number.

Section 44

In the case where the fact related to the statements in the list submitted to the Office has changed, the employer shall notify, in writing, the Office in accordance with the regulations determined by the Secretary-General so as to alter or revise such statements within the fifteenth day of the month following the month having such change.

The provisions of section 37 shall be applied to the case where the employer fails to comply with this section mutatis mutandis.

Section 45

In the case where the certificate stating social security registration or the social security card is lost, destroyed or seriously damaged, the employer or the insurer shall apply for the substitution of the certificate stating social security registration or the social security card, as the case may be, to the Office within fifteen days as from the date the lost, destroy or serious damage has known thereto in accordance with the regulations determined by the Secretary-General.

 

Chapter 2

Counterpart Fund

 

Section 46

The government, employer and employee under section 33 shall remit the counterpart fund to the fund so as to pay for danger or sickness benefits, infirmity benefits, death benefits and parturition benefits in an equal amount as prescribed by the Ministerial Regulations, but shall not exceed the counterpart fund rate attached to this Act.

The government, employer and employee under section 33 shall remit the counterpart fund to the fund so as to pay for child allowance benefits, old age benefits, and unemployment benefits at the rate as prescribed by the Ministerial Regulations, but shall not exceed the counterpart fund rate attached to this Act.

As for the insurability under section 39, the government and insurer shall remit the counterpart fund to the fund whereby the government remits one time and the insurer remits two times of the counterpart fund which each party shall remit under paragraph one and paragraph two.

The determination of the counterpart fund rate under paragraph one and paragraph two shall regard to the benefits and administration expense of the Office under section 24.

The minimum and maximum wage to be basis for calculation of the counterpart fund to be remitted by each insurer under section 33 shall be in accordance with the Ministerial Regulations.  In calculating the counterpart fund to be remitted by each insurer, the remainder of the counterpart fund in an amount of fifty Stang or more shall be counted as one Baht and the amount less than that shall be omitted.  If the insurer works for many employers, the counterpart fund shall be calculated upon wage received from each employer.

Section 47

At each payment of wage, the employer shall deduct wage of the insurer in an amount to be remitted as the counterpart fund by the insurer under section 46.  Upon such deduction, it shall be deemed that the insurer has remitted the counterpart fund as from the date such deduction has been made by the employer.

The employer shall remit the counterpart fund of the employee deducted under paragraph one together with the counterpart fund to be remitted by the employer to the Office within the fifteenth day of the month following the month the deduction has been made and shall submit the list stating the remittance of counterpart fund in accordance with the form determined by the Secretary-General.

If the employer fails to pay wage on time, he or she shall have duty to remit the counterpart fund as prescribed in paragraph two as if the wage has paid.

In the case where the counterpart fund to be remitted by the insurer or the employer which has been remitted to the Office by the employer is excess the amount to be remitted, the employer or insurer shall make an application to recall the excess amount in accordance with the regulations determined by the Secretary-General.  If the employer or insurer fails to make such application within one year as from the date of remittance or fails to collect such money within one year as from the date he or she has been informed to make a collection, such money shall devolve on the fund.

Section 47 bis.

In the case where the employer fails to remit the counterpart fund, or remit an incomplete amount, within the period as prescribed in section 47 under paragraph two, the competent official shall have a written notice warning the employer to remits the overdue counterpart fund and surcharge within specified period which shall not less than thirty days as from the date of receiving such notice.  If the employer who has received such warning fails to remits the overdue counterpart fund and surcharge within specified period, the competent official shall have power to assess the counterpart fund to be remitted by the employer and inform, in writing, the employer as follows:

(1) in the case where the employer has remitted the counterpart fund, it shall be deemed that the amount of the counterpart fund to be remitted by the employer for each following month shall be equal to the amount of the counterpart fund of the last month, calculated in full month, which has been remitted by the employer;

(2) in the case where the employer having duty under this Act fails to submit the list under section 34, or submit the list under section 34, but never remit the counterpart fund, or submit the list under section 34, but states the amount and names of the employees less than the actual amount, the counterpart fund shall be assessed upon the list which has been submitted by the employer or upon the amount of employees which appears to the competent official after inspection, as the case may be.  In this regards, it shall be deemed that each employee receives monthly wage at the rate which has been stated in the submitted list.  If the list has not been submitted or has incomplete statements, it shall be deemed that each employee receives monthly wage at a rate of not less than the minimum daily wage under the law labor protection applying to such locality multiplied by thirty.

In the case where it can be proved within two years as from the date the assessment of the counterpart fund under paragraph one has been notified that the actual amount of the counterpart fund to be remitted by the employer more or less than the amount assessed by the competent official under (1) or (2), the Office shall inform, in writing, the proof thereon to the employer within thirty days as from the date the proof has known to the Office so as to enable the employee to remit the additional counterpart fund within thirty days as from the date of receiving such information, or to make an application to recall the excess amount.  If the employee fails to collect such money within one year as from the date he or she has been informed the proof, such money shall devolve on the fund.
The provisions of section 30 shall be applied to the informing of warning, assessed counterpart fund and the proof mutatis mutandis.

Section 48

In the case where the insurer works with many employers, all employers shall have duty to comply with section 46 and section 47.

Section 49

In the case where the employer fails to remit the counterpart fund to be remitted by the employer or the insurer, or remit an incomplete amount, within the period as prescribed in section 47, such employer shall be responsible for surcharge at the rate two per cent per month of the amount of the overdue or deficit counterpart fund as from the day following the date of remittance.  In the case where there is a remainder of the month, if a remainder is fifteen days or more, it shall be counted as one month.  If the remainder is less than that, it shall not be counted.

In the case where the employer fails to deduct wage of the insurer for the counterpart fund or the deducted amount is less than the amount under section 47 paragraph one, the employer shall be responsible for the counterpart fund to be remitted by the employee in full amount and shall pay surcharge under paragraph one as from the date he or she has to remit the counterpart fund.  In this case, such insurer shall be entitled to his or her right as if the insurer has completely remitted the counterpart fund.

Section 50

The Secretary-General shall have power to order in writing to seize, attach and auction properties of the employer who fails to remit the counterpart fund or surcharge or remits incomplete amount thereof under section 49.  Such order shall be made as necessary for the remittance of the undue amount thereof.

The order to seize, attach or auction properties under paragraph one shall be made if the written notice has been sent to warn the employer to remit the undue counterpart fund and /or surcharge within the determined period which shall not less than thirty days as from the date of receiving such notice, but the employer fails to comply therewith.

The rules and procedure for seizure, attachment and auction of properties under paragraph one shall be in accordance with the regulations determined by the Minister.  In this regards, the rules and procedure under the Civil Procedure Code shall be applied mutatis mutandis.

The remaining money received from such auction, after deducted to pay for the expenses incurred in seizure, attachment and auction and to pay for undue counterpart fund and surcharge, shall be returned to the employer without delay.  If the employer fails to collect such remaining money within five years, such money shall devolve on the fund.

Section 51

The Office shall have preferential right in the obligation incurred from the failure in paying the counterpart fund and/or surcharge over all properties of the employer who is a debtor as same as the preferential right in tax and duties under the Civil and Commercial Code.

Section 52

If the employer is a sub-contractor, all previous sub-contractors, if any, through the primary contractor shall be jointly responsible with the sub-contractor who is the employer in the counterpart fund which the employer has duty to remit under this Act.

Section 53

The provisions of section 49, section 50 and section 51 shall be applied mutatis mutandis to the sub-contractor under section 52 who fails to remit the counterpart fund, or remit an incomplete amount, within the determined period.

 

PART III

Benefits

 

Chapter 1

General Provisions

 

Section 54 

The insurer or the person under section 73 shall be entitled to the benefits of the fund as follows:

(1) danger or sickness benefit;

(2) parturition benefit;

(3) infirmity benefit;

(4) death benefit;

(5) child allowance benefit;

(6) old age benefits;

(7) unemployment benefit, except the insurer under section 39.

Section 55

In the case where the employer has provided welfare related to danger or sickness, infirmity, death from other reasons other than working, parturition, child allowance, old age benefit or unemployment, prior to the date this Act comes into force, to his or her employees who are the insurers under section 33 and have worked with the employer prior to the date this Act comes into force, if the payment of any welfare is higher than the benefits under this Act, such employer shall represents its regulations related to working, hire of labor agreement or working condition agreement stating such welfare clause to the Committee so as to deduct the counterpart fund rate for the benefits which has been provided by the employer from the counterpart fund rate which the insurers and the employer have to remit to the fund under section 46.  In this regards, the employer shall, after such deduction, use the remaining counterpart fund rate to be calculated for the counterpart fund which the insurers and the employer having duty to remit to the fund for the purpose of paying other benefits.

The requesting for, and the considering of, the deduction of the counterpart fund under paragraph one shall be in accordance with the rules, procedure and condition as determined by the Committee.

Section 56

The insurer or any person who is of opinion that he or she shall be entitled for any benefit as prescribed in section 54 and desires to claim for such benefit shall apply for such benefit to the Office in accordance with the regulation as determined by the Secretary-General within one year as from the date he or she is entitled to such benefit.  In this case, the Secretary-General or a person entrusted by the Secretary-General shall consider and decide such application without delay.

In the case where the benefits under paragraph one is cash, if the insurer or any entitled person fails to collect within two years as from the date of receiving an information from the Office, such cash shall devolve on the fund.

Section 57

In calculating daily wage for the money in lieu of loss earning of the insurer under section 33, the wages of the first three months, which are the basis for calculation of the counterpart fund remitted to the Office by the employer, shall be traced back for nine months and then divided by ninety.  In the case where the insurer can prove that if the wages of other three months within the period of such nine months has been brought into consideration, the result may be higher than the aforesaid result, the wages of such three months shall be divided by ninety.  In the case where the insurer remits the counterpart fund less than nine months, the result calculated by dividing the wages of the last three months, which are the basis for calculation of the counterpart fund remitted to the Office by the employer, by ninety shall be the basis for calculation.

In calculating daily wage for the money in lieu of loss earning of the insurer under section 39, the average of the amount of money which is the basis for calculation of the counterpart fund under section 39 paragraph two shall be basis for calculation.

Section 58

In receiving benefits under this Act which is related to medical service, the insurer or his or her spouse shall receive medical service from the infirmary under section 59.

The details and conditions related to medical service to be received by the insurer of his or her spouse shall be in accordance with the regulations determined by the Secretary-General with approval of the Committee.

Section 59

The Secretary-General shall publish in the Government Gazette the localities and names of the infirmary where the insurer or his or her spouse is entitled to receive medical service.

If the insurer or his or her spouse who is entitled to receive medical service works or has domicile in any locality, he or she shall receive medical service from the infirmary under paragraph one which located in such locality.  In the case where there is no the infirmary under paragraph one, or where there is a reasonable ground showing that the insurer or his or her spouse is unable to receive medical service form such infirmary, the insurer or his or her spouse may receive medical service from the infirmary under paragraph one located in other localities.

In the case where the insurer or his or her spouse has received medical service from an infirmary other than the infirmary prescribed in paragraph two, the insurer shall be entitled to money in lieu of medical service which he or she has to pay to such infirmary in the amount as determined by the Office with regards to conditions of danger or sickness, parturition, economics situation of each locality and nature of medical service to be provided, but such amount shall not exceed the rate as determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

Section 60

In the case where the insurer or his or her spouse has received medical service from an infirmary, but unreasonably omits, or fails to comply with, suggestion or order of the physician, the Secretary-General or a person entrusted by the Secretary-General may, with approval of the Medical Committee, reduce medical benefit.

Section 61

The insurer or a person under section 38 paragraph two, section 73 or section 73 bis shall not entitle to benefits if it appears that the state of being danger, sickness, infirmity or death is intentionally made by such person or is made by other persons with consent of such person.

Section 61 bis.

In the case where the insurer is entitled to the money in lieu of loss earning under section 64 and section 71 or the assistance money during maternity leave under section 67 at the same time, such insurer shall have right to receive either the money in lieu of loss earning or the assistance money during maternity leave by expressing intention according to the form as determined by the Secretary-General.

 

Chapter 2

Danger or Sickness Benefits

 

Section 62

The insurer shall be entitled to the danger or sickness benefits for any danger or sickness caused by any reason other than working if the insurer has, within the period of fifteen months before receiving medical service, remitted the counterpart fund for not less than three months.

Section 63 

The danger or sickness benefits for any danger or sickness caused by any reason other than working are, viz.:

(1) diagnosis fee;

(2) medical treatment fee;

(3) residence and nursing service in the infirmary fee;

(4) pharmacy and medical equipment fee;

(5) ambulance or transmitting vehicle for patient fee;

(6) other necessary service fee,

In accordance with the rules and rates as determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

If the insurer who has to stop working during medical treatment upon an order of the physician shall also be entitled to the money in lieu of loss earning under section 64.

Section 64

In the case of being in danger or sickness caused by any reason other than working, the insurer shall be entitled to the money in lieu of loss earning at the rate fifty per cent of the wage under section 57 if he or she has to stop working during the medical treatment upon an order of the physician for not more than ninety days each time, and the total period thereof shall not exceed one hundred and eighty days in each calendar year.  In the case of being sickness by chronic disease as determined by the Ministerial Regulations, the insurer shall be entitled to the money in lieu of loss earning more than one hundred and eighty days, but the total period thereof shall not exceed three hundred and sixty five days.

The period for receiving the money in lieu of loss earning shall begin as from the date the insurer has stopped working upon an order of the physician until the date the physician has ordered to stop working or, in the case where the insurer goes back to work prior to the expiration of the period determined by the physician, the last date he or she stops working, but not exceeding the period under paragraph one.

In the case where the insurer has right to receive wage from the employer during the period he or she stops working for medical treatment under the law on labor protection or regulations related to working, hire of labor contract or working condition agreement, as the case may be, the insurer is not entitled to money under paragraph one until the expiration of the right to receive wage from the employer.  In this case, the insurer shall be entitled to the money in lieu of loss earning for the remaining period.  If the wage received by the employer in any case less than the money in lieu of loss earning to be paid by the fund, the insurer shall have right to the money in lieu of loss earning for the deficit.

 

Chapter 3

Parturition Benefits

 

Section 65

The insurer shall be entitled to the parturition benefits for himself or his wife or for a woman who openly live together with the insurer upon husband and wife relationships in accordance with the regulations as determined by the Secretary-General if such insurer has no wife.  In this regards, the insurer shall, within the period of fifteen months before receiving medical service, remit the counterpart fund for not less than seven months.

Each insurer shall be entitled to the parturition benefits not exceeding two times.

Section 66

The parturition benefits are, viz.:

(1) obstetric fee;

(2) medical treatment fee;

(3) pharmacy and medical equipment fee;

(4) childbirth fee;

(5) residence and nursing service in the infirmary fee;

(6) guardian and nursing service for infant fee;

(7) ambulance or transmitting vehicle for patient fee;

(8) other necessary service fee,

In accordance with the rules and rates as determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

The insurer who has to stop working for parturition shall also be entitled to the money in lieu of loss earning in accordance with section 67.

Section 67

In the case where the insurer has to stop working for parturition, the insurer shall be entitled to the money in lieu of loss earning not exceeding two times.  The money in lieu of loss earning to be paid each time shall be made in form of lump sum at the rate fifty per cent of the wage under section 57 for the period of ninety days.

Section 68

In the case where the insurer or the insurer’s spouse is not entitle to the benefits under section 66 due to the fact that the parturition of the insurer or the insurer’s spouse is not made at the infirmary under section 59, the insurer shall be entitled to the parturition benefits in accordance with the rules and rate determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

 

Chapter 4 

Infirmity Benefits

 

Section 69

The insurer shall be entitled to the infirmity benefits for any infirmity caused by any reason other than working if the insurer has, within the period of fifteen months before becoming infirmity; remitted the counterpart fund for not less than three months.

Section 70

The infirmity benefits are, viz.:

(1) diagnosis fee;

(2) medical treatment fee;

(3) pharmacy and medical equipment fee;

(4) residence and nursing service in the infirmary fee;

(5) ambulance or transmitting vehicle for the infirmity person fee;

(6) physical, mental and occupational rehabilitation fee;

(7) other necessary service fee,

In accordance with the rules and rates as determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

Section 71

The insurer being infirmity by any reason other than working shall be entitled to the money in lieu of loss earning at the rate fifty per cent of the wage under section 57 for the rest of his or her life.

Section 72

In the case where the Medical Committee has decided that the infirmity condition of the insurer under rehabilitation under section 70 (6) has been in better condition, the Secretary-General or a person entrusted by the Secretary-General shall reduce the amount of money in lieu of loss earning due to being infirmity in accordance with the rules and procedure as determined by the Medical Committee with approval of the Committee.

In the case where it appears that the infirmity condition has deteriorated after the reduction under paragraph one has been made, if the Medical Committee confirms that the infirmity condition has deteriorated from the condition which had been decided under paragraph one, the Secretary-General shall increase the amount of money in lieu of loss earning.

 

Chapter 5

Death Benefits

 

Section 73

The insurer shall be entitled to the death benefits for the death caused by any reason other than working if the insurer has, within the period of six months before the death; remitted the counterpart fund for not less than one month.  The death benefits shall be paid as follows:

(1) funeral expense at the rate prescribed in the Ministerial Regulations, but shall not less than one hundred times of the maximum daily wage under the law on labor protection shall be paid to the person as follows:

(a) the person named by the insurer in the letter specifying funeral manager;

(b) the husband or wife, father or mother or child of the insurer having evidence showing that he or she is a funeral manager;

(c) other persons having evidence showing that he or she is a funeral manager;

(2) assistance money upon the death of the insurer shall be paid to the person named by the insurer in the letter specifying that he or she is entitled to such assistance money.  If there is no such person, such money shall be paid to the husband or wife, father or mother or child of the insurer equally as follows:

(a) if, before death, the insurer had remitted the counterpart fund for more than thirty six months, but not exceeding ten years, such assistance money shall be paid in the amount equal to fifty per cent of the monthly wage calculated by section 57 multiplied by three;

(b) if, before death, the insurer had remitted the counterpart fund for more than ten years, such assistance money shall be paid in the amount equal to fifty per cent of the monthly wage calculated by section 57 multiplied by ten.

Section 73 bis.

In the case where the infirmity insurer under section 71 becomes death, the provisions of section 73 shall be applied mutatis mutandis.  In this case, the money in lieu of loss earning which the insurer had received in the month before death shall be basis for calculation.

In the case where the infirmity insurer entitling to the funeral expense and assistance money is dead while being the insurer and being the infirmity insurer under paragraph one at the same time, such insurer shall only be entitled to the funeral expense and assistance money.

 

Chapter 6 

Child Allowance Benefits

 

Section 74

The insurer shall be entitled to the child allowance benefits if the insurer has, within the period of thirty six months before the month entitling to benefits; remitted the counterpart fund for not less than twelve months.

Section 75

The child allowance benefits are, viz:

(1) child living condition assistance;

(2) studying fee;

(3) child medical treatment fee;

(4) other necessary assistance, in accordance with the rules and rates as prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 75 bis.

In the case where the insurer entitling to the child allowance benefits under section 74 being infirmity and being entitle to the infirmity benefits or death benefits, such infirmity insurer or the person under section 75 quarter shall also be entitled to the child allowance benefits.

Section 75 ter.

The insurer shall be entitled to the child allowance benefits for not more than two legitimate children each time whereby such children shall have ages as prescribed by the Ministerial Regulations but not exceeding fifteen years.  Such legitimate child shall not include adopted child or a child adopted by other person.

In the case where both father and mother are insurers, either father or mother shall be entitled to the child allowance benefits, provided that there is a divorce registration or separation and a child is in care of each insurer, such insurer shall be entitled to such benefits.

The rules, procedure and conditions in paying the child allowance benefits shall be prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 75 quarter.

In the case where the insurer is dead, the child allowance benefits shall be paid to the following persons respectively:

(1) a husband or wife of the insurer or a person who openly live together with the insurer upon husband and wife relationships in accordance with the regulations as determined by the Secretary-General and being guardian of a child;

(2) a person who takes care of a child of the insurer in the case where the person under (1) is not a person who takes care of a child, or has been revoked a guardianships or death.

 

Chapter 7

Old Age Benefits

 

Section 76

The insurer shall be entitled to the old age benefits if the insurer has remitted the counterpart fund for not less than one hundred and eighty months irrespective of the consecutiveness of such period.

Section 77 

The old age benefits are, viz:

(1) pension paid monthly, called the old age pension;

(2) lump sum money paid one time, called the old age lump sum.

The rules, procedure, payment period and rate of the old age benefits under paragraph one shall be prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 77 bis.

The insurer who has remitted the counterpart fund for not less than one hundred and eighty months shall be entitled to the old age pension as from the month following the month in which such insurer reaches fifty years of age, except where the insurer status of such insurer is not terminated under section 38 or section 41, such person shall be entitled to the old age pension as from the month following the month in which his or her insurer status is terminated.

In the case where the insurer remits the counterpart fund less than one hundred and eighty months and his or her insurer status is terminated under section 38 or section 41, such person shall be entitled to the old age lump sum.

Section 77 ter.

In the case where the person receiving the old age pension becomes the insurer, the payment of the old age pension shall cease until the insurer status of such person is terminated under section 38 or section 41, as the case may be.

If the insurer status is terminated upon any reason other than the death, such person shall be entitled to the old age pension.

If the insurer status is terminated upon the death of the insurer, the hires of such person under section 77 quarter shall be entitled to the old age lump sum.

Section 77 quarter.

In the case where the insurer who is entitle to the old age benefits under section 77 bis is dead before receiving the benefit, or where the person entitling to the old age pension is dead within sixty months as from the month he or she has entitled to the old age pension, the hires of such person shall be entitled to the old age lump sum.

The hires who shall have right under paragraph one are, viz.;

(1) a legitimate child, except adopted child or a child adopted by other person, shall receive two portions thereof.  If the dead insurer having at least three children, those children shall receive three portions thereof;

(2) a husband or wife shall receive one portion;

(3) the living father and mother, or a living father or mother, shall receive one portion.

If there is no such hires in any subsection above or such hires have passed away, the allocation of money under section 77 (2) shall be made among the hires having right in the subsection having the hires.

Section 77 quinque.

In the case where the insurer is entitle to the money in lieu of loss earning under section 71 and the old age pension at the same time, the insurer shall be entitled to the money in lieu of loss earning under section 71 and the old age lump sum instead.

If the insurer has received the old age pension and has then become the infirmity within the period as prescribed in section 38 paragraph two, the payment of the old age pension shall be ceased and the payment of the old age lump sum shall be made instead.  In this regards, the amount of the old age pension which such person has received before being infirmity shall be deducted from the old age lump sum to be paid, and such deduction shall be remitted to the fund.

 

Chapter 8

Unemployment Benefits

 

Section 78

The employee who is the insurer shall be entitled to the unemployment benefits if the insurer has, within fifteen months before being unemployed, remitted the counterpart fund for not less than six months and shall be subjected to the conditions as follows:

(1) such person shall have capability in working and ready to do appropriate work as provided or never refuse any training, and shall be registered with the jobs provider office of the State and report to the office at least once a month;

(2) the state of being unemployed of the insurer shall not caused by the termination of employment due to the fact that he or she is dishonest in the discharge of duties, commits a crime against the employer intentionally, willfully causes damage to the employer, violates any regulation related to working or lawful order in a serious matter, unreasonably neglects his or her duty for seven consecutive days which cause serious damage to the employer, has been sentenced by a final judgment of the Court to a term of imprisonment, except for an offence committed through negligence or a pretty offence;

(3) such person shall not be entitled to the old age benefits under Chapter 7 of this Part.

Section 79

The insurer shall be entitled to the unemployment benefits as from the eighth day as from the date of being unemployed by the last employer under the rule and rate as prescribed by the Ministerial Regulations.

 

PART IV

Competent Official, Inspection and Control

 

Section 80 

For the execution of duties, the competent official shall have powers and duties as follows:

(1) to enter into the work place or office of the employer or work place of the employee between sunrise and sunset or during working hours so as to examine or interrogate fact, properties or documents or other evidences or to take a photograph, to make copies of documents related to employment, wage payment, employees register, remittance of the counterpart fund and other relevant documents or to bring relevant documents or evidences for examination or to execute any appropriate action so as to inquire into fact for the execution of this Act;

(2) to search any suspected place or vehicle if there is a reasonable ground to belief that properties of the employer who fails to remit the counterpart fund and/or surcharge or remits incomplete amount are kept therein.  Such search shall be made during the working hours or between sunrise and sunset, except for a continuation thereof;

(3) to inquire or summon, in writing, any person to testify or submit relevant evidence or document or other necessary things for its consideration.  In this case, the provisions of section 30 shall be applied mutatis mutandis;

(4) to seize or attach properties of the employer in accordance with the order of the Secretary-General under section 50 if the employer fails to remit the counterpart fund and/or surcharge or remits incomplete amount.

In exercising of powers and duties under paragraph one, the competent official may seek help form a civil service or employee of the Office.

Section 81

For the execution of duties of the competent official under section 80, all related persons shall facilitate the competent official as appropriate.

Section 82

For the execution of duties, the competent official shall present his or her identification card.

The form of the identification card of the competent official shall be determined by the Minister.

Section 83

For the execution of duties under this Act, the competent official shall be competent official under the Penal Code.

Section 84

For the purpose of inspection and control of work related to social security, the employer shall make the insurers register and keep it at the office of the employer in the manner that is ready for examination of the competent official.

The form of the insurers register under paragraph one shall be determined by the Secretary-General.

Section 84 bis. 

In the case where the person having duty to act in compliance with the period of time as prescribed in section 39, section 45, section 47, section 47 bis and section 56 is not in the country or there is an unavoidable reason which cause such person from doing any act within such period, and such person apply for the extension or postponement of such period, together with reason, before the expiration of such period, the Secretary-General may, if he or she thinks fit, extend or postpone such period as necessary, but the extended or postponed period shall not exceeding one time of the period as prescribed in those section.

The extension of the period of time as prescribed in section 39 or section 47 shall not be a reason for reducing or exempting the surcharge.

 

PART V

Appeal

 

Section 85

The employer, insurer or other persons who is not satisfy with the order of the Secretary-General or the competent official under this Act other than the order under section 50 shall have right to appeal, in writing, to the Appellate Committee within thirty days as from the date of receiving such order.

The rules and procedure in applying shall be prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 86

The shall be the Appellate Committee appointed by the Minister, consisting of a Chairperson and qualified members in the field of law, medicine, social security system and labor and three representatives of the employer and three representatives of the employee.  A representative of the Office shall be member and secretary.  The composition of the Appellate Committee shall not exceed thirteen members.

Section 87

The Appellate Committee shall have powers and duties in considering the appeal submitted under section 85.

The decision of the Appellate Committee shall be informed to the appellant in writing.

The appellant who is not satisfy with the decision of the Appellate Committee shall have right to institute the case to the Labor Court within thirty days as from the date of receiving such decision.  If the case is not instituted to the Labor Court within such period, the decision of the Appellate Committee shall be deemed final and conclusive.

Section 88

An appeal shall not stay the execution under the order of the Secretary-General or the competent official made under this Act, except where the appellant requests the Secretary-General for such stay and the Secretary-General has an order to stay the execution during an appeal.

Section 89

The Appellate Committee shall have power to appoint the sub-committee for the execution of its duty.  The sub-committee shall, upon the completion of the entrusted duty, make a comment or report to the Appellate Committee.

The provisions of section 13 shall be applied mutatis mutandis to the meeting of the sub-committee.

Section 90

The Appellate Committee shall hold office for a term of two years.
A member who vacates from office may be reappointed, but shall not exceed two consecutive terms.

Section 91

The provisions of section 11, section 12, section 13 and section 17 shall be applied mutatis mutandis to the Appellate Committee.

 

PART VI

Penalties

 

Section 92

Whoever fails to give statement or documents, evidence or necessary information under the order of the Committee, Medical Committee, Appellate Committee, sub-committee or competent official shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding one month or to a fine of not exceeding ten thousand Baht, or to both.

Section 93

Whoever intentionally fails to fill the survey, fills incomplete statement or fails to return the survey within the prescribed period shall be liable to a fine of not exceeding five thousand Baht.

Section 94

Whoever intentionally fills any fault statement or numeral in the survey shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Section 95

Whoever violates section 32 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Section 96

Any employer who intentionally fails to submit the list to the Office within the period as prescribed in section 34 or fails to notify the Office to alter or revise the list within the period as prescribed in section 44 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

If the offense under paragraph one has been committed continuously, the offender shall also be liable to a daily fine of not exceeding five thousand Baht per day throughout the period of such violation or failure.

Section 97

Any employer who submits the list under section 34 or notifies the Office to alter or revise the list under section 44 with an intention to specify fault statement therein shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding six months or to a fine of not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Section 98

Whoever obstructs or fails to render appropriate facilities to the competent official for the execution of its duties under section 80 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding one month or to a fine of not exceeding ten thousand Baht, or to both.

Section 99

Any employer who fails to comply with section 84 shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding one month or to a fine of not exceeding ten thousand Baht, or to both.

Section 100

Whoever discloses any acquired or acknowledged fact related to the undertaking of the employer, which normally be classified by the employer, upon the execution of duties under this Act shall be liable to imprisonment for a term of not exceeding one month or to a fine of not exceeding three thousand Baht, or to both, except for the disclosure in the course of official duty for the purpose of this Act or for the purpose of labor protection or case investigation or consideration.

Section 101

In the case where the juristic person is an offender and being penalized under this Act, the representatives of such juristic person, all directors and other persons who are responsible for the implementation of such juristic person shall be liable to the same penalty as imposed to the juristic person, provided that such person can prove that he or she is not connive at the commission of such offense or has provided a reasonable measure to prevent the commission of such offense.

Section 102

If the following competent official is of opinion that the offender in an offense punishable with fine only or an offense punishable with fine and imprisonment for a term on not exceeding six months, except an offense under section 95, shall not be liable to imprisonment, such competent official shall have power to settle them:

(1) Secretary-General or the entrusted person, for the offense committed within the Bangkok Metropolis;

(2) Changwat Governor or the person entrusted by Changwat Governor, for the offense committed within other province.

In the case where there is an investigation, if the inquiry official found that any person commits an offense under this Act which may be settled and such person agrees to conclude the settlement, the inquiry official shall proceed the case to the Secretary-General or Changwat Governor, as the case may be, within seven days as from the date such person agrees to conclude the settlement.

If the offender pay the full amount of settlement fine within thirty days, such case is settled under the Criminal Procedure Code.

If the offender does not agree to conclude the settlement or fails to pay the full amount of settlement fine within the period as prescribed in paragraph three, the case shall be continued.

 

Transitory Provisions

 

Section 103 

This Act shall apply to the undertaking having twenty employees or more as from the date this Act comes into force.

After the expiration of three years as from the date this Act comes into force, this Act shall apply to the undertaking having ten employees or more.

The application of this Act to the undertaking having less than ten employees in which locality and which period, shall be prescribed by the Royal Decree.

Section 104

The collection of the counterpart fund for danger or sickness benefits, infirmity benefits, death benefits for the death caused by any reason other than working and parturition benefits shall be made as from the date the provisions of Chapter 2 of Part II comes into force.

The collection of the counterpart fund for child allowance benefits and old age benefits shall begin upon the date as prescribed by the Royal Decree which shall be within 31st December B.E. 2541.

The collection of the counterpart fund for unemployment benefits shall begin upon the date as prescribed by the Royal Decree.

 

 

Countersigned by General Chatichai Chunhavan as Prime Minister

 

Fee Rate

(1)  A substitution for a certificate stating social security registration 50 Baht each

(2)  A substitution for a social security card 10 Baht each

 

Counterpart Fund Rate attached to the Act

 

1. Counterpart fund for danger or sickness benefits, infirmity benefits, death benefits and parturition benefits:

(1) Government 1.5% of the wage of the insurer

(2) Employer 1.5% of the wage of the insurer

(3) Insurer 1.5% of the wage of the insurer

2. Counterpart fund for child allowance benefits and old age benefits:

(1) Government 3% of the wage of the insurer

(2) Employer 3% of the wage of the insurer

(3) Insurer 3% of the wage of the insurer

3. Counterpart fund for unemployment benefits:

(1) Government 5% of the wage of the insurer

(2) Employer 5% of the wage of the insurer

(3) Insurer 5% of the wage of the insurer

 


 

Agricultural Futures Trading Act B.E. 2542 (1999)


BHUMIBOL ADULYADEJ, REX.,

Given on 9th October B.E. 2542,

being the 54th year of the present reign.

 

His Majesty King Bhumibol Adulyadej graciously issued a command to announce that:

Whereas, it is expedient to have a law on agricultural futures trading; and

Whereas, this Act has provisions relating to the restriction of rights and freedom of persons which pursuant to Sections 29 together with Section 35, Section 36, Section 48, and Section 50 of the Constitution of the Kingdom of Thailand can be made possible only by virtue of law;

 

Therefore, on the advice and with the consent of the National Assembly His Majesty the King is pleased to enact this Act as follows:

 

Section 1

This Act shall be called the “Agricultural Futures Trading Act B.E. 2542 (1999)”.

Section 2

This Act shall enter into force after the lapse of one hundred and eighty days from the date of its publication in the Royal Gazette.

Section 3

In this Act,

“Exchange” means the Agricultural Futures Exchange of Thailand.

“Agricultural Commodity” means an agricultural produce or product processed from an agricultural produce, which the Board of Directors of the Exchange has specified for Futures Trading.

“Futures Trading” means the purchase and sale of an Agricultural Commodity by open auction on the Exchange for taking or making delivery of the Agricultural Commodity at a later date in the agreed quantity and at the agreed price under the principles, procedures, and conditions stipulated by the Board of Directors of the Exchange.

“Futures Contract” means a buy or sell order of an Agricultural Commodity which a buyer or seller sends to and is confirmed by the Exchange as to the quantity, price, and time for taking or making delivery of the Agricultural Commodity.

“Futures Trading Business” means

(1)                Being a Futures Trader

(2)                Being a Futures Broker

(3)                Being a Futures Trading Advisor

(4)                Being a Futures Agent

(5)                Being a Futures Pool Business Operator

(6)           Engagement in other businesses concerning an Agricultural Commodity as prescribed by the AFTC.

“Futures Trader” means a person licensed by the Secretary-General to engage in Futures Trading for his own account.

“Futures Broker” means a person licensed by the Secretary-General to solicit and accept futures buy or sell orders from Customers.

“Futures Trading Advisor” means a person licensed by the Secretary-General to conduct the business of advising others desirous of trading futures on the Exchange as to Futures Trading.

“Futures Agent” means a person licensed by the Secretary-General to be a Futures Broker’s agent in soliciting futures buy or sell orders from Customers.

“Futures Pool Business Operator” means a person licensed by the Secretary-General to administer and manage the Futures Pool Business.

“Futures Pool Business” means

(1)           the management of private capital by managing capital of at least five persons or more than one group of persons with the object of seeking benefit from Futures Trading;

(2)           the management of an agricultural futures fund by raising funds from persons or groups of persons with the object of seeking benefit from Futures Trading.

“Member” means a Futures Trader or Futures Broker who is authorized by the Board of Directors of the Exchange to trade futures on the Exchange.

“Customer” means a buyer or seller who engages in Futures Trading on the Exchange through a Futures Broker or Futures Agent.

“Margin” means money and property posted as security for Futures Trading.

“President” means the president of the Agricultural Futures Exchange of Thailand.

“Competent Official” means a person appointed by the Minister to act in accordance with this Act.

“Office” means the Office of the Agricultural Futures Trading Commission.

“Secretary-General” means the secretary-general of the Agricultural Futures Trading Commission.

“Minister” means the minister in charge of this Act.

Section 4

The Minister of the Ministry of Commerce shall be in charge of this Act and shall have power to issue ministerial regulations and appoint Competent Officials to act in accordance with this Act.

The ministerial regulations shall be enforceable after they have been published in the Royal Gazette.

 

Chapter 1

Supervision of Agricultural Futures Trading

 

Part 1

Agricultural Futures Trading Commission

 

Section 5

There shall be an Agricultural Futures Trading Commission, commonly abbreviated to “AFTC”, established to comprise the Minister of the Ministry of Commerce as chairman, the Permanent Secretary of the Ministry of Finance, the Permanent Secretary of the Ministry of Agriculture and Co-operatives, the Permanent Secretary of the Ministry of Commerce, the Governor of the Bank of Thailand, and five qualified persons having experience in the business of trading in agricultural commodities and appointed by the Cabinet of Ministers, as members.  Of these five members, there shall be at least one qualified person from each area of law, commerce, finance, and agriculture.  The Secretary-General is also a member and a secretary.

An AFTC member shall be a member of neither the Board of Directors of the Exchange nor the Appeal Committee.

Section 6

A qualified member appointed by the Cabinet of Ministers shall not be a political official, holder of political office, or official of a political party.

Section 7

The AFTC shall have power and duties to formulate policies to promote and develop and to supervise Futures Trading and businesses concerning or connected with Futures Trading and shall have power and duties as follows:

(1) to issue rules, regulations, notifications, orders, and requirements under this Act;

(2) to stipulate principles, procedures, and conditions for the application for and the issuance of a Futures Trading Business license;

(3)to fix fees for the application for and the issuance of a Futures Trading Business license;

(4)to approve the amount of subsidy and contribution which the Exchange earmarks for the Office and the Exchange Development Fund in accordance with paragraph two of Section 74;

(5)to approve rules, regulations, notifications, and orders issued by the Board of Directors of the Exchange in accordance with Section 78 (1) (4) (5) (8) (9) (10) (11) and (16);

(6)to stipulate principles and procedures for the Secretary-General’s review and determination of a dispute under Section 116;

(7)to suspend Futures Trading or order the Board of Directors of the Exchange or the President to do or omit to do an act under Section 125;

(8)to order the Futures Trading Business operator or the Exchange to explain and report on and have power to order an investigation into, facts concerning Futures Trading;

(9)to stipulate rules for the execution of duties of the sub-committee;

(10)to stipulate rules, orders, and regulations governing employees; employment relationship system; placement, appointment, dismissal, disciplines, and punishment of employees and workers of the Office; setting of salary and compensation rates; support and welfare; and granting of power for others to act on behalf of the Secretary-General;

(11)to do any other acts which are stipulated by law to be within the power and duties of the AFTC.

Section 8

The qualified member appointed by the Cabinet of Ministers shall hold office for a term of four years.

Within sixty days after the expiration of the term of office under paragraph one, a new qualified member shall be appointed.  Pending the appointment of the new qualified member, the retiring qualified member shall continue in office until the new qualified member assumes office.

The retiring qualified member may be re-appointed but shall not hold office for more than two consecutive terms.

Section 9      

Upon the lapse of two years from the appointment of the initial AFTC, three qualified members appointed by the Cabinet of Ministers shall vacate their office by drawing lots.  The vacation of their office shall be regarded as retirement upon expiration of their term.

Section 10   

In addition to the retirement upon expiration of his term, the qualified member appointed by the Cabinet of Ministers shall vacate his office upon:

(1) his death;

(2)his resignation;

(3)removal by the Cabinet of Ministers for reason of serious neglect of duty;

(4)being a bankrupt;

(5)being an incompetent or quasi-incompetent person;

(6)being imprisoned by a final court judgment for imprisonment, not including the case where the offense is committed by negligence or a petty one;

(7)being disqualified under Section 6.

If a qualified member appointed by the Cabinet of Ministers vacates office before the expiration of his term, the Cabinet of Ministers may appoint a replacement-qualified member.   The replacement-qualified member shall hold office for the remaining term of the vacating qualified member whom he replaces.

Section 11

The meeting of the AFTC shall be quadrate when there is no less than half of the total number of members present at the meeting.

If the chairman is not present at the meeting or unable to perform his duty, the members present at the meeting shall elect one of them to chair the meeting.

A resolution of the meeting shall be passed by a majority vote.  Each member shall have one vote.  In case of an equality of votes, the chairman of the meeting shall have another vote as the casting vote.

Section 12

A member who has any interest in a matter under consideration shall not participate in considering that matter.

Section 13

The AFTC shall have power to appoint a sub-committee to do any acts within the power and duties of the AFTC and report to the AFTC.

Section 11 shall apply mutatis mutandis to the meeting of the sub-committee under paragraph one.

Section 14

The chairman of the AFTC, members of the AFTC, and sub-committee members shall be remunerated as prescribed by the Minister and such remuneration shall be regarded as operating expenses of the Office.

 

Part 2
Office of the Agricultural Futures Trading Commission

 

Section 15   

The Office of the Agricultural Futures Trading Commission shall be established and shall have the status of a legal person.

The business of the Office under paragraph one shall not be subject to the labor protection law regarding severance payment, the compensation law, and the labor relations law.

The Office is neither part of the government nor a state enterprise under the budgetary procedure law or other laws.  The revenue of the Office shall not be required to be remitted as the state revenue.

Section 16   

The Office shall have its head office in the Bangkok Metropolis or another province as specified by the AFTC.

Section 17   

The Office shall have power and duties to act in accordance with the resolutions of the AFTC and such power and duties shall include the following:

(1)to perform the administrative duties of the AFTC and the sub-committee;

(2)to hold ownership or possessor rights or have in possession any properties, construct, buy, procure, sell, dispose of, rent, let, hire-purchase, lease on hire-purchase terms, borrow, lend, accept pledges, take mortgages, exchange, transfer, accept transfers, do any acts concerning properties inside or outside the Kingdom, as well as receive donated properties;

(3)to borrow money, borrow, lend money, and invest for profit;

(4)to fix service fees for operations of the Office;

(5)to receive fees as the AFTC shall require;

(6)to do other acts as stipulated by law to be within the power and duties of the Office or as the AFTC shall designate;

Provided that it is in the interests of the conduct of business of the Office.

Section 18   

On the Minister’s recommendation, the Cabinet of Ministers shall appoint the Secretary-General.

The Secretary-General shall hold office for a term of four years and may be re-appointed.

Section 19

The Secretary-General shall have qualifications and be clear of disqualifications as follows:

(1)to have Thai nationality;

(2)to have graduated with at least a bachelor’s degree or its equivalent;

(3)to have knowledge and ability concerning the Futures Trading Business and be capable of working full-time for the Office;

(4)not to be a political official, holder of political office, official of a political party, civil servant holding regular office or receiving regular salary, or employee or worker of a governmental body or state enterprise;

(5)not to hold office or have a duty or an interest in connection with a Futures Trading Business operator;

(6)not to be a bankrupt;

(7)not to be an incompetent or quasi-incompetent person;

(8)not to have been imprisoned by a final court judgment for imprisonment, not including the case where the offense is committed by negligence or a petty one.

Section 20   

In addition to the retirement upon expiration of his term, the Secretary-General shall vacate office upon:

(1)his death;

(2)his resignation;

(3)as proposed by the AFTC, removal by the Cabinet of Ministers’ resolution for reason of breach of duty stipulated under this Act or serious neglect of duty;

(4)losing a qualification or being disqualified under Section 19.

Section 21

Within three years from the vacation of office, the Secretary-General shall not become a shareholder, director, manager, person with power to manage business, or financial advisor of a licensed Futures Trading Business operator.

Section 22   

The Secretary-General shall have power and duties to issue licenses and regulate the conduct of Futures Trading Business and conduct the business of the Office in accordance with the policies and resolutions of the AFTC, including rules, regulations, notifications, or orders concerning the Office and shall have employees and workers of the Office under his command.

In the conduct of business, the Secretary-General shall be accountable to the AFTC.

Section 23   

In matters concerning third parties, the Secretary-General shall be the representative of the Office.   To this end, the Secretary-General may authorize any employees of the Office to do specific acts on his behalf, provided that the authorization shall be in accordance with the regulations stipulated by the AFTC.

Section 24

The Office shall establish an accounting system suitable for the business of the Office and shall regularly arrange an internal audit.

Section 25   

The Office shall prepare a balance sheet and an income account to be submitted to its auditor within 120 days from the end of each fiscal year.

The normal fiscal year shall commence on 1st January and end on 31st December of every year.  As for the initial year, it shall commence on the date this Act enters into force and end on 31st December of that year.

The Office of the Auditor-General of Thailand shall be the auditor of the Office every year and shall prepare its audit report to the AFTC.

 

 Chapter 2

Futures Trading Business

  Part 1

Futures Trader, Futures Broker, Futures Trading Advisor,

Futures Agent and Other Business Operators

 

Section 26

Any person who will conduct the business of a Futures Trader, Futures Broker, Futures Trading Advisor, Futures Agent, and other businesses as specified by the AFTC shall require to be licensed by the Secretary-General.

The application for and the issuance of a license for the conduct of business under paragraph one shall be in accordance with the principles, procedures, and conditions stipulated by the AFTC.

In issuing a license, the Secretary-General may impose conditions on the conduct of business.

Section 27

In issuing a business license under Section 26, the Secretary-General shall examine evidence of an applicant in respect of the following:

(1)Regarding the application for a license to be a Futures Trader:

(a) the applicant is a legal person having the object of conducting the Futures Trading Business and is financially secure;

(b) directors of the applicant are not disqualified under Section 35 and are financially secure;

(c) the applicant has employees in the number specified by the AFTC who have completed a Futures Trading training from an institution certified by the AFTC;

(2)Regarding the application for a license to be a Futures Broker:

(a) the applicant is a legal person having the object of conducting the Futures Trading Business and is financially secure;

(b) directors of the applicant are not disqualified under Section 35 and are financially secure;

(c) the applicant has employees in the number specified by the AFTC who have completed a Futures Trading training from an institution certified by the AFTC;

(3)Regarding the application for a license to be a Futures Trading Advisor:

(a) the applicant has experience in Futures Trading and has knowledge and ability for the study, analysis, and research of Agricultural Commodities;

(b) if the applicant is a legal person, it shall have personnel with qualifications under (a) and other qualifications as specified by the AFTC;

(4)Regarding the application for a license to be a Futures Agent:

(a) the applicant is financially secure, has proper conduct, and is not disqualified under Section 35;

(b) the applicant has completed a Futures Trading training from an institution certified by the AFTC.

Section 28   

When there is a need to maintain economic stability and protect the public interest, the AFTC shall have power to prescribe additional conditions, as it deems appropriate for the holder of the business licenses under Section 26 and Section 44 to comply.

When the need under paragraph one ceases or changes, the AFTC may modify or change the prescribed conditions.

Section 29

The holder of the Futures Broker license shall be regarded as also holding the Futures Trader license.

Section 30

To act as a Futures Broker, he shall make a contract in writing with the Customer for engaging in Futures Trading on behalf of the Customer.  The contract shall contain details of essential provisions as prescribed by the AFTC to make it fair to the parties.

The remuneration for acting as a Futures Broker under paragraph one shall be at the rate specified by the AFTC.

Section 31

A Futures Agent may engage in soliciting futures buy or sell orders from Customers after the name of the Futures Agent has been notified to the Secretary-General in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the Secretary-General.

For the purpose of supervision of Futures Trading of the Members, the Secretary-General shall notify the Exchange of the name of the Futures Agent under paragraph one.

Section 32

The holder of the business license under Section 26 shall conduct his business in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.

Section 33

The holder of the business license under Section 26 may have branches or move its head office, branches, or offices only with the permission of the Secretary-General.

The application and permission shall be in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.

Section 34

The holder of the business license under Section 26 shall maintain its financial status as specified by the AFTC.

Section 35

A director, manager, or person with power to manage business, of the holder of the business license under Section 26 shall be clear of the following disqualifications:

(1)being a bankrupt;

(2)having ever been imprisoned by a final court judgment for imprisonment, not including the case where the offense is committed by negligence or a petty one;

(3)unless exempted by the AFTC, having ever been a director, manager, or person with power to manage business, of a financial institution whose business license was revoked;

(4)having ever been a director, manager, or person with power to manage business, of a Futures Trading Business operator whose business license under this Act was revoked;

(5)unless exempted by the AFTC, having ever been removed from the post of chairman, director, or manager of any financial institution;

(6)having ever been removed in accordance with Section 60;

(7)being a person without the educational qualifications, working experience, or qualifications as specified by the AFTC;

(8)            being otherwise disqualified as specified by the AFTC.

Section 36

The holder of the business license under Section 26 may, only with the approval of the Secretary-General, appoint a director, manager, or person with power to manage the licensed business.

If it appears later that the person appointed under paragraph one is disqualified under Section 35, the Secretary-General has power to revoke the previous approval granted, and the holder of the business license under Section 26 shall propose a replacement person for the approval of the Secretary-General within forty-five days from the date of the revocation of the approval.

The director, manager, or person with power to manage business whose approval was revoked under paragraph two shall not, directly or indirectly, act or be involved in the Futures Trading concern where the approval for him was revoked and shall provide conveniences and facts to the replacement person.

Section 37

The holder of the business license under Section 26 shall prepare accounts to truly show the existing results of operations and financial position.  The accounts shall be in compliance with the accounting standard adopted by a professional institution approved by the concerned governmental authorities and additional requirements specified by the AFTC.

Section 38

The holder of the business license under Section 26 shall prepare financial statements in accordance with the forms and methods and within the times specified by the Secretary-General.

The financial statements under paragraph one shall be audited and opined on by an auditor who shall not be a director, employee, or worker of the holder of the business license.

The auditor under paragraph two shall be a licensed auditor under the law governing auditors and shall be approved by the AFTC.

Section 39

The holder of the business license under Section 26 shall disclose his financial statements for inspection by the public at the offices of the business operator and shall provide them to the Secretary-General within the times specified by the Secretary-General.

Section 40

The auditor under Section 38 shall adhere to the ethics and carry out his audit to give an opinion on the financial statements in accordance with the requirements under the law governing auditors and additional requirements specified by the AFTC.

If the auditor finds that the holder of the business license under Section 26 has prepared documents in support of entries or disclosed information in the financial statements which is untrue or incomplete, the auditor shall disclose the fact or opinion and the material impact on the financial statements in the audit report that he will sign to give his opinion.

The AFTC shall have power to revoke its approval for the auditor who fails to comply with the provisions of paragraph one or two.

Section 41

The money a Futures Broker or Futures Agent receives from a Customer shall not be regarded as property of the Futures Broker or Futures Agent.

Section 42

A Futures Broker or Futures Agent shall deposit money received from a Customer for use in the futures purchase or sale with a commercial bank or other financial institution in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC, and shall segregate the account of each Customer from the account of the broker or agent.

Section 43

A Futures Broker shall make a payment from a Customer’s account only for the purpose of the Customer’s Futures Trading or to pay in accordance with the order of the Customer - owner of the account.

 

Part 2

Futures Pool Business

 

Section 44

Any person who will conduct the business of a Futures Pool Business Operator shall require to be licensed by the Secretary-General.   In this regard, the AFTC may prescribe characteristics of fund management that do not require a license.

The application for and the issuance of a license to operate the business under paragraph one shall be in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.

In issuing a license, the Secretary-General may impose conditions on the conduct of the Futures Pool Business.

The establishment and the management of a Futures Pool Business under this Part shall not be subject to the law governing securities and securities exchange.

Section 45

In issuing a license under Section 44, the Secretary-General shall examine evidence of an applicant in respect of the following:

(1)the applicant is either a natural person or a legal person having the object of conducting the Futures Trading Business and is financially secure;

(2)if the applicant is a natural person, a director, manager, or person with power to manage business of the applicant shall not be disqualified under Section 35;

(3)records and manner of the past business conduct of the applicant in terms of management are not deficient or show a lack of responsibility or prudence;

(4)expertise and skill in Futures Trading.

Section 46

To undertake to manage private capital, the Futures Pool Business Operator shall conduct the business in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.

Section 47

Regarding the establishment and the management of an agricultural futures fund, the Futures Pool Business Operator may establish and manage the agricultural futures fund after the application for establishment of the agricultural futures fund has been approved by the Secretary-General in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.

Section 48

In the application for establishment of an agricultural futures fund under Section 47, the Futures Pool Business Operator shall submit the following documents and evidence:

(1)program and plan for managing the agricultural futures fund with particulars as specified by the Secretary-General;

(2)draft commitment between investors and the Futures Pool Business Operator which shall not be of the nature that is unfair to the investors;

(3)draft contract appointing the supervisor of the agricultural futures fund.

Section 49

The commitment between investors and the Futures Pool Business Operator under Section 48(2) shall comprise at least the following essential provisions:

(1)power, duties, and responsibility of the Futures Pool Business Operator;

(2)appointment of the supervisor of the agricultural futures fund, conditions of the change of the supervisor and his remuneration;

(3)rates and methods of payment of fees and remuneration for managing the agricultural futures fund;

(4)rights of the investors;

(5)dissolution of the agricultural futures fund.

The commitment under paragraph one shall not contain any limitation of liability of the Futures Pool Business Operator and of the supervisor which is of the nature that is unfair to the investors.

Any provision of the commitment or any contract which is of the nature that is contrary to the provisions of paragraph two shall be void.

Section 50

The supervisor of an agricultural futures fund shall have qualifications and power and duties as specified by the AFTC.

The supervisor of an agricultural futures fund shall be entitled to bring a legal action through execution of judgment for the benefit of the investors as a whole or pursuant to the instructions of the Secretary-General when an act or an omission to act results in damage to the agricultural futures fund.

If the supervisor of an agricultural futures fund acts, omits to act, or fails to perform his duties under paragraph one, resulting in damage to the investors, the investors or the Office shall be entitled to file a complaint in accordance with the Criminal Procedure Code or bring a civil or criminal action or any other actions through execution of judgment against the supervisor of the fund for the benefit of the investors as a whole.

If a complaint is filed and the public prosecutor files a criminal case, the public prosecutor shall have power to demand property, price, or compensation for damage on behalf of the injured persons.  In this regard, the provisions governing the bringing of a civil action in connection with a criminal action in accordance with the Criminal Procedure Code shall apply mutatis mutandis.

Expenses incurred in bringing a legal action through execution of judgment under this Section for the benefit of any agricultural futures fund shall be paid from the assets of the fund.

Section 51

Raising funds from the public or any person by solicitation or invitation for investment in the establishment of an agricultural futures fund shall be regarded as an offering of newly issued securities in the category of shares and shall be subject to the law governing securities and securities exchange with regard to the issuance of securities of a company and offering of securities to the public.

Section 52

Funds raised under any agricultural futures fund program shall be added to the assets of that agricultural futures fund.  The agricultural futures fund shall be registered with the Secretary-General in accordance with the principles and procedures prescribed by the Secretary-General.

Upon registration under paragraph one, the agricultural futures fund shall have the status of a legal person.

Section 53

Regarding management of an agricultural futures fund, the Futures Pool Business Operator shall act in accordance with the program and plan for the agricultural futures fund management as submitted to the Secretary-General under Section 48 (1).

The program and plan for the agricultural futures fund management shall be modified or added and the management procedure of the agricultural futures fund shall be modified, by the affirmative votes of the majority of the investors representing more than one half of the total capital invested.  Such modification or addition shall be reported to the Secretary-General within fifteen days from the date of the resolution of the modification.

The Futures Pool Business Operator shall notify every investor of the modification of or addition to the program and plan for the agricultural futures fund management or the modification of the management procedure of the agricultural futures fund and publish it in at least one local daily newspaper within fifteen days from the date of the resolution of the modification or addition.

Section 54

Regarding management of an agricultural futures fund, the Futures Pool Business Operator shall not do the following:

(1)commingle the assets of the agricultural futures fund with his own or those of other persons;

(2)use assets of the agricultural futures fund to invest in a business outside the objectives of the agricultural futures fund, unless exempted by the AFTC; provided, however, that any investment in securities shall be in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.   The principles, procedures, and conditions shall be prescribed as a result of the joint consideration of the AFTC and the Securities and Exchange Commission under the law governing securities and securities exchange;

(3)borrow money in the name of the agricultural futures fund or create any encumbrance over the assets of the agricultural futures fund outside the objectives of the agricultural futures fund, unless exempted by the AFTC;

(4)assure the investors that there will be a certain rate of profit or promise that the loss shall not be incurred at a certain rate;

(5)do any act which is of the nature that may cause a conflict of interest with the investors as stipulated by the AFTC;

(6)other businesses as specified by the AFTC.

Section 55

Regarding management of an agricultural futures fund, the Futures Pool Business Operator shall have the following duties:

(1)prepare and report on the balance sheet, income statement, and statement of changes in the assets to the investors and the Secretary-General in accordance with the principles, procedures, and times prescribed by the AFTC;

(2)make an annual report for the investors and the Secretary-General within ninety days from the end of the fiscal year in the form prescribed by the Secretary-General;

(3)prepare and keep accurate records of daily trading of each Agricultural Commodity in good order at the head office which shall be made available to the investors for inspection;

(4)maintain a register of investors in accordance with the principles and procedures prescribed by the Secretary-General;

(5)do any other acts as required by the AFTC.

Section 56

Section 37, Section 38, and Section 40 shall apply mutatis mutandis to the preparation of accounts to show results of operations and financial position, the preparation of financial statements, and the giving of the auditor’s opinion on the financial statements as regards an agricultural futures fund.

 

Part 3

Suspension and Revocation of License

and Dissolution of Futures Trading Business

 

Section 57

If the Secretary-General is of the view that a holder of the business license under Section 26:

(1)lacks the qualifications for the conduct of business under the principles stipulated in Section 27(1)(a) and (c), (2)(a) and (c), and (3)(a) and (b);

(2)conducts business in violation of the principles stipulated under Section 32;

(3)fails to maintain his financial status in accordance with the principles stipulated by the AFTC under Section 34;

(4)fails to properly prepare accounts under Section 37 or financial statements under Section 38 or fails to complete them within the stipulated times;

The Secretary-General shall have power to order such holder of the business license to rectify or comply with the stipulated principles or to comply correctly in all respects within the specified times.

Section 58

If the Secretary-General is of the view that a holder of the business license under Section 26 has a position or carry out operations in a manner that may cause damage to the public interest, the Secretary-General shall have power to order the holder of the business license to rectify his position or operations or do any other acts within the specified period and may also impose any conditions for him to comply with for the purpose of rectification of his position or operations.

Section 59

If a holder of the business license under Section 26 fails to comply with the order of the Secretary-General under Section 57 or Section 58, the Secretary-General shall have power to suspend the license of the holder until the holder complies with the order.

Section 60

If a director, manager, or person with power to manage business of a holder of the business license under Section 26 fails to comply with the order of the Secretary-General under Section 57 or Section 58, the Secretary-General shall have power to order the holder of the business license to remove such director, manager, or person with power to manage business and, subject to the approval of the Secretary-General, appoint another person who has the qualifications and is not disqualified under Section 35 to be a replacement director, manager, or person with power to manage business within forty-five days from the date of removal.

The order of the Secretary-General under paragraph one shall be regarded as a resolution of the shareholder meeting under the Civil and Commercial Code or the public limited companies law, as the case may be.

The removed person shall not, directly or indirectly, be involved or do any act in the Futures Trading concern where he was removed and shall provide conveniences and facts to the replacement person.

Section 61

If the Secretary-General is of the view that a Futures Pool Business Operator lacks the qualifications stipulated under Section 45 or improperly prepares accounts showing results of operations and financial position or financial statements under Section 56 or fails to complete them within the specified period, the Secretary-General shall have power to order rectification or compliance with the stipulated principles or due compliance in all respects within the specified period.

If a Futures Pool Business Operator fails to comply with the order of the Secretary-General under paragraph one, the Secretary-General shall have power to suspend his license until he complies with the order.

Section 62

If the Secretary-General is of the view that a Futures Pool Business Operator acts or fails to act, causing likely damage to the Futures Pool Business, or fails to perform duties stipulated in Section 55, the Secretary-General shall have power to order the Futures Pool Business Operator to rectify the act or the omission that caused likely damage or that is the failure to perform the duties.

If a Futures Pool Business Operator fails to comply with the order of the Secretary-General under paragraph one, the Secretary-General shall have power to revoke his license and order dissolution of the Futures Pool Business.

Section 63

If a holder of the business license under Section 26 or Section 44 fails to comply with additional conditions prescribed by the AFTC under Section 28, the Secretary-General shall have power to order a suspension of the holder of the business license until he complies with the conditions prescribed by the AFTC.

Section 64

If a holder of the business license under Section 26 fails to rectify or is unable to rectify his position or operations in accordance with the order of the Secretary-General under Section 58 and the Secretary-General is of the view that the position or operations of the holder of the business license will cause serious damage to the public interest, the Secretary-General shall have power to order a revocation of the license of the holder of the business license.

Section 65

If evidence shows to the Secretary-General that a Futures Trading Business operator is or was imprisoned by a final court judgment for an offense concerning property, taxation, or a public fraud, the Secretary-General shall have power to order a revocation of the license of that operator.

Section 66

If the Secretary-General orders a suspension of the license, the Secretary-General shall have power to impose conditions for the holder whose license is suspended to comply regarding Futures Trading outstanding at the time of the suspension.

Section 67

If the Secretary-General orders a revocation of license, the person whose license is revoked shall comply with the principles, procedures, and conditions under paragraph two of Section 69.

Section 68

Regarding the suspension or revocation of license under this Part, the Secretary-General shall notify the Futures Trading Business operator in writing and shall require him to post the letter of the notification of suspension or revocation at a visible place at the offices of the Futures Trading Business operator.

The Secretary-General shall notify the Exchange of the suspension or revocation of the Futures Trader or Futures Broker license for further action.

Section 69

Any Futures Trading Business operator who will dissolve his Futures Trading Business in the category of his license shall submit to the Secretary-General an application for dissolution of the Futures Trading Business.

In order to protect the public interest or Customers or investors, the AFTC shall prescribe principles, procedures, and conditions concerning Futures Trading, price payment, and taking or making delivery of Agricultural Commodity which the Futures Trading Business operator submitting the application for business dissolution shall have satisfied before the Secretary-General may approve the business dissolution.

Section 70

An agricultural futures fund shall be dissolved for the following grounds:

(1)expiration of the agricultural futures fund or occurrence of a case for dissolution of business as specified in the regulations of the agricultural futures fund;

(2)the investors meeting passes a resolution to dissolve the business in accordance with the regulations of the agricultural futures fund; provided the resolution shall take effect subject to the Secretary-General’s approval;

(3)bankruptcy;

(4)the Secretary-General orders the dissolution under paragraph two of Section 62.

The agricultural futures fund whose business is dissolved under (1) or (3) shall so notify the Secretary-General within fifteen days from the date of the occurrence of the ground for dissolution.

Section 71

The agricultural futures fund whose business is dissolved shall arrange liquidation in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the AFTC.  After the liquidation is completed, the status of a legal person of the agricultural futures fund shall term.

   

Chapter 3

Agricultural Futures Exchange

  Part 1

Establishment

              

Section 72

The Agricultural Futures Exchange of Thailand shall be established and shall have the status of a legal person.  Its object is to conduct the business of the Exchange by acting as the center for Futures Trading and, subject to the AFTC’s approval, other businesses beneficial to or connected with the business of the Exchange.

The businesses of the Exchange under paragraph one shall not be subject to the labor protection law regarding severance payment, the compensation law, and the labor relation law.

The Exchange is neither part of the government nor a state enterprise under the budgetary procedure law or other laws.  The revenue of the Exchange shall not be required to be remitted as the state revenue.

Section 73

The Exchange shall have power within its objects under Section 72 and such power shall include the following:

(1)to procure, hold ownership, hold any property rights, possess, rent or let, hire-purchase or lease on hire-purchase terms, transfer or accept transfers of leasehold or hire-purchase rights, mortgage or take mortgages, and sell or otherwise dispose of movable or immovable property;

(2)to set the Futures Trading system and procedure;

(3)to conduct the business of the Clearinghouse and manage the Exchange Development Fund;

(4)to conduct the business of providing information services in connection with Futures Trading and similar businesses;

(5)to borrow money, borrow, lend money, and invest for profit;

(6)to do any other acts concerning or connected to the fulfillment of the objects of the Exchange.

Section 74

The Exchange shall have power to use money and property it receives from its operations for its fixed expenses, remit them as subsidy to the Office and as contribution to the Exchange Development Fund, and use them for the development of the Exchange.

The subsidy to the Office and the contribution to the Exchange Development Fund shall be in accordance with the AFTC’s approval.

Section 75

No person other than the Exchange established under this Act shall engage in the business of the Exchange or any business having the same characteristics or nature.

Section 76

No person other than the Exchange shall use the term “Agricultural Futures Exchange” or any other words having the same import as a name in or word identifying his business.

  Part 2

Board of Directors of the Agricultural Futures Exchange

 

Section 77

There shall be a Board of Directors of the Agricultural Futures Exchange, commonly abbreviated to the “Board of Directors of the Exchange”, established to comprise five persons appointed by the AFTC and other five persons elected by the members, as directors.  The President shall be an ex officio director.

The persons appointed by the AFTC under paragraph one shall have knowledge and ability in the area of law, commerce, finance, agriculture, or the Futures Trading Business.

The Board of Directors of the Exchange shall elect an Exchange director other than the President to be the chairman and shall appoint an employee of the Exchange to be the secretary.

A director of the Exchange shall be a member of neither the AFTC nor the Appeal Committee.

Section 78

The Board of Directors of the Exchange shall have power and duties to supervise the operation of the Exchange and do other acts as stipulated in this Act.

The power and duties of the Board of Directors of the Exchange under paragraph one shall include the issuance of rules, regulations, notifications, or orders in the following matters:

(1)principles for the prescription, alteration, modification, or cancellation of Agricultural Commodity;

(2)principles, procedures, and conditions concerning the purchase or sale of Agricultural Commodity and the taking and making delivery of Agricultural Commodity;

(3)principles, procedures, and conditions concerning certification of a warehouse to be a place for taking or making delivery of Agricultural Commodity traded on the Exchange;

(4)principles, procedures, and conditions concerning deposit or maintenance of Margin, Margin account adjustment, and Margin rates;

(5)principles, procedures, and conditions concerning deposit or holding of money or securities of the Members;

(6)daily price limits in the daily Futures Trading of Agricultural Commodity;

(7)trading volume of each Agricultural Commodity of the Members or the Customers;

(8)principles, procedures, and conditions concerning a temporary suspension of trading on the Exchange of any category or kind of Agricultural Commodity;

(9)principles, procedures, and conditions concerning election of directors of the Exchange;

(10)principles and procedures concerning payment of contribution and management of the Exchange Development Fund;

(11)principles, procedures, and conditions concerning becoming a Member of the Exchange, qualifications, number, rights and duties, punishment, and meeting of Members, including transfer and loss of membership;

(12)rates of membership admission fees, charges, membership fees, and service charges payable by the Members to the Exchange;

(13)trading hours and holidays for Futures Trading;

(14)principles, procedures, and conditions concerning entry to inspect documents and books and accounts of the Members;

(15)principles and procedures for placement, appointment, dismissal, disciplines and punishment of employees and workers of the Exchange, position, salary schedule, wages and other compensation, complaint, support and welfare, rules and practical guidelines of the Exchange, and granting of power for others to act on behalf of the President;

(16)any other acts necessary for carrying out operations in accordance with the objects of the Exchange.

The prescription, alteration, or modification of rules, regulations, notifications, or orders under (1) (4) (5) (8) (9) (10) (11) and (16) shall be enforceable after the AFTC has given its approval.

Section 79

The director of the Exchange elected by the Members shall be clear of the following disqualifications:

(1)being a bankrupt;

(2)being an incompetent or quasi-incompetent person;

(3)having been imprisoned by a final court judgment for imprisonment, not including the case where the offense is committed by negligence or a petty one;

(4)not being a political official, holder of political office, civil servant holding regular office or receiving regular salary, official of a political party, or employee or worker of a governmental body or state enterprise;

(5)vacating office on account of the AFTC’s removal resolution for reason of breach of duty stipulated under this Act or serious neglect of duty.

Section 80

Section 6, Section 8, Section 9, Section 10, Section 11, and Section 12 shall apply mutatis mutandis to the appointment, term of office, retirement, vacation of office, appointment of a director replacing a vacating director, meeting, and prohibition from participation in the consideration of the directors of the Exchange.

Section 81

The Board of Directors of the Exchange shall appoint the President and fix his salary and other remunerations.

The President shall hold office for a term of four years and may be re-appointed.

Section 82

The President shall:

(1)not be disqualified under Section 79;

(2)have knowledge and ability concerning the Futures Trading Business and be capable of working full-time for the Exchange.

Section 83

In addition to the retirement upon expiration of his term, the President shall vacate office upon:

(1)his death;

(2)his resignation;

(3)the passing of the removal resolution of the Board of Directors of the Exchange;

(4)being disqualified under Section 79.

The resolution of the Board of Directors of the Exchange removing the President from office under (3) shall be passed by the affirmative votes of no less than three-fourths of the total number of directors of the Exchange excluding the President.

Section 84

The President shall have the duty to manage the business of the Exchange in accordance with rules, regulations, notifications, orders, or resolutions of the Board of Directors of the Exchange and shall have employees and workers of the Exchange under his command.

As regards management of the business, the President shall be accountable to the Board of Directors of the Exchange.

Section 85

In matters concerning third parties, the President shall be the representative of the Exchange.   To this end, the President may authorize any employees of the Exchange to do specific acts on his behalf, provided that the authorization shall be in accordance with the rules or regulations stipulated by the Board of Directors of the Exchange.

Section 86

When the post of the President becomes vacant or the President is unable to perform his duties, the Board of Directors of the Exchange shall appoint a director or employee of the Exchange to act as the President on a temporary basis.  To this end, the person shall have power and duties of the President, except for the power and duties of the President in the capacity of a director of the Exchange.

Section 87

The Board of Directors of the Exchange has power to appoint a sub-committee to do any acts within the power and duties of the Board of Directors of the Exchange and report to the Board of Directors of the Exchange.

Section 11 shall apply mutatis mutandis to the meeting of the sub-committee under paragraph one.

Section 88

The chairman of the Board of Directors of the Exchange, directors of the Exchange, and sub-committee members shall be remunerated as prescribed by the AFTC and such remuneration shall be regarded as operating expenses of the Exchange.

 

Part 3

Clearinghouse

 

Section 89

A Clearinghouse shall be established in the Exchange and shall have the following duties:

(1)be a center for clearing of trading accounts, Margin account adjustment according to the value of Future Trading, taking or making delivery of Agricultural Commodity, and preparation of Futures Trading reports;

(2)collect and hold Margins, money, or securities the Members post with the Clearinghouse;

(3)promote and oversee the financial integrity of the Futures Trading system;

(4)do any other acts necessary for carrying out the operations of the Clearinghouse.

Section 90

Regarding the performance of duties of the Clearinghouse, the Clearinghouse shall take responsibility for trading between Members by becoming the buyer to every Member seller and the seller to every Member buyer.

Section 91

For the sake of integrity of the clearing of trading accounts, a Member shall post money or securities with the Clearinghouse in accordance with the principles, procedures, conditions, and time prescribed by the Board of Directors of the Exchange and approved by the AFTC.

Section 92   

If a Member causes damage to the Futures Trading and the Margin posted under Section 101 is insufficient to pay for damage, the Exchange shall have power to use money or securities posted under Section 91 to pay for the damage.

Section 93   

If a Member’s money or securities posted under Section 91 are insufficient to pay for damage caused under Section 92, the Exchange shall have power to use the money from of the Exchange Development Fund to pay for damage based on the remaining indebtedness, in accordance with the principles and procedures prescribed by the Board of Directors of the Exchange and approved by the AFTC.

 

Part 4

Exchange Development Fund

 

Section 94   

A fund called “Exchange Development Fund” shall be established in the Exchange to have the object of promoting financial stability of the Exchange, giving the Members and the Customers confidence, and developing Futures Trading.

Section 95

The Exchange Development Fund under Section 94 consists of:

(1)money contributed by the Exchange and the Members in accordance with the principles and procedures prescribed by the Board of Directors of the Exchange under Section 78(1) and approved by the AFTC;

(2)donated money or property;

(3)fruits of money in the Fund;

(4)other revenues.

Section 96

Payments made from the Exchange Development Fund under Section 94 shall be in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the Board of Directors of the Exchange and approved by the AFTC and shall be made only in the following cases:

(1)for advances when a Member causes damage to the Futures Trading or when the money or securities posted under Section 91 are insufficient to pay for damage;

(2)for expenses incurred in managing the Fund;

(3)for expenses incurred in collecting debts and taking legal action through execution of judgment;

(4)for expenses incurred in the study and research for the development of Futures Trading.

Section 97

The money of the Exchange Development Fund under Section 94 shall be used to obtain fruits by means of making deposits in commercial banks or other financial institutions or making investment as approved by the Board of Directors of the Exchange.

Section 98

When it is deemed appropriate to promote the business of the Exchange, the Ministry of Commerce may request a budget to subsidize the Exchange.

 

Chapter 4

Operation of the Exchange

 

Part 1

Futures Trading of Members and Operation

 

Section 99

In conducting Futures Trading on the Exchange, the Members shall comply with the principles, procedures, and conditions prescribed by the Board of Directors of the Exchange and approved by the AFTC.

Section 100

The Agricultural Commodity that will be eligible for Futures Trading on the Exchange shall be as specified by the Board of Directors of the Exchange.

The specification of the Agricultural Commodity under paragraph one shall have at least details concerning type, kind, quality, quantity, and time and place for taking and making delivery of the Agricultural Commodity.

Section 101

For each futures purchase or sale of Agricultural Commodity on the Exchange, a Margin shall be posted with the Clearinghouse at the rate and in accordance with the procedures prescribed by the Board of Directors of the Exchange and approved by the AFTC.

Section 102

At the end of each trading day, the Clearinghouse shall clear trading accounts and adjust accounts of Margin put up with the Clearinghouse in accordance with the principles and procedures prescribed by the Board of Directors of the Exchange.

Section 103

Futures Trading shall be conducted only during the business hours of the Exchange.

Section 104

If there are reasonable grounds for believing that the Futures Trading is in a condition that may cause damage to the operations of the Exchange and the Clearinghouse, the Board of Directors of the Exchange shall have power to:

(1)temporarily suspend the Futures Trading of Agricultural Commodity of any category or kind on the Exchange for a specified period as it deems appropriate;

(2)temporarily prohibit a Member from buying or selling Agricultural Commodity on the Exchange for a specified period as it deems appropriate;

(3)dispose of or revoke a Futures Contract in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the Board of Directors of the Exchange under Section 78 (2);

(4)order a Member to do or omit to do any acts as necessary, and may also impose any time periods or conditions for the Members to comply.

The Board of Directors of the Exchange may grant the above power to the President for him to act on their behalf.

Section 105

If the AFTC is of the view that the Futures Trading of Agricultural Commodity of any category or kind may cause damage to the national economy or the public interest and the Board of Directors of the Exchange has not exercised its power under Section 104, the AFTC has power, if it is the case of urgent need requiring an immediate action, to issue an order under Section 104.

Section 106

If a Member or Member’s Customer is sued in a bankruptcy case and the court has issued a receivership order, or is a judgment debtor in a civil case, the Board of Directors of the Exchange shall have power to:

(1)assign to other Members for further action the Futures Contracts and Margin accounts of the Member’s Customer who is subject to the receivership order of the court or becomes the judgment debtor in the civil case;

(2)order a disposal or revocation of the Futures Contracts of the Member or the Customer who is subject to the receivership order of the court or becomes the judgment debtor in the civil case.

A Margin, money, or securities posted by a Member with the Exchange or a Margin of a Customer who is subject to the receivership order of the court or becomes the judgment debtor in a civil case shall not be regarded as assets to be distributable among the creditors of the Member or the Customer in the bankruptcy case and shall not be subject to seizure or garnishment in the civil case before the fulfillment of the order of the Board of Directors of the Exchange under paragraph one.  In this connection, the Board of Directors of the Exchange shall have power to specify the expenses in the amounts it deems appropriate for the Members who accept to take action under paragraph one.

Section 107

If there is a malfunction in connection with the equipment used in the futures trading system which prevents the normal trading of futures or any other event specified by the Board of Directors of the Exchange, the President shall have power to order a temporary suspension of all of the Agricultural Commodity trading, and shall immediately submit a detailed report to the AFTC and the Board of Directors of the Exchange.

 

Part 2

Preparation and Audit of Accounts

 

Section 108

The Board of Directors of the Exchange shall prepare accounts to truly show existing results of operations and financial position and the financial statements in accordance with the accounting standard adopted by a professional institution approved by the relevant governmental authorities and shall report on such accounts and financial statements to the meeting of the Members of the Exchange and the AFTC every three months and within one month from the lapse of each three months’ period

The AFTC shall have power to prescribe additional principles, procedures, and conditions for the preparation of the accounts and financial statements under paragraph one, as it deems appropriate.

The accounts and financial statements under paragraph one shall be audited and certified by an auditor every six months.

Section 109

The meeting of Members of the Exchange shall appoint an auditor from the persons nominated by the Board of Directors of the Exchange.  The appointed auditor shall receive remuneration as determined by the meeting of Members of the Exchange.

The auditor under paragraph one shall be licensed under the law-governing auditors and shall not be the Exchange’s director, President, employee, or worker.

Section 110 The auditor shall have power to examine books, accounts, documents, and evidence of the Exchange and to request explanation from the Exchange’s director, President, employee, or worker.

Section 111

A Member shall submit to the Board of Directors of the Exchange copies of accounts showing results of operations and financial position and the financial statements prepared under Section 37 and Section 38 for the Board of the Directors of the Exchange to use in supervising the Member’s Futures Trading.

For the purposes of supervision of a Member’s Futures Trading, the Board of Directors of the Exchange shall have power to require the Member to provide additional reports or documents and evidence if the Board of Directors of the Exchange is of the view that the copies of accounts and financial statements submitted by the Member under paragraph one require information for further examination, or to order the Member, its director, manager, or person with power to manage business to submit reports or documents periodically or from time to time, as well as to provide explanation or clarification to ramify such reports or documents, subject to the principles and within the times prescribed by the Board of Directors of the Exchange.

A Member shall prepare true and complete reports and documents for submission under paragraph one.

Section 112

The Exchange or any person authorized by the Board of Directors of the Exchange shall have power to disclose information of a Member of the Exchange to the public for the protection of benefit or interest of the public, subject to the principles, procedures, and conditions prescribed by the Board of Directors of the Exchange.

Section 113

The Exchange shall disseminate to the public every six months accounts showing results of operations and financial position and financial statements certified as correct by the auditor.

 

Part 3

Determination of Dispute

 

Section 114

If a dispute arises from or in connection with Futures Trading between Members or between a Member and a Customer, the disputing parties may file an application to the Office or the Exchange for determination of the dispute by the Secretary-General or arbitration, as the case may be.

The determination of the Secretary-General or the arbitration shall be final.

Section 115

The application under Section 114 shall be in the form specified by the Secretary-General and shall at least contain the following details:

(1)name and address of the disputing parties;

(2)issues in dispute;

(3)relevant documents and evidence.

Section 116

The review and determination of dispute of the Secretary-General shall be in accordance with the principles and procedures prescribed by the AFTC.

Section 117

If the disputing parties request the determination of dispute by arbitration, the arbitration tribunal shall comprise a person appointed by the Board of Directors of the Exchange as chairman and other persons each of whom shall be appointed by each disputing party from the list of arbitrators registered with the Board of Directors of the Exchange.

The law governing arbitration shall apply mutatis mutandis to the review and determination of dispute by arbitration under paragraph one.

 

Chapter 5

Supervision

 

Section 118

A Futures Trading Business operator shall not:

(1)conduct a futures purchase or sale off the Exchange, or act as a broker or agent for a futures purchase or sale off the Exchange, unless permitted by the AFTC;

(2)buy or sell an Agricultural Commodity for a Customer without a buy or sell order from the Customer;

(3)accept a buy or sell order for an Agricultural Commodity from a Customer outside the offices of the Futures Trading Business operator, unless otherwise stipulated by the AFTC;

(4)advertise the Futures Trading Business operator’s business, unless the  advertisement is made in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed by the Secretary-General.

Section 119

No person shall, directly or indirectly, make a futures trade or offer to make a futures trade, or do any acts involving Futures Trading to such a likely extent that another person understands that the traded Agricultural Commodity has a rising, falling, stable, or fluctuating price which is in conflict with the normal market conditions.

For purposes of this Section, the Board of Directors of the Exchange shall have power to prescribe principles as bases for determination of the normal market conditions.

Section 120

No person shall, directly or indirectly, make a futures trade or offer to make a futures trade, or do any acts involving Futures Trading in such a way likely to be an act to take advantage of others by using facts concerning Futures Trading which have not been disclosed to the public and he knows by virtue of his office or performance of duty in such Futures Trading or he knows because he receives them from the aforementioned regardless of whether the foregoing acts are done for the benefits of himself or others, or by disclosing, in consideration of benefit, the foregoing facts for others to act.

Section 121

No person shall do any act to the extent that is likely to mislead another person to believe that there is a large volume of futures purchase or sale of Agricultural Commodity of any category or kind or that the price of the Agricultural Commodity of such category or kind has changed or has not changed, which belief is in conflict with the normal market conditions.

Section 122

No person shall impart or disseminate any false statement concerning an Agricultural Commodity or Futures Trading of an Agricultural Commodity of any category or kind or impart or disseminate any other statement that may cause others to be mistaken in the material respect concerning Futures Trading of an Agricultural Commodity of any category or kind and such act is likely to result in the price of such Agricultural Commodity to be inconsistent with the normal market conditions or likely to cause another person to engage in Futures Trading.

As regards the act under paragraph one, if the person who has imparted or disseminated such a statement did not do the act with intent to make a false statement or conceal the facts, but did do so without care that can reasonably be found according to nature or circumstances or did do so by ignoring to ascertain the truth of such statement, the person shall also be liable under paragraph one.

Section 123

No person shall assure or forecast for another person concerning an Agricultural Commodity or Futures Trading of an Agricultural Commodity of any category or kind if such assurance or forecast is false or may cause a mistake in the material respect and such act is likely to cause such person to engage in Futures Trading.

As regards the act under paragraph one, if the person who has assured or forecast did so without intent to make a false statement or conceal the facts, but did do so without care that can reasonably be found according to nature or circumstances or did do so by ignoring to ascertain the truth of such statement, the person shall also be liable under paragraph one.

Section 124

No person shall act as a Futures Agent or a branch office of a Futures Trading Business operator, unless he is the one whose name has been notified under Section 31 or receives a permission of the Secretary-General under Section 33.

Section 125

In order to prevent damage that may occur to the national economy or the public interest, the AFTC shall have power to:

(1)temporarily suspend all Futures Trading on the Exchange for a specified period as it deems appropriate;

(2)order the Board of Directors of the Exchange or the President to do or omit to do any acts as it deems appropriate.

To act under (1), the AFTC shall issue an order in writing and post it at a visible place at the offices of the Exchange.

Section 126

Regarding Futures Trading where a Member makes a buy or sell order at a given time, if a question arises as to whether the Member made the buy or sell order for its own account or for the account of his Customer or which Customer for whom he made the buy or sell order, the order of precedence shall be as follows:

(1)the Customer who first sent the buy or sell order shall take precedence in receiving benefit;

(2)the Member’s trade for the account of his Customer shall take precedence over the trade for his own account.

 

Chapter 6

Appeal Committee

 

Section 127

There shall be an Appeal Committee comprising not fewer than five but not more than seven qualified members appointed by the AFTC, among whom there shall be at least one each from those who have knowledge and ability in law, commerce, or finance or have high experience in Futures Trading Business, and the Director-General of The Department of Internal Trade shall be a member and a secretary.

A member of the Appeal Committee may not be a member of the AFTC or the Board of Directors of the Exchange.

Section 128

Section 6, Section 8, Section 10, Section 11, Section 12, and Section 14 shall apply mutatis mutandis to the appointment, term of office, vacation of office, appointment of a member replacing a vacating member, meeting, prohibition from participation in consideration, and remuneration of the members of the Appeal Committee.

Section 129

A Futures Trading Business operator, Member, or person affected by an order issued under this Act who does not agree with the order of the Secretary-General under Section 33, Section 36, Section 59, paragraph two of Section 61, paragraph two of Section 62, Section 63, Section 64, and Section 65 or the determination or order of the Board of Directors of the Exchange under Section 104 (1), (1), and (3) may appeal to the Appeal Committee in accordance with the principles and procedures prescribed by the Appeal Committee within fifteen days from the date of knowing the order of the Secretary-General or the determination or order of the Board of Directors of the Exchange, as the case may be.

The appeal under paragraph one shall not be a ground for a stay of the execution of the order of the Secretary-General or the determination or order of the Board of Directors of the Exchange, unless otherwise resolved by three-fourths of all the members of the Appeal Committee.

The decision of the Appeal Committee shall be final.

 

Chapter 7

Competent Official

 

Section 130

In the exercise of duties, the Competent Official shall have power to:

(1)enter the business premises or offices of the Exchange or a holder of the Futures Trading Business license or a place where information of a holder of the Futures Trading Business license is stored or processed between sunrise and sunset or during the office hours of the foregoing places in order to examine the business, assets, and liabilities of such persons and collect relevant documents, evidence, or information;

(2)for the purpose of examination or taking legal action, search any place if there are reasonable grounds for suspecting that an offense under this Act is committed and seize or garnish documents or evidence involved in the commission of the offense under this Act;

(3)order directors, employees, workers, and auditor of the Exchange and a holder of the Futures Trading Business license or any other concerned persons to give a statement or submit other documents or evidence concerning the operations, assets, and liabilities of the Futures Trading Business operator and the foregoing persons.

After the entry and the start of examination under (1) or (2), if the process has not been completed, the Competent Official may continue with the process at night or beyond the office hours of such places.

The use of power by the Competent Official under (1), (2), and (3) shall be made against the person who is directly involved in the matter under examination and shall require the prior approval of the Secretary-General.  As regards (3), the Competent Official shall specify a reasonable period of time for such persons to comply with the order.

In the exercise of duties under (1), the Competent Official shall not act in the nature of a threat or search under the Criminal Procedure Code and shall issue a written notice to the owner or occupant of the places not less than three business days in advance.  As regards (2), if there are reasonable grounds for believing that by the time a search warrant will be obtained, such documents or evidence will be removed, hidden, destroyed, or changed from its original condition, the Competent Official shall carry out the search and seizure or garnishment of the documents or evidence involved in the commission of the offense without a search warrant.

Section 131

In the exercise of duties of the Competent Official, the persons involved shall provide reasonable conveniences.

Section 132

In the exercise of duties, the Competent Official shall show his identification card to the persons involved.

The identification card of the Competent Official shall be in the form specified in ministerial regulations.

Section 133

In the exercise of duties under this Act, each of the Secretary-General and the Competent Official shall be a competent official under the Penal Code.

Section 134

If there is reasonable evidence for believing that the person having committed an offense under this Act in the nature of causing likely damage to the public interest would remove or dispose of his property, the Office shall have power to order, subject to the approval of the AFTC, a seizure or garnishment of such person’s property or property, if there is evidence for believing, that belongs to such person, for a period of not exceeding one hundred and eighty days, except when an action is brought against such person in the court having jurisdiction to try civil cases.   In the exception case, the seizure or garnishment order shall continue to be effective until the court orders otherwise.   If there is a need preventing the bringing of an action within one hundred and eighty days, the court having jurisdiction may extend the period pursuant to the Office’s request but for not more than another one hundred and eighty days.

After the Office has ordered a seizure or garnishment of the property under paragraph one, the Competent Official shall carry out the seizure or garnishment of such property.

The seizure or garnishment of the property under paragraph one shall be carried out in accordance with the principles, procedures, and conditions prescribed in ministerial regulations, and the Civil Procedure Code shall be applied mutatis mutandis.

If there are reasonable grounds for suspecting that the offender under paragraph one will run away from the Kingdom, the Criminal Court shall, upon the Office’s request, have power to temporarily prohibit such person from leaving the Kingdom for not more than fifteen days until the Criminal Court orders otherwise.

 

Chapter 8

Penal Provisions

 

Section 135

Any person who violates Section 26 shall be liable to imprisonment for not more than three years and a fine of not more than three hundred thousand Baht, and a further fine of not more than ten thousand Baht for each day the violation continues.

Section 136

Any Futures Trading Business operator who violates or fails to comply with Section 30, Section 31, Section 42, Section 43, Section 46, Section 52, Section 53, Section 54, Section 104(4), Section 111, or Section 118 shall be liable to a fine of not more than three hundred thousand Baht and a further fine of not more than ten thousand Baht for each day the violation or failure continues.

If the commission of the offense under paragraph one results from the giving of instructions or the failure to give instructions for the doing of an act or the omission to do an act which is the duty to be exercised by the director, manager, or any person with power to manage business of a Futures Trading Business operator, such director, manager, or person with power to manage business shall be liable to imprisonment for not more than one year or a fine of not more than one hundred thousand Baht, or both.

Section 137

Any Futures Trading Business operator who violates or fails to comply with Section 32, Section 33, Section 36, Section 37, Section 38, Section 55, or Section 56 shall be liable to a fine of not more than three hundred thousand Baht and a further fine of not more than ten thousand Baht for each day the violation or failure continues.

Section 138

Any person who violates Section 21 shall be liable to imprisonment for not more than six months or a fine of not more than fifty thousand Baht, or both.

Section 139

Any supervisor who does an act or fails to do an act which is the duty to be exercised under Section 50 shall be liable to a fine of not more than three hundred thousand Baht and a further fine of not more than ten thousand Baht for each day the violation or failure continues.

Section 140

Any person who violates Section 44 or Section 75 shall be liable to imprisonment for not more than five years and a fine of not more than five hundred thousand Baht and a further fine of not more than ten thousand Baht for each day the violation continues.

Section 141

Any person who violates Section 76 shall be liable to imprisonment for not more than one year and a fine of not more than one hundred thousand Baht and a further fine of not more than three thousand Baht for each day the violation continues.

Section 142

Any person who violates paragraph one of Section 119, or Section 120 shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than five years and a fine of not more than two times of the benefits which such person received or should have received as a result of such violation, provided such fine shall not be less than five hundred thousand Baht.

Section 143

Any person who violates Section 121, paragraph one of Section 122, or paragraph one of Section 123 shall be liable to imprisonment for not more than three years or a fine of not more than three hundred thousand Baht, or both.

Section 144

Any person who violates paragraph two of Section 122 or paragraph two of Section 123 shall be liable to imprisonment for not more than one year or a fine of not more than one hundred thousand Baht, or both.

Section 145

Any person who makes a false statement or report to the Competent Official, thereby causes or may cause damage to another person or to the public shall be liable to imprisonment for not more than six months and a fine of not more than fifty thousand Baht.

Section 146

Any person who obstructs or fails to comply with an order of the Competent Official who exercises his duty under Section 130 shall be liable to imprisonment for not more than one year and a fine of not more than one hundred thousand Baht.

Section 147

Any person who fails to provide conveniences to the Competent Official under Section 131 shall be liable to imprisonment for not more than one month or a fine of not more than ten thousand Baht, or both.

Section 148

Any person who removes, damages, destroys, or renders useless any seal or mark which the Competent Official has affixed or marked on any object in the exercise of his duties under Section 130 or Section 134 to evidence the seizure, garnishment, or retention of such thing shall be liable to imprisonment for not more than three years and a fine of not more than three hundred thousand Baht.

Section 149

Any person who damages, destroys, conceals, takes away, disposes of, or renders useless any property or documents which the Competent Official has seized, garnished, retained, or ordered delivery thereof for the benefit of evidence under Section 130, regardless of whether the Competent Official has retained such property or documents himself or ordered such person or others to deliver or retain them, shall be liable to imprisonment for not more than three years and a fine of not more than three hundred thousand Baht.

Section 150

Any auditor of a Futures Trading Business operator, Member, or the Exchange who certifies a balance sheet or any other account which is untrue or makes a false report shall be liable to imprisonment for at least three months but not more than three years or a fine of at least thirty thousand Baht but not more than three hundred thousand Baht, or both.

Section 151

Any director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator who does or allows any person to do any of the following acts:

(1)damage, destroy, alter, cut out, or forge an account, document, or security of or concerning the operator;

(2)enter a false statement or fail to enter any material statement in an account or document of or concerning the operator; or

(3)prepare an account which is incomplete, incorrect, not up-to-date, or untrue;

If the act is done or allowed to be done in order to deceive the operator or its shareholders to not have enough of their rightful interest or to deceive any person, shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than seven years and a fine of at least fifty thousand Baht but not more than seven hundred thousand Baht.

Section 152

An employee, worker, or agent of a Futures Trading Business operator who dishonestly deceives a Customer by making a false statement to the Customer or concealing facts which should be revealed to the Customer, and thereby obtains property from the deceived Customer or from a third person or causes the Customer or a third person to make, revoke, or destroy a document of tile, shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than seven years and a fine of at least fifty thousand Baht but not more than seven hundred thousand Baht.

Section 153

A director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator entrusted with the management of property of the operator or property of which the operator is a co-owner who dishonestly breaches his duty in any respect and thereby causes damage in the nature of property of the operator shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than seven years and a fine of at least fifty thousand Baht but not more than seven hundred thousand Baht.

Section 154

A director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator who possesses property of the operator or property of which the operator is a co-owner and dishonestly misappropriates it for himself or a third party shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than seven years and a fine of at least fifty thousand Baht but not more than seven hundred thousand Baht.

Section 155

Any director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator who takes away, damages, destroys, causes depreciation in value, or renders useless a property which the operator has the duty to look after or which is in the possession of the operator, if the foregoing act is done in order to cause damage to another person, shall be liable to imprisonment for not more than five years and a fine of not more than five hundred thousand Baht.

Section 156

Any director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator who does an act or omits to do an act in order to seek unlawful benefit for himself or another person and thereby causes damage to the operator shall be liable to imprisonment for at least six months but not more than seven years and a fine of at least fifty thousand Baht but not more than seven hundred thousand Baht.

Section 157

Any person who causes a director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator, or an auditor to commit an offense as provided in Section 150, Section 151, Section 152, Section 153, Section 154, Section 155, or Section 156 whether by instruction, order, threat, hiring, or otherwise shall be liable to the penalties as provided in such Section.

Section 158

Any person who does any act of assistance or facilitation for a director, manager, or person with power to manage business of a Futures Trading Business operator, or an auditor to commit an offense as provided in Section 150, Section 151, Section 152, Section 153, Section 154, Section 155, or Section 156 whether before or at the time of commission of the offense, shall be liable to the penalties as provided in such Section, unless the person is not aware of such assistance or facilitation.

Section 159

Any person who, in the exercise of power and duties provided in this Act, has knowledge of the business of a Futures Trading Business operator which, in the normal course of action, should not be disclosed and uses the knowledge to seek his personal benefit or discloses it to another person, thereby causes likely damage to a Customer, the Futures Trading Business operator, or the Exchange shall be liable to imprisonment for not more than one year or a fine of not more than one hundred thousand Baht, or both.

The provisions of paragraph one shall not apply to the disclosure in the following cases:

(1)disclosure in the exercise of duties;

(2)disclosure for the benefit of investigation or trial;

(3)disclosure concerning the commission of offenses under this Act;

(4)disclosure for the purpose of rectifying the position or operations of a Futures Trading Business operator;

(5)disclosure to an auditor of a Futures Trading Business operator under this Act;

(6)disclosure to the authority, the Exchange, or the bodies specified by the AFTC;

(7)disclosure with approval of such person in writing.

Section 160

A settlement committee appointed by the Minister shall have power to make a determination for a case settlement as regards any offense under this Act, which is punishable by a fine only, a fine or imprisonment for not more than one year, or a fine and imprisonment for not more than one year.

The settlement committee appointed by the Minister under paragraph one shall comprise three persons, one of whom shall be an investigating officer under the Criminal Procedure Code.

If the settlement committee has made the determination for a case settlement and the alleged offender has paid the fine as determined by the settlement committee within the period of time specified by the settlement committee, the case shall be settled.

 

Transitional Provisions

 

Section 161

The Ministry of Commerce shall receive a subsidy from the state budget, the Farmers Assistance Fund, and the International Trade Promotion Fund for the Office to use as expenses in and for the establishment of the Exchange and to contribute to the Exchange Development Fund.

Section 162

Section 19 (4) shall not be applicable to the holding of office of the Secretary-General within two years from the date this Act enters into force.

Section 163

Within two years from the date this Act enters into force, the Board of Directors of the Exchange shall consist of eleven directors appointed by the AFTC and the AFTC shall appoint one of them to act as the President during that time.

Section 164

Any person engaging in the business of the Exchange or any business having the same characteristics or nature as of the date this Act enters into force shall discontinue such business within sixty days from the date this Act enters into force, and during that time Section 75 shall not be applicable to such person.

Section 165

Any person using the term “Agricultural Futures Exchange” or any other words having the same import as a name in or word identifying his business as of the date this Act enters into force shall discontinue such use within sixty days from the date this Act enters into force, and within that time Section 76 shall not be applicable to such person.

  

Countersigned by Mr. Chuan  Leekpai as Prime Minister


Remarks

The reasons for the promulgation of this Act are:  because of the instability of agricultural commodity prices causing risks to farmers, operators of agricultural commodity processing plants, and exporters; because of the inability of the present agricultural commodity market to solve the foregoing problems; as a long-term solution to the instability of agricultural commodity prices and for the development of more efficient agricultural commodity futures trading in Thailand, it is deemed fit to establish an agricultural futures exchange to provide opportunity for farmers, operators of agricultural commodity processing plants, and exporters to conduct agricultural commodity futures trading on an exchange having definite futures trading rules, regulations, and measures conducive to fairness and protection of the public, customers and economic stability, which will lessen risk of volatility of agricultural commodity prices in the future and enable production and trading plans consistent with the market demand and thus a futures trading law is expedient; this Act was enacted. 

 

 

  
 

 -Unofficial Translation-

Accounting Act B.E. 2543 (2000)

     

Bhumibol Adulyadej, Rex.

Given this 4th day of May, B.E. 2543 (2000)

Being the 55th year of the present Reign

 

His Majesty King Bhumibol Adulyadej has been graciously pleased to proclaim that:

Whereas is expedient to revise a law relating to accountancy,

This Act contains certain provisions in relation to the restriction of right and liberty of people which Section 29, Section 35, Section 48 and Section 50 of the Constitution of the Kingdom of Thailand so permit by virtue of the provisions of law.

Be it, therefore, enacted by the King, by and with the advice and consent of the National Assembly, as follows.

 

Section 1.

This Act shall be called the "Accounting Act, B.E. 2543(2000)".

Section 2.

This Act shall come into force immediately after a period of ninety days from the date of its publication in the Government Gazette.

Section 3.

The Announcement No.285 of the National Executive Council dated 24th November B.E.2515 (1972) shall be repealed.

Section 4.

In this Act:

"Financial Statement" means report of results of the operation, financial status or changes in financial status of the business, whether reported by balance sheet, profit and loss statement, retained earnings statement, cash flow statement, statement of changes in shareholders' equity, supplementary statement, or notes to financial statement, or other explanatory notes as an integral part of financial statement.

"Accounting Standard" means accounting principles and generally accepted accounting practices, or accounting standards prescribed under the laws governing such matters.

"Person Having the Duty to Keep Accounts" means the person who shall provide the bookkeeping under this Act.

"Bookkeeper" means the person responsible for the bookkeeping of the person having the duty to keep accounts, whether it is undertaken in the capacity of an employee of the person having the duty to keep accounts.

"Chief Accounts Inspector" means the Director-General, and includes the person entrusted by him.

"Accounts Inspector" means the person appointed by the Director-General as an Accounts Inspector attached to the Local Accounts Office.

"Director-General" means the Director-General of the Department of Commercial Registration.

"Minister" mean the Minister having charge and control of the execution of this Act.

Section 5.

The Minister of Commerce shall have charge and control of the execution of this Act and shall have the power to issue Ministerial Regulations for the execution of this Act.

Such Ministerial Regulations shall come into force upon their publication in the Government Gazette.

 

Chapter 1

General Provisions

 

Section 6.

The Department of Commercial Registration, Ministry of Commerce, shall be a Central Accounts Office.

The Director-General shall have the power to establish Local Accounts Offices which are to be under the control of the Central Accounts Office, and have one Accounts Inspector as the Chief of Local Accounts Office.

The establishment of a Local Accounts Office shall be notified in the Government Gazette.

Section 7.

The Director-General shall have the power to notify in the Government Gazette in order to prescribe the following matters:

(1)     Category of accounts to be kept.

(2)     Statements and particulars entered in the accounts

(3)     Duration for which the particulars must be entered in the accounts.

(4)     Relevant documents used in the entry of accounts.

(5)     Exceptions prescribed for the person having the duty to keep accounts or the bookkeeper not to comply with accounting standards in any one matter or any one part.

(6)     Qualifications and conditions for being the bookkeeper under this Act.

The notification of such prescriptions under paragraph one, the Director-General shall take into account the accounting standards as well as the comments of relevant agencies and accounting profession institutions.

The prescriptions under (5) and (6) must also be gotten an approval from the Minister

The prescriptions under (1), (2), (3) and (4), if such matters have been prescribed otherwise by specific laws, upon the person having the duty to keep accounts has conformed with such specific, it shall be deemed that the keeping of accounts is correct under this Act.

 

Chapter 2

Person Having the Duty to Keep Accounts

 

Section 8.

A registered partnership, limited company, public limited company established under a Thai law, juristic person established under a foreign law engaging in a business in Thailand, joint venture under the Revenue Code, shall be the person having the duty to keep accounts, and must provide the bookkeeping for its business operations in accordance with the details, rules and procedures prescribed under this Act.

Where the person having the duty to keep accounts engages in a business regularly in many separate places, the person responsible for the business management of such places shall have the duty to keep accounts.

Where the person having the duty to keep accounts is a joint venture under the Revenue Code, the person responsible for the operations of such business shall have the duty to keep accounts.

The Minister with the approval of the Cabinet shall have the power to notify in the Government Gazette in order to prescribe that any natural person or unregistered partnership engaging in any kinds of business in Thailand under any conditions shall have the duty to keep accounts under this Act.

Such notification of the Minister under paragraph four shall be notified in the Government Gazette in advance not less than six months before the enforcement date.

Where there is the notification of the Minister under paragraph four, the Director General shall prescribe rules and procedures concerning the commencement date of bookkeeping, and shall prescribe the procedures of keeping accounts of such natural person or unregistered partnership.

Section 9.

The person having the duty to keep accounts must provide the bookkeeping as from the commencement date of bookkeeping, as follows:

(1)     A registered partnership, limited company or public limited company , shall commence the bookkeeping from the registration date to be a juristic person under the law of such registered partnership, limited company or the public limited company.

(2)     A juristic person established under a foreign law engaging in a business in Thailand, shall commence the bookkeeping from the date such juristic person established under the foreign law starts its business operations in Thailand.

(3)     A joint venture under the Revenue Code, shall commence the bookkeeping from the date such joint venture starts its business operations.

(4)     A place operating business regularly under Section 8 paragraph two, shall commence the bookkeeping from the date such place operating business regularly starts its business operation.

Section 10.

The person having the duty to keep accounts must close the accounts for the first time within twelve months from the commencement date of bookkeeping as prescribed under Section 8 paragraph six, or from the commencement date of bookkeeping under Section 9, depend on the case, and shall close the accounts every twelve month thereafter, except :

(1)     When a change of the accounting period is approved by the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector, the accounts may be closed before the completion of the required twelve months.

(2)     Where having the duty to keep accounts under Section 8 paragraph two, the accounts shall be closed at the same period with the head office.

Section 11.

The person having the duty to keep accounts who is a registered partnership established under a Thai law, a juristic person established under a foreign law, and a joint venture under the Revenue Code, must prepare and submit financial statement to the Central Accounts Office or Local Accounts Office within five months from the day the accounts are closed under Section 10. For the case of a limited company or a public limited company established under a Thai law, the financial statement shall be submitted within one month from the day the general meeting approves such financial statement. In this respect, except there is a necessity that the person having the duty to keep accounts cannot perform within the specified period, the Director-General may consider the order to extend or postpone the defined time according to the necessity in each case.

The submission of financial statement shall be in accordance with the rules and procedures prescribed by the Director-General.

The financial statement must contain brief particulars as prescribed and notified by the Director-General with the approval of the Minister, except there is a specific law prescribing in addition to the brief particulars in the financial statement prescribed by the Director-General, brief particulars prescribed in such specific law shall be used.

The financial statement must be audited and expressed an opinion by an authorized auditor, except the financial statement of the person having the duty to keep accounts which is a registered partnership established under a Thai law having any one or every item of capital, assets, or income less than the value prescribed by the Ministerial Regulations.

Section 12.

In the keeping of accounts, the person having the duty to keep accounts must deliver the relevant documents used in the entry of accounts to the bookkeeper precisely and completely, so that the accounts prepared show results of the operation, financial status or changes in financial status in accordance with the facts and accounting standards.

Section 13.

The person having the duty to keep accounts must keep the accounts and the documents relevant thereto at the place of business, or the regular place of production or storage of goods, or the regular place of work, except the person having the duty to keep accounts shall get a permission from the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector to keep the accounts and the documents relevant thereto elsewhere.

The application for permission and the granting thereof under paragraph one shall be in accordance with the rules and procedures prescribed by the Director-General. And during the pending period of the granting, the person having the duty to keep accounts shall temporarily keep the accounts and the documents relevant thereto at the place being applied.

Where the keeping of accounts is operated by computer or any other equipment at any other equipment at any other places within the kingdom than the places prescribed under paragraph one, but there is a link from computer network or such equipment to the places under paragraph one, in this case it shall be deemed that the accounts are being kept at the places under paragraph one.

Section 14.

The person having the duty to keep accounts must keep the accounts and the documents relevant thereto for a period of not less than five years from the date the accounts are closed, or until the delivery of the accounts and the documents under Section 17.

For the purpose of auditing accounts of any one category of business, the Director-General with the approval of the Minister, shall have the power to prescribe that the person having the duty to keep accounts keeps the accounts and the documents relevant thereto for more than five years but not exceeding seven years.

Section 15.

Where the accounts or the documents relevant thereto are lost or damaged, the person having the duty to keep accounts shall notify the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector of the loss or damage, in accordance with the rules and procedures prescribed by the Director-General, within fifteen days from the date of knowledge thereof, or the date such loss or damage ought to have been known.

Section 16.

Where the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector inspects that the accounts and the documents relevant thereto, which is material to the keeping of accounts are lost or damaged, or it appears that such accounts and documents are not being kept in a safe place, it shall be presumed that the person having the duty to keep accounts has an intention to damage, destroy, hide or render lost or useless such accounts or documents, except the person having the duty to keep accounts shall convincingly prove that a great care has been properly exercised according to the circumstances to prevent the accounts or the documents relevant thereto from being lost or damaged.

Section 17.

Where the person having the duty to keep accounts ceases to engage in the business by a reason without liquidation, he shall deliver the accounts and the documents relevant thereto to the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector within ninety days from the date of cessation thereof. And the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector shall keep the said accounts and documents for not less than five years.

Upon the request of the person having the duty to keep accounts, the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector shall have the power to extend the delivering period of accounts and documents under paragraph one, however, the extension period in total must not exceed one hundred and eighty days from the date of cessation thereof.

Where the person having the duty to keep accounts has delivered the accounts as well as the documents relevant thereto incompletely and incorrectly, the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector shall have the power to demand the person having the duty to keep accounts to deliver the accounts as well as the documents relevant thereto completely and correctly within a prescribed period.

Section 18.

The financial statement, accounts, and documents received and kept by the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector under Section 11 or Section 17. The stakeholder or the general public may inspect or may ask for a photocopy thereof by paying a fee as prescribed by the Director-General.

 

Chapter 3

Bookkeeper

 

Section 19.

The person having the duty to keep accounts must provide the bookkeeper possessing the qualifications prescribed by the Director-General under Section 7 (6) to keep accounts under this Act, and shall have the power to control and supervise the bookkeeper to keep accounts accurately and correctly under this Act.

The person having the duty to keep accounts who is a natural person may be a bookkeeper for this own business.

Section 20.

The bookkeeper must keep accounts in order to show results of the operation, financial status or changes in financial status of the person having the duty to keep accounts in accordance with the facts and accounting standards, including having corrected and complete relevant documents used in the entry of accounts.

Section 21.

The bookkeeper must enter particulars in the accounts, as follows:

(1)     In the Thai language or in a foreign language accompanied by the Thai language, or in accounting code provided the translation thereof in the Thai language.

(2)     Written in ink, type - written, printed, or by any other methods provided the similar results.

 

Chapter 4

Examination

 

Section 22.

The Chief Accounts Inspector and the Accounts Inspector shall have the power to examine accounts and documents relevant thereto in compliance with this Act. In this respect, they shall have the power to enter the place of business or the place where the accounts and the documents relevant thereto are being kept of the person having the duty to keep accounts or the bookkeeper, or the place where the information of the said person is collected or processed, during office hours of such place.

Where it is reasonable to believe that there is a violation or a failure to comply with the legal provisions under this Act, the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector shall have the power to enter the place under paragraph one to hold or attach accounts and documents relevant thereto between sunrise and sunset, or during office hours of such place. This is the case when it is reasonable to believe that, If it would be delay in obtaining a search warrant, the accounts, the documents relevant thereto, or other documents or evidence related to the said offences, should be removed, concealed, destroyed or altered from their original condition.

Section 23.

In the performance under this Act, the Chief Accounts Inspector and the Accounts Inspector must show his identity card to the person concerned.

The identity card shall be in the form prescribed by the Director - General as notified in the Government Gazette.

Section 24.

In the performance of the duty under this Act, the Chief Accounts Inspector and the Accounts Inspector shall have the power to issue a written order:

(1)     to summon the person having the duty to keep accounts, the bookkeeper, or the persons concerned there with to give statement relating to the bookkeeping or the keeping of the accounts and the documents relevant thereto;

(2)     to require the person having the duty to keep accounts or the bookkeeper to send the accounts, the documents relevant thereto, or the accounting codes for examination.

The written order under paragraph one shall be sent by responding registered post or shall be delivered to the domicile or the residence or the place of business of the person having the duty to keep accounts, the bookkeeper or the person concerned. If no recipients are found at the domicile or the residence or the place of business of such person, it shall be sent to any sui juri person residing or working in the house or place of business apparently belonging to such recipient.

Where it cannot be sent by the methods under paragraph two, or the person having the duty to keep accounts, the bookkeeper, or the person concerned leave the kingdom, the said written order shall be clearly visibly posted at the address or the place of business of such person or the house where such person's name is in the house registration under the law governing the citizen registration, or brief statement may be advertised in a local newspaper.

Upon the compliance with the said foregoing procedures, it shall be deemed that such written order has been received.

Section 25.

No person shall reveal any statement known or received through the carrying out of duty under Section 22 or Section 24, except where he has the power to do so under the law.

Section 26.

In the performance of the duty, the Chief Accounts Inspector and the Accounts Inspector shall be competent officials under the Penal Code.

 

Chapter 5

Penalty Provisions

 

Section 27.

Any person who contravenes or does not comply with the Notification of the Director - General issued under Section 7 (1), (2), (3), (4) or (6) shall be liable to a fine not exceeding ten thousand Baht. Where the contravention or non - compliance with the notification of the Director - General issued under Section 7 (1), (2), (3) or (4), a further fine shall be not exceeding five hundred Baht each day until he so complies.

Section 28.

Any person having the duty to keep accounts, who does not provide the bookkeeping under Section 8 or Section9, shall be liable to a fine not exceeding thirty thousand Baht, and a further fine of not exceeding one thousand Baht each day until he so complies.

Section 29.

Any person having the duty to keep accounts, who does not comply with Section 10, Section 12 or Section 19 paragraph one, shall be liable to a fine not exceeding ten thousand Baht.

Section 30.

Any person having the duty to keep accounts, who does not comply with Section 11 paragraph one, shall be liable to a fine not exceeding fifty thousand Baht.

Section 31.

Any person having the duty to keep accounts, who does not comply with Section 11 paragraph three, Section 13, Section 14, Section 15, or Section 17, shall be liable to a fine not exceeding five thousand Baht.

Section 32.

Any person having the duty to keep accounts, who does not comply with Section 11 paragraph four, shall be liable to a fine not exceeding twenty thousand Baht.

Section 33.

Any person having the duty to keep accounts, who informs a false statement under Section 15 to the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector that the accounts or the documents relevant thereto are lost or damaged, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding six months, or to a fine not exceeding ten thousand Baht, or to both.

Section 34.

Any person who does not comply with Section 20 shall be liable to a fine not exceeding ten thousand Baht.

Section 35.

Any person who does not comply with Section 21 shall be liable to a fine not exceeding five thousand Baht.

Section 36.

Any person, who obstructs the performing of duties of the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector carrying out the duty under Section 22, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year, or to a fine not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Any person who does not render facilities to the Chief Accounts Inspector or the Accounts Inspector carrying out the duty under Section 22, or who disobeys the order of the Chief Accounts Inspector or of the Accounts Inspector issued under Section 24, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one month, or to a fine not exceeding two thousand baht, or to both.

Section 37.

Any person, who contravenes Section 25, shall be liable to imprisonment for a term not more than six months, or to a fine not exceeding ten thousand Baht, or to both.

Where the offender under paragraph one is the Chief Accounts Inspector, the Accounts Inspector, or the Official, he shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year, or to a fine not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Section 38.

Any person who damages, destroys, hides or renders lost or useless the accounts or the documents relevant thereto, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding one year, or to a fine not exceeding twenty thousand Baht, or to both.

Where the offender under paragraph one is the person having the duty to keep accounts, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding two years, or to a fine not exceeding forty thousand Baht, or to both.

Section 39.

Any person who makes false entry, alterations or neglects to make entry in the accounts or financial statement, or alteration in the documents relevant thereto, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding two year, or to a fine not exceeding forty thousand Baht, or to both.

Where the offender under paragraph one is the person having the duty to keep accounts, shall be liable to imprisonment for a term not exceeding three years, or to a fine not exceeding sixty thousand Baht, or to both.

Section 40.

Where the offender liable to the penalty under this Act is a juristic person, a managing director, a managing partner, a representative of the juristic person, or any person responsible for the operations of such juristic person, shall be liable to a penalty to the same extent prescribed for such offences, except where it can be proved that he has not participated or has not given consent to the commission of the offence of such juristic person.

Section 41.

The offences under Section 27, Section 28, Section 29, Section 30, Section 31, Section 32 Section 35 and Section 36 paragraph two, the Director-General or the person entrusted by him, shall have the power to settle a fine. And when the offenders have paid the fine as settled, it shall be deemed that the case is over under the Criminal Procedure Code.

 

Transitory Provisions

 

Section 42.

The Ministerial Regulations or notifications issued under the Announcement No.285 of the National Executive Council dated 24th November B.E.2515 (1972) which have been enforced before the enforcement date of this Act, shall remain enforce so far as they are not contrary to or inconsistent with this Act.  In this respect, until there will be the Ministerial Regulations or Notifications issued under this Act, which are enforced.

Any person having been a bookkeeper of the person having the duty to keep accounts before the enforcement date of this Act for not less than five years but has no the qualifications of being the bookkeeper as prescribed by the Director-General under Section 7 (6), if willing to be the bookkeeper under this Act, such person shall inform to the Director-General in accordance to the rules, procedures and conditions notified and prescribed by the Director-General within sixty days as from the enforcement date of this Act. And when such person attends and accomplishes the training in accordance with the rules, procedures and time periods notified and prescribed by the Director-General, such person shall be the bookkeeper for another eight years from the enforcement date of this Act.

Section 43.

While there are no accounting standards being prescribed by law, it shall be deemed that the accounting standards prescribed by the Institute of Certified Accountants and Auditors of Thailand with the resolution of the Board of Supervision of Auditing Practices to enforce shall be the accounting standards under this Act.

Section 44.

The joint venture under the Revenue Code having had its joint venture operation before the enforcement date of this Act, does not comply with this Act until a new accounting period commences after the enforcement date of this act.

Section 45.

The person having the duty to keep accounts shall provide a bookkeeper in accordance with Section 19 within one year from the enforcement date of this Act.

The time period under paragraph one, by the Director-General with the approval of the Minister, shall be extended according to the necessity in each circumstance, but not exceeding one year.

During the period under paragraph one and paragraph two, the provision under Section 29 shall not be enforced to the person having the duty to keep accounts that has not yet provided a bookkeeper under Section 19 paragraph one.

 

 

Countersigned by Mr. Chuan Leekpai as Prime Minister 

 


 

                                                                     (ตอน 2/2) 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๖๐]

 

มาตรา ๔  การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการคำนวณภาษีเงินได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรให้เป็นไปในแนวเดียวกันกับหลักเกณฑ์การคำนวณค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ขอจดทะเบียนดังกล่าวมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๖๑]

 

มาตรา ๑๑  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๖๒]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๘ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป นอกจากบทบัญญัติดังต่อไปนี้ ในหมวด ๔ และหมวด ๕ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(ก) มาตรา ๘๑/๑ และมาตรา ๘๑/๓ เกี่ยวกับสิทธิการขอจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

(ข) มาตรา ๘๕/๑ และมาตรา ๘๕/๓ เกี่ยวกับการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว

(ค) มาตรา ๘๖/๒ เกี่ยวกับการขอให้ตัวแทนออกใบกำกับภาษีโดยผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

 

มาตรา ๑๔  กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่กล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรไม่ให้มีความหมายเป็นการกล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

นอกจากกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งได้บัญญัติให้บุคคลใดหรือกิจการใดได้รับยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรโดยมิได้ระบุถึงภาษีอากรประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ให้มีความหมายเป็นการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๑๕  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อบทบัญญัติหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับแล้ว ให้บุคคลดังต่อไปนี้ มีสิทธิดำเนินการตามมาตรานี้ได้ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๑) ผู้ประกอบการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และให้นำมาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๕/๓ มาใช้บังคับ

(๒) ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑ (๑) (ก) ถึง (ฉ) และมาตรา ๘๑/๑ มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา ๘๑/๑ มาตรา ๘๑/๓ และมาตรา ๘๕/๑ (๒) มาใช้บังคับ

(๓) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หรือผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ที่ประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีแทนตามมาตรา ๘๖/๒ มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีได้ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา ๘๖/๒ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ

(๔) ผู้ประกอบกิจการที่พึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด ๕ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา ๙๑/๑๒ มาใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๖  บุคคลซึ่งประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับอันเป็นกิจการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด ๔ หรือหมวด ๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมิได้ใช้สิทธิขอจดทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หากมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑ หรือตามมาตรา ๙๑/๑๒ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๐/๒ (๒) หรือมาตรา ๙๑/๑๘ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี

 

มาตรา ๑๗  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ และมีสินค้าทุนอยู่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่า สินค้าทุนนั้นเป็นไปตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าทุนนั้นในอัตราร้อยละ ๓.๕ ของมูลค่าต้นทุนสินค้าดังกล่าว

(๑) เป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะ

(ก) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้าโดยตนเองเป็นผู้ผลิต สินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ

(ข) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการให้บริการสินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะที่ใช้ในการให้บริการของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ

(๒) เป็นสินค้าทุนเฉพาะที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าได้มาในเวลาระหว่างวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ หรือระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ และยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๓) เป็นสินค้าต้นทุนที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปีและมีมูลค่าต้นทุนไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท

(๔) เป็นสินค้าทุนที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ

(๕) เป็นสินค้าทุนที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่งให้ยื่นคำขอเครดิตภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตภาษีอีกต่อไป

คำขอเครดิตตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นหกส่วนเท่า ๆ กัน และให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีของสถานประกอบการของตน โดยให้เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตภาษีดังกล่าวเป็นเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่ครอบครองสินค้าทุนตามความเป็นจริง

เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๓๙ หรือรายได้ตามมาตรา ๖๕ แห่งประมวลรัษฎากร

คำว่ามูลค่าต้นทุนสินค้าได้แก่ ราคาของสินค้าโดยไม่รวมดอกเบี้ยค่าติดตั้งหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดี

มีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

มาตรา ๑๘  ภายใต้บังคับมาตรา ๒๐ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ซื้อจากผู้ผลิตให้คำนวณจากราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อจากผู้ผลิตนั้นในกรณีที่ได้นำเข้าให้คำนวณจากราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้าบวกกำไรมาตรฐานของสินค้านั้น ทั้งนี้ ในอัตราเท่ากับอัตราภาษีการค้ารวมกับอัตราภาษีการค้าที่กรุงเทพมหานครหรือราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บเพิ่มตามกฎหมาย แต่จำนวนเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้ได้รับอย่างสูงไม่เกินร้อยละ ๙.๙ ของราคาทุนของสินค้า หรือราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้า บวกกำไรมาตรฐานของสินค้า แล้วแต่กรณี

(๑) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขายและได้ซื้อจากผู้ผลิตหรือได้นำเข้า นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ หรือในระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยได้มีการส่งมอบสินค้าหรือนำเข้าในระหว่างเวลาดังกล่าว และมีหนังสือรับรองการขายที่ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ผลิตออกให้ตามมาตรา ๑๙ หรือใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากรออกให้

(๒) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อ หรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ

(๓) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ

(๔) เป็นสินค้าคงเหลือที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม หมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

การคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้ถือตามหลักบัญชีเข้าก่อนออกก่อน

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตอีกต่อไป

คำขอเครดิตตามวรรคสาม ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน และให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีมกราคม และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ของปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตดังกล่าวเป็นเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่เก็บรักษาสินค้าคงเหลือดังกล่าวตามความเป็นจริง เว้นแต่ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้นำเครดิตไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งเป็นหนังสือหรือนับแต่เดือนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับเครดิตตามมาตรานี้จัดทำรายงานสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้จัดทำรายงานเป็นรายสถานประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเอกสารให้ถือว่ารายงานสินค้าคงเหลือตามมาตรานี้เป็นรายงานตามมาตรา ๘๗ (๓) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๓๙ หรือรายได้ตามมาตรา ๖๕ แห่งประมวลรัษฎากร

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

มาตรา ๑๙  ให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งขายสินค้าที่ตนผลิตให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๑๘ ในระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยได้มีการส่งมอบสินค้านั้นในระหว่างเวลาดังกล่าว ต้องจัดทำและส่งมอบหนังสือรับรองตามวรรคสองเพื่อเป็นหลักฐานการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวในวันที่ส่งมอบสินค้า

หนังสือรับรองการขายสินค้า ให้มีรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ที่อยู่ และเลขทะเบียนการค้าของผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรอง

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า

(๓) เลขที่ของหนังสือรับรอง

(๔) ชื่อ ชนิด ปริมาณของสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

(๕) อัตราภาษีการค้าที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสีย

(๖) วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรอง

ในกรณีที่ผู้ผลิตมีสถานการค้าหลายแห่ง ให้ออกหนังสือรับรองเป็นรายสถานการค้า

ผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรองจะต้องจัดทำสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว และเก็บรักษาสำเนานั้นไว้ ณ สถานการค้าที่ออกเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง

ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าผู้ใด ไม่ออกหนังสือรับรองตามที่ผู้ซื้อร้องขอหรือออกหนังสือรับรองแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง หรือไม่จัดทำสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่ออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งผู้ใดจงใจไม่เก็บรักษาสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

มาตรา ๒๐  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้าบางประเภทซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามประเภทและเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เมื่อขายสินค้าคงเหลือดังกล่าว

(๑) เป็นสินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ เรือกำปั่นหรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

(๒) สินค้าตาม (๑) ต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขาย โดยได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตหรือจากผู้นำเข้าและได้มีการส่งมอบก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำเข้าก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๓) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อหรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ

(๔) เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้และ

(๕) เป็นสินค้าที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอยกเว้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอยกเว้นอีกต่อไป

คำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกันก็ให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

มาตรา ๒๑  บทบัญญัติหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับ

(๑) กรณีตามมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขบทบัญญัติแห่งมาตรานั้น ๆ

(๒) การจัดเก็บภาษีการค้าที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๓) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนได้นำเข้าเครื่องจักรโดยได้มีการออกใบขนสินค้าขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และหากต่อมาปรากฏว่าสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้า ตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีการค้าต่อไป

(๔) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการค้าสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ว่าจะได้มีการนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ และหากต่อมาปรากฏว่าสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยถือสภาพของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีการค้าต่อไป

 

มาตรา ๒๒  เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประกอบกิจการให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้ทำสัญญาไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ากรณีเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ว่าจ้างตามมาตรา ๘๒/๔ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และขอเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

(๑) คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นหรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ และ

(๒) ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ส่งมอบงานบางส่วนให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และได้มีการชำระค่าตอบแทนตามส่วนของงานที่ได้ส่งมอบตามข้อผูกพันที่กำหนดในสัญญาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยค่าตอบแทนและงานที่ได้ส่งมอบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของค่าตอบแทนและงานตามสัญญา

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้งส่งมอบสำเนาสัญญาและหลักฐานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ เสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป เฉพาะสำหรับการให้บริการตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าการให้บริการนั้นจะแล้วเสร็จ แต่ต้องไม่ช้ากว่าวันที่สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายสิ้นสุดลง

สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ ให้สิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เว้นแต่ในกรณีที่เป็นสัญญารับเหมาก่อสร้างให้สิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

 

มาตรา ๒๓  ในกรณีสินค้าตามประเภทที่ ๐๓.๐๑ ถึง ๐๓.๙๐ ประเภทที่ ๐๔.๐๑ ถึง ๐๔.๙๐ ประเภทที่ ๐๕.๐๑ ถึง ๐๕.๙๐ ประเภทที่ ๐๖.๐๑ ถึง ๐๖.๙๐ และประเภทที่ ๐๗.๐๑ ถึง ๐๗.๙๐ แห่งพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔ได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และยังมิได้เสียภาษีการค้าประเภทการขายของตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นตามมาตรา ๗๗ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นอยู่ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าโดยให้ภาษีการค้ามีจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔

เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีตามมาตรานี้ ให้ถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีการค้าตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เว้นแต่สินค้าที่เป็นรถยนต์และสินค้าอื่นที่เป็นประเภทที่อธิบดีกำหนด ก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา ๗๘ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมทั้งชำระภาษีภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และให้นำบทบัญญัติตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๒๔  บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายสินค้าที่มีการขายเสร็จเด็ดขาดหรือการให้บริการที่สิ้นสุดลงก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับชำระค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการนั้นในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ความรับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ไม่เป็นผู้ผลิต เป็นไปตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๒๕  การคืนภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้กระทำได้ดังต่อไปนี้

(๑) การคืนภาษีการค้าให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ผู้ที่ประสงค์จะได้รับคืนภาษีการค้าต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

(๒) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าประเภทการขายของซึ่งได้ขายสินค้าก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว หากมีหนี้สูญจากการขายสินค้าดังกล่าวในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และหนี้สูญนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๗๙ จัตวา (๔) แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่คำนวณจากส่วนหนี้สูญได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาตาม (๑)

(๓) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว ถ้าต่อมาได้มีการส่งสินค้านั้นหรือสินค้าที่ผลิตหรือผสมหรือประกอบด้วยสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่เรียกเก็บจากสินค้านั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

 

มาตรา ๒๖  ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้มีสิทธิขอเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

(๑) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามมาตรา ๗๙ จัตวา (๓) วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการผ่อนชำระตามสัญญานั้นแล้วก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ว่าการขายสินค้าดังกล่าวจะกระทำโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตหรือไม่เป็นผู้ผลิต

(๒) การให้เช่าเครื่องจักร เครื่องมือ หรือเครื่องกลที่มีมูลค่าต้นทุนไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท เพื่อใช้ในการผลิตหรือการให้บริการโดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าเช่านั้นบางส่วนแล้วก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป

คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่พร้อมทั้งหลักฐานตามที่อธิบดีกำหนด

ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิตามวรรคหนึ่งและได้ยื่นคำขอตามวรรคสองเสียภาษีการค้าตามหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีสิทธิตามมาตรานี้ ให้อธิบดีแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบพร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับ

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับอนุมัติให้เสียภาษีการค้าต่อไปตามมาตรานี้

 

มาตรา ๒๗  บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้าและการนำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การขายสินค้าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยใช้แสตมป์สรรพสามิตหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ครบถ้วนแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ ไม่ว่าจะได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม

(๒) การขายสินค้าประเภทที่ได้รับการขยายเวลาการชำระภาษีตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง หรือมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตและผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๓) การขายสินค้าที่เป็นน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้ขายส่ง หรือขายปลีกเฉพาะน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๔) การนำเข้าสินค้าประเภทที่ระบุในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งความรับผิดของผู้นำเข้าในอันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ว่าจะได้รับชำระภาษีสรรพสามิตไว้ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ก็ตาม

(๕) การขายสินค้านำเข้าตาม (๔) หลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถ้าได้มีการขายสินค้าตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) และ (๕) ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ มีสิทธิออกหลักฐานการขายสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบสินค้าได้และหลักฐานการขายสินค้าดังกล่าวให้ถือเป็นใบกำกับภาษี และให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานของภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

ภาษีซื้อตามวรรคสอง ให้มีจำนวนเท่ากับเจ็ดในหนึ่งร้อยเจ็ดส่วนของมูลค่าสินค้าตามที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว

หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ให้มีรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร

(๒) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้า

(๓) เลขที่ของหลักฐาน

(๔) ชื่อ ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย

(๕) วัน เดือน ปี ที่ออกหลักฐาน

(๖) ข้อความแสดงว่าเป็นสินค้าตามวรรคหนึ่ง

หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ออกหลักฐานเป็นรายสถานประกอบการ และให้เก็บรักษาสำเนาหลักฐานนั้นไว้ ณ สถานประกอบการที่ออกหลักฐานเป็นเวลาห้าปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักฐาน และให้นำมาตรา ๘๗/๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๘  บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ประกอบการที่ซื้อสุราหรือได้รับใบอนุญาตทำสุราที่มีสัญญาผูกพันกับกรมสรรพสามิตหรือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่จะต้องชำระเงินแก่รัฐบาลเป็นการเหมาจ่าย และอยู่ในบังคับมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

(๒) ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายปลีกหรือขายส่งซึ่งสุราที่ซื้อหรือได้มาจากผู้ประกอบการตาม (๑) ทุกทอด แต่ไม่รวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภัตตาคาร

กิจการภัตตาคารได้แก่กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือนอกจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

 

มาตรา ๒๙  บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและการนำเข้าสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) สุราที่อยู่ในบังคับมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

 

(๒) สุราที่ทำในราชอาณาจักรโดยได้เสียภาษีสุราครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงงานสุราก่อนพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ

(๓) สุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้เสียภาษีสุราโดยปิดแสตมป์สุราแล้วและได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ

ถ้าได้มีการขายสุราตามวรรคหนึ่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายสุรานั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบสุราได้ และให้นำมาตรา ๒๗ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๐  บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและการนำเข้ายาเส้น หรือยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) ยาเส้นหรือยาสูบที่อยู่ในบังคับมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

(๒) ยาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักรโดยบรรจุซองและปิดแสตมป์ครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ

(๓) ยาสูบตามมาตรา ๗๙/๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะยาสูบที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบได้บรรจุซองและปิดแสตมป์ยาสูบครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๔) ยาเส้นหรือยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้ปิดแสตมป์ยาสูบและได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ

ถ้าได้มีการขายยาเส้นหรือยาสูบตามวรรคหนึ่ง ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายยาเส้นหรือยาสูบนั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบยาเส้นหรือยาสูบได้ และให้นำมาตรา ๒๗ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๑  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบันโดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะมาใช้แทนภาษีการค้า และปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรแสตมป์ของประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๖๓]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๘  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๙  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๖๔]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๗ เฉพาะบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (๒) (ข) (ค) และ (ง) แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๗ เฉพาะบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (๒) (ก) และ (จ) แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๙  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๐  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๔๐[๓๖๕]

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีสามในเจ็ดส่วนของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับทุกกรณี ในขณะที่การประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิในกิจการต่าง ๆ ในอัตราที่แตกต่างกัน สมควรแก้ไขให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีให้สอดคล้องกับการเสียภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีอยู่หลายอัตราเพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และสมควรกำหนดความรับผิดของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ซึ่งแสดงข้อความในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เพื่อให้การเครดิตภาษีเป็นไปโดยรอบคอบและถูกต้อง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๔๐[๓๖๖]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้น

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ส่งผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์จำเป็นต้องกันเงินสำรองไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสูงขึ้นกว่าเดิม แต่บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรที่ให้นำเงินสำรองดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้มีข้อจำกัดก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์และบริษัทเดรดิตฟองซิเอร์เกินสมควรดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาษีให้แก่สถาบันการเงินซึ่งจะทำให้ฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินดีขึ้น สมควรกำหนดให้เงินสำรองดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้เต็มจำนวน และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๔๑[๓๖๗]

 

หมายเหตุ:-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้การบริการขนส่งระหว่างประเทศ โดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ ใช้อัตราภาษีร้อยละ ๐ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอัตราเดียว เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวที่เข้ามาประกอบกิจการในราชอาณาจักรและเพื่อลดปัญหาความยุ่งยากที่เกิดจากการที่ต้องมีการติดตามวิธีปฏิบัติทางภาษีของประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลที่ตัวแทนผู้ประกอบการขนส่งมักจะรับเป็นตัวแทนให้กับหลายบริษัท หากมีแนวปฏิบัติในแนวทางเดียวกันแล้วจะลดภาระแก่ตัวแทนเหล่านั้นได้ ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาคประกอบกับสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้การรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยซึ่งเดิมเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนเพื่อให้มีการประกอบกิจการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจัดเก็บภาษีในระยะยาว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑[๓๖๘]

 

มาตรา ๖  บทบัญญัติตามหมวด ๕ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องต้องปรับปรุงระบบภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ จึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนแลโดยที่ในปัจจุบันการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากกำหมายปัจจุบันกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีดังกล่าวในเดือนถัดไป ซึ่งปรากฏว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีไม่ชำระภาษีเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐขาดรายได้ส่วนนี้ไป ดังนั้น สมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้การบริหารจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกรณีนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีและป้องกันการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ส่งผลทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔[๓๖๙]

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเพื่อกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตปลอดอากรขึ้นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการส่งออก โดยผู้ประกอบการในเขตดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในทำนองเดียวกันกับเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่โดยที่บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเขตอุตสาหกรรมส่งออกเท่านั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครอบคลุมถึงเขตปลอดอากร และเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้าตามที่จะได้มีการจัดตั้งขึ้นต่อไปด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖) พ.ศ. ๒๕๔๘[๓๗๐]

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนหรือบิดามารดาของสามีหรือภริยาของตนสามารถนำค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วชิระ/พงษ์พิลัย/ปรับปรุง

๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖/-/หน้า ๑/๑ เมษายน ๒๔๘๒

[๒] มาตรา ๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช.๒๕๒๐

[๓] มาตรา ๒ นิยามคำว่า “อธิบดี” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๔] มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๕] มาตรา ๓ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๖] มาตรา ๓ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๗][๗] มาตรา ๓ จัตวา เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๘] มาตรา ๓ เบญจ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๙] มาตรา ๓ ฉ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๐] มาตรา ๓ สัตต เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๑] มาตรา ๓ อัฏฐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๒] มาตรา ๓ นว เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๓] มาตรา ๓ ทศ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๔] มาตรา ๓ เอกาทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๕] มาตรา ๓ ทวาทศ เพิ่มโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐

[๑๖] มาตรา ๓ เตรส เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๑๗] มาตรา ๓ จตุทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๕๒๖

[๑๘] มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๑๓

[๑๙] มาตรา ๔ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๐] มาตรา ๔ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๑] มาตรา ๔ จัตวา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๒๒] มาตรา ๔ เบญจ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๓] มาตรา ๔ ฉ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๔] มาตรา ๔ สัตต เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๕] มาตรา ๔ อัฏฐ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๖] มาตรา ๔ นว เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๗] มาตรา ๔ ทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๘] มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๒๙] มาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๓๐] มาตรา ๙ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๓๑] มาตรา ๑๐ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๓๒] มาตรา ๑๐ ทวิ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ.๒๕๓๔

[๓๓] มาตรา ๑๑ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒

[๓๔] มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๓๕] มาตรา ๑๒ วรรคหก เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๓๖] มาตรา ๑๒ ทวิ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๓๗] มาตรา ๑๒ ตรี เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๓๘] หมวด ๑ ทวิ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร มาตรา ๑๓ ทวิ มาตรา ๑๓ ตรี มาตรา ๑๓ จัตวา มาตรา ๑๓ เบญจ มาตรา ๑๓ ฉ มาตรา ๑๓ สัตต และมาตรา ๑๓ อัฏฐ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๓๙] มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๔๐] มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๔๑] มาตรา ๑๗ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๔๒] มาตรา ๑๘ วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓

[๔๓] มาตรา ๑๘ วรรคสาม เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓

[๔๔] มาตรา ๑๘ วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๔๕] มาตรา ๑๘ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๔๖]มาตรา ๑๘ ตรี เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๔๗] มาตรา ๑๙  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๔๘] มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๔๙] มาตรา ๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๕๐] มาตรา ๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๕๑] มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๕๒] มาตรา ๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒

[๕๓] มาตรา ๒๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๕๔] มาตรา ๒๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๕๕] มาตรา ๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๕๖] มาตรา ๒๗ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๕๗] มาตรา ๒๗ ตรี  เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๕๘] มาตรา ๒๗ จัตวา เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๕๙] มาตรา ๒๙ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๖๐] มาตรา ๓๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๖๑] มาตรา ๓๐ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๖๒] มาตรา ๓๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๖๓] มาตรา ๓๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๖๔] มาตรา ๓๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๖๕] มาตรา ๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๖๖] มาตรา ๓๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๖๗] มาตรา ๓๕ ทวิ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๖๘] มาตรา ๓๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๖๙] มาตรา ๓๗ แก้ไขแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๗๐] มาตรา ๓๗ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๗๑] มาตรา ๓๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๗๒] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๗๓] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทจดทะเบียน” เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ.๒๕๑๗

[๗๔] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทจัดการกิจการลงทุน” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ.๒๕๑๗

[๗๕] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “กองทุนรวม” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ.๒๕๑๗

[๗๖] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทเงินทุน” เพิ่มโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐

[๗๗] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๗๘] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” (๓) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๗๙] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” (๔) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๘๐] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “ขาย” เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๘๑] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “ราคาขาย” เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๘๒] มาตรา ๓๙ นิยามคำว่า “สิทธิครอบครอง” เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๘๓] มาตรา ๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๘๔] มาตรา ๔๐ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๘๕] มาตรา ๔๐ (๔) (ก) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๓๔

[๘๖] มาตรา ๔๐ (๔) (ข) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๒๕

[๘๗] มาตรา ๔๐ (๔) (ข) วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓

[๘๘] มาตรา ๔๐ (๔) (ข) วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓

[๘๙] มาตรา ๔๐ (๔) (ช)  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๓๔

[๙๐] มาตรา ๔๐ (๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๙๑] มาตรา ๔๐ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๙๒] มาตรา ๔๐ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๙๓] มาตรา ๔๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๙๔] มาตรา ๔๑ ทวิ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๙๕] มาตรา ๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๙๖] มาตรา ๔๒ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๙๗] มาตรา ๔๒ (๘) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๓๔

[๙๘] มาตรา ๔๒ (๙) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๙๙] มาตรา ๔๒ (๑๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๑๐๐] มาตรา ๔๒ (๑๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๑๐๑] มาตรา ๔๒ (๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๑๐๒] มาตรา ๔๒ (๑๘) เพิ่มโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕

[๑๐๓] มาตรา ๔๒ (๑๙) เพิ่มโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕

[๑๐๔] มาตรา ๔๒ (๒๐) ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๐๕] มาตรา ๔๒ (๒๑) ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๐๖] มาตรา ๔๒ (๒๒) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๑๐๗] มาตรา ๔๒ (๒๓) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ.๒๕๑๗

[๑๐๘] มาตรา ๔๒ (๒๔) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ.๒๕๑๗

[๑๐๙] มาตรา ๔๒ (๒๕) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ.๒๕๓๓

[๑๑๐] มาตรา ๔๒ ทวิ  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๑๑]มาตรา ๔๒ ตรี เพิ่มโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ และวรรคหนึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

 

[๑๑๒] มาตรา ๔๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๑๓] มาตรา ๔๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๑๔] มาตรา ๔๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๑๕] มาตรา ๔๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๑๖] มาตรา ๔๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔

[๑๑๗] มาตรา ๔๗ (๑) (ก) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๑๘] มาตรา ๔๗ (๑) (ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๑๙] มาตรา ๔๗ (๑) (ค) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๒๐] มาตรา ๔๗ (๑) (ง) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๒๑] ความในวรรคนี้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๑๖

[๑๒๒] มาตรา ๔๗ (๑) (จ) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๒๓] มาตรา ๔๗ (๑) (ฉ) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๒๔] มาตรา ๔๗ (๑) (ช) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๒๕] มาตรา ๔๗ (๑) (ซ) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๒๖] มาตรา ๔๗ (๑) (ฌ) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ.๒๕๓๓

[๑๒๗] มาตรา ๔๗ (๑) (ฌ) วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๒๘] มาตรา ๔๗ (๑) (ญ) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖) พ.ศ. ๒๕๔๘

[๑๒๙] มาตรา ๔๗ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๓๐] มาตรา ๔๗ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๓๑] มาตรา ๔๗ (๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๓๒] มาตรา ๔๗ (๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๓๓] มาตรา ๔๗ (๗) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ.๒๕๐๘

[๑๓๔] มาตรา ๔๗ ทวิ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ.๒๕๔๐

[๑๓๕] มาตรา ๔๗ ทวิ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๓๖] มาตรา ๔๗ ทวิ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๓๗] มาตรา ๔๗ ทวิ วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ.๒๕๔๐

[๑๓๘] มาตรา ๔๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๑๓๙] มาตรา ๔๘ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐

[๑๔๐] มาตรา ๔๘ (๒) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๔๑] มาตรา ๔๘ (๒) วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๑๔๒] มาตรา ๔๘ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๔๓] มาตรา ๔๘ (๓) วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๔๔] มาตรา ๔๘ (๔) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๔๕] มาตรา ๔๘ (๔) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๑๔๖] มาตรา ๔๘ (๕) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๔๗] มาตรา ๔๘ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐

[๑๔๘] มาตรา ๔๘ ทวิ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๑๔๙] มาตรา ๔๘ ตรี ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๕๐] มาตรา ๔๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๕๑] มาตรา ๔๙ ทวิ  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๕๒] มาตรา ๕๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๑๕๓] มาตรา ๕๐ (๑) วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๕๔] มาตรา ๕๐ (๑) วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๑๕๕] มาตรา ๕๐ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๕๖] มาตรา ๕๐ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๕๗] มาตรา ๕๐ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๑๕๘] มาตรา ๕๐ (๕) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๕๙] มาตรา ๕๐ (๖) เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๖๐] มาตรา ๕๐ ทวิ เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๑๖๑] มาตรา ๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

[๑๖๒] มาตรา ๕๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๖๓] มาตรา ๕๒ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๑๖๔] มาตรา ๕๒ ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๖๕] มาตรา ๕๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๖๖] มาตรา ๕๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๑๖๗] มาตรา ๕๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗ และวรรคหนึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๖๘] มาตรา ๕๖ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๑๖๙] มาตรา ๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๑๗๐] มาตรา ๕๗ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ.๒๕๐๔

[๑๗๑] มาตรา ๕๗ ทวิ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๑๗๒] มาตรา ๕๗ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๔๘๙

[๑๗๓] มาตรา ๕๗ จัตวา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๗๔] มาตรา ๕๗ เบญจ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๒๙

[๑๗๕] มาตรา ๕๗ เบญจ วรรคสอง (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๗๖] มาตรา ๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๗๗] มาตรา ๖๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๑๗๘] มาตรา ๖๐ ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๗๙] มาตรา ๖๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๑๘๐] มาตรา ๖๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓

[๑๘๑] มาตรา ๖๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๘๒] มาตรา ๖๔ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗

[๑๘๓] มาตรา ๖๔ วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๑๘๔] ส่วนที่ ๓ การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๔๙๔

[๑๘๕] มาตรา ๖๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๑๘๖] มาตรา ๖๕ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๑๘๗] มาตรา ๖๕ ทวิ (๒) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๘๘] มาตรา ๖๕ ทวิ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๘๙] มาตรา ๖๕ ทวิ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๑๙๐]มาตรา ๖๕ ทวิ (๕) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๙๑] มาตรา ๖๕ ทวิ (๙) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๙๒] มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๐) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๙๓] มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ.๒๕๒๒

[๑๙๔] มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ.๒๕๒๒

[๑๙๕] มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๓) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๑๙๖] มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๔) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ.๒๕๓๔

[๑๙๗] มาตรา ๖๕ ตรี (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๑๙๘] มาตรา ๖๕ ตรี (๑) (ค) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๗)  พ.ศ.๒๕๔๐

[๑๙๙] มาตรา ๖๕ ตรี (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๐๐] มาตรา ๖๕ ตรี (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๐๑] มาตรา ๖๕ ตรี (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๑

[๒๐๒] มาตรา ๖๕ ตรี (๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๐๓] มาตรา ๖๕ ตรี (๖ ทวิ) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๐๔] มาตรา ๖๕ ตรี (๑๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๐๕] มาตรา ๖๕ ตรี (๑๘) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๐๖] มาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๐๗] มาตรา ๖๕ ตรี (๒๐) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๐๘] มาตรา ๖๕ จัตวา เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๐๙] มาตรา ๖๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๒๓

[๒๑๐] มาตรา ๖๗ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕ และวรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๑๑] มาตรา ๖๗ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๑๒] มาตรา ๖๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๑๓] มาตรา ๖๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๑๔] มาตรา ๖๙ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๑๕] มาตรา ๖๙ ตรี เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๑๖] มาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๑๗] มาตรา ๗๐ วรรคสอง เพิ่มโดย ประกาศคณะปฏิวัติ.ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช.๒๕๑๕

[๒๑๘] มาตรา ๗๐ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๑๙] มาตรา ๗๐ ตรี เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๐๒

[๒๒๐] มาตรา ๗๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐

[๒๒๑] มาตรา ๗๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๒๒] มาตรา ๗๔ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๒๓] มาตรา ๗๕ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๒๔] มาตรา ๗๖ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ.๒๕๒๕

[๒๒๕] มาตรา ๗๖ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๒๖] บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๒๗] บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๓๔

[๒๒๘] หมวด ๔ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔ (ยกเลิกหมวด ๔ ภาษีการค้า (เดิม))

[๒๒๙] มาตรา ๗๗/๑ (๑๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๐] มาตรา ๗๗/๑ (๑๔) (ก) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๑] มาตรา ๗๗/๑ (๒๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๒] มาตรา ๗๘ (๔) (ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๓] มาตรา ๗๘/๒ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๔] มาตรา ๘๐/๑ (๒) วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๕] มาตรา ๘๐/๑ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๓๖] มาตรา ๘๐/๑ (๖) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๗] มาตรา ๘๑ (๒) (ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๘] มาตรา ๘๓/๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒๓๙] มาตรา ๘๔/๔  เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๐] หมวด ๕ ภาษีธุรกิจเฉพาะ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔ (หมวด ๕ ภาษีป้าย (เดิม) ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐)

[๒๔๑] มาตรา ๙๑/๒ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๒] มาตรา ๙๑/๕ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๓] มาตรา ๙๑/๘ วรรคสาม เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔ ) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๔] ๙๑/๑๐ วรรคห้า เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๕] ๙๑/๑๐ วรรคหก เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๖] ๙๑/๑๐ วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑

[๒๔๗] มาตรา ๑๐๓ นิยามคำว่า “แสตมป์” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

[๒๔๘] มาตรา ๑๐๓ นิยามคำว่า “ขีดฆ่า” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓

[๒๔๙] มาตรา ๑๐๓ นิยามคำว่า “ปิดแสดมป์บริบูรณ์” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓

[๒๕๐] มาตรา ๑๐๓ นิยามคำว่า “นายตรวจ” เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒

[๒๕๑] มาตรา ๑๐๕  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๕๒] มาตรา ๑๐๕ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ และวรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑

[๒๕๓] มาตรา ๑๐๕ ทวิ วรรคสาม (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๕๔] มาตรา ๑๐๕ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๕๕] มาตรา ๑๐๕  จัตวา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๒๕๖] มาตรา ๑๐๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๕๗] มาตรา ๑๑๓ อนุมาตรา ๑. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๔๘๙

[๒๕๘] มาตรา ๑๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๒๕๙] มาตรา ๑๑๔ วรรคท้าย ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๖๐] มาตรา ๑๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๖๑] มาตรา ๑๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๖๒] มาตรา ๑๑๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๖๓] มาตรา ๑๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘

[๒๖๔] มาตรา ๑๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๖๕] มาตรา ๑๒๓ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๒๖๖] มาตรา ๑๒๓ ตรี เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑

[๒๖๗] มาตรา ๑๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๖๘] มาตรา ๑๒๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๒๖๙] มาตรา ๑๒๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๗๐] มาตรา ๑๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๗๑] มาตรา ๑๒๗ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ..๒๕๐๒

[๒๗๒] มาตรา ๑๒๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.๒๔๙๗

[๒๗๓] มาตรา ๑๒๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๔๘๙

[๒๗๔] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๗๕] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๗๖] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๓. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๗๗] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๔. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๗๘] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๕. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

[๒๗๙] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๖. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๘๐] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๗. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๑] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๘. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๒] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๙. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๓] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๐. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๔] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒

[๒๘๕] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๑. (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๖] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๒. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๗] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๓. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๘] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๔. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๘๙] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๙๐] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๖. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๙๑] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๗. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๙๒] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๘. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๙๓] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๑๙. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๙๔] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๐. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๙๕] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๑. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๙๖] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๒. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๒๙๗] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๓. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๙๘] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๔. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๒๙๙] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๕. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๓๐๐] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๖. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๓๐๑] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๗. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖

[๓๐๒] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๘. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๓๐๓] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๘. “ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๔

[๓๐๔].บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๒๙ ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

[๓๐๕] บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ ลักษณะแห่งตราสาร ๓๐.ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

[๓๐๖] หมวด ๗ ลักษณะ ๒ อากรมหรสพ ตั้งแต่มาตรา ๑๓๐ ถึงมาตรา ๑๔๓ และบัญชีอัตราอากรมหรสพ ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ.๒๕๒๗

[๓๐๗] ลักษณะ ๓ ภาษีบำรุงท้องที่ มาตรา ๑๔๔ ถึงมาตรา ๑๖๔ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.๒๕๐๘

[๓๐๘] หมวด ๗ ลักษณะ ๔ เงินช่วยการประถมศึกษา ตั้งแต่มาตรา ๑๖๗ ถึงมาตรา ๑๗๙ ยกเลิกโดยโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔

[๓๐๙] หมวด ๗ ลักษณะ ๔ ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ตั้งแต่มาตรา ๑๖๕ ถึงมาตรา ๑๙๓ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔

[๓๑๐] หมวด ๗ ลักษณะ ๕ ภาษีการซื้อข้าว ตั้งแต่มาตรา ๑๘๐ ถึงมาตรา ๒๑๒ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๓๑๑] หมวด ๗ ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อน้ำตาล ตั้งแต่มาตรา ๒๑๓ ถึงมาตรา ๒๔๗ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๓๑๒] หมวด ๗ ลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร ตั้งแต่มาตรา ๒๔๘ ถึงมาตรา ๒๖๒ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

[๓๑๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖/-/หน้า ๑๔๔๖/๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๒

[๓๑๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘/-/หน้า ๔/๑ มกราคม ๒๔๘๔

[๓๑๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๙/ตอนที่ ๖/หน้า ๒๕๒/๒๗ มกราคม ๒๔๘๕

[๓๑๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๙/ตอนที่ ๖๖/หน้า ๑๘๑๓/๑๓ ตุลาคม ๒๔๘๕

[๓๑๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓/ตอนที่ ๘๓/หน้า ๗๔๔/๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๙

[๓๑๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๔/ตอนที่ ๓๖/หน้า ๕๑๘/๑๒ สิงหาคม ๒๔๙๐

[๓๑๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๔/ตอนที่ ๔๕/หน้า ๖๓๕/๒๓ กันยายน ๒๔๙๐

[๓๒๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๘/ตอนที่ ๒๖/หน้า ๕๖๗/๒๔ เมษายน ๒๔๙๔

[๓๒๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๙/ตอนที่ ๑๖/หน้า ๓๔๙/๑๑ มีนาคม ๒๔๙๕

[๓๒๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๐/ตอนที่ ๑๒/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖

[๓๒๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑/ตอนที่ ๑๓/๒๒๗/๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗

[๓๒๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑/ตอนที่ ๖๔/หน้า ๑๔๔๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๙๗

[๓๒๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๕/ตอนที่ ๒๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๙ เมษายน ๒๕๐๑

[๓๒๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๕/ตอนที่ ๓๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๑๘ เมษายน ๒๕๐๑

[๓๒๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๕/ตอนที่ ๗๘/หน้า ๔๙๘/๗ ตุลาคม ๒๕๐๑

[๓๒๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๕๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๕ มิถุนายน ๒๕๐๒

[๓๒๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๑๐๔/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๒

[๓๓๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๑๒๒/ฉบับพิเศษ หน้า ๔๔/๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๒

[๓๓๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๘/ตอนที่ ๖๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๔

[๓๓๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๒/ตอนที่ ๑๑๔/ฉบับพิเศษ หน้า ๓๕/๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๘

[๓๓๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๗/ตอนที่ ๕๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๒๙/๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๓

[๓๓๔] ราชกิจจานุเบก เล่ม ๘๗/ตอนที่ ๘๐/หน้า ๕๙๑/๒๕ สิงหาคม ๒๕๑๓

[๓๓๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๙/ตอนที่ ๘๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๖ มิถุนายน ๒๕๑๕

[๓๓๖] ราชกิจจานุเบกษา/ตอนที่ ๑๓๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๕ กันยายน ๒๕๑๕

[๓๓๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐/ตอนที่ ๑๖๒/หน้า ๖๑๙/๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๖

[๓๓๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐/ตอนที่ ๑๖๗/หน้า ๖๓๕/๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๖

[๓๓๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๑/ตอนที่ ๒๒๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๗

[๓๔๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๒/ตอนที่ ๓๒/ฉบับพิเศษ หน้า ๔/๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘

[๓๔๑] ราชกิจจานุเบกษา/ตอนที่ ๑๐๖/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

[๓๔๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘/ตอนที่ ๑๐๖/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๐/๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

[๓๔๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๕/ตอนที่ ๗๔/หน้า ๔๓๘/๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๑

[๓๔๔] ราชกิจานุเบกษา เล่ม ๕๙/ตอนที่ ๑๕๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๑

[๓๔๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๖/ตอนที่ ๒๒๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๔/๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

[๓๔๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๗๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๔/๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓

[๓๔๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๑๖๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๕/๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๓

[๓๔๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๘/ตอนที่ ๕๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๑ มีนาคม ๒๕๒๔

[๓๔๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๒๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๕/๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕

[๓๕๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๒๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๒๑/๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕

[๓๕๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๙๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒ กรกฎาคม ๒๕๒๕

[๓๕๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๑๒๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๕

[๓๕๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๑๕๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๗๙/๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๕

[๓๕๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐/ตอนที่ ๑๘๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖

[๓๕๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๑/ตอนที่ ๑๙๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๗

[๓๕๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๓/ตอนที่ ๑๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๕/๓๑ มกราคม ๒๕๒๙

[๓๕๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๖/ตอนที่ ๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๔ มกราคม ๒๕๓๒

[๓๕๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๗/ตอนที่ ๑๖๓/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒ กันยายน ๒๕๓๓

[๓๕๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๓๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๒/๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔

[๓๖๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๖๔/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๐/๑๘ กันยายน ๒๕๓๔

[๓๖๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๙๓/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๔

[๓๖๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๒๐๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๔

[๓๖๓]ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๒๐๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๓๐/๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔

[๓๖๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๒๒๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๔

[๓๖๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๔/ตอนที่ ๙ ก/หน้า ๑/๑ เมษายน ๒๕๔๐

[๓๖๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๖๐ ก/หน้า ๓๒/๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐

[๓๖๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๑๒/๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑

[๓๖๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๑๔/๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑

[๓๖๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนที่ ๘๕ ก/หน้า ๑/๒๗ กันยายน ๒๕๔๔

[๓๗๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอนที่ ๔ ก/หน้า ๑๓/๑๓ มกราคม ๒๕๔๘

                  ********************************************************


รายชื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ตอน 1/2

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๒[๓๑๓]

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓[๓๑๔]

 

มาตรา ๑๘  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๕[๓๑๕]

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๘๕[๓๑๖]

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๔๘๙[๓๑๗]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันและเวลาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ ถึงมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๙ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้ ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๒๐ ถึงมาตรา ๒๒ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้า ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

(๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๐ (๑) และ (๒) ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

(๕) บทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๕ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

(๖) บทบัญญัติมาตรา ๓๖ ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บเงินช่วยการประถมศึกษาจำนวนปี พ.ศ. ๒๔๙๐, ๒๔๙๑ เป็นต้นไป

(๗) บทบัญญัติมาตรา ๓๙ สำหรับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๔๐  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการจัดเก็บภาษีหรือเงินช่วยปีพุทธศักราชต่าง ๆ หรืออากรที่ยังค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๔๑  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๐[๓๑๘]

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๙๐[๓๑๙]

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔[๓๒๐]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๗ ถึงมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับในการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ในปีภาษี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๒) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๗๖ ตรี แห่งประมวลรัษฎากรตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้าตั้งแต่ในปีภาษี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นไป

(๔) บทบัญญัติมาตรา ๓๘ ถึงมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

(๕) บทบัญญัติมาตรา ๔๖ ถึงมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรมหรสพ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

(๖) บทบัญญัติมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๕๐  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่

(๑) มาตรา ๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๙

(๒) มาตรา ๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๐ และความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีตามมาตรา ๕๐ สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๐ ด้วย

(๓) มาตรา ๗๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๗๔ แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓ มาใช้บังคับ

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๕[๓๒๑]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี ๒๔๙๕ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๔  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้บังคับใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖[๓๒๒]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ถึงมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๖ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

(๔) บทบัญญัติมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีป้าย ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๖ เป็นต้นไป

(๕) บทบัญญัติมาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

(๖) บทบัญญัติมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

 

มาตรา ๕๔  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๕๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๗[๓๒๓]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๔  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้บังคับใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๑๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยเงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสมตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหักลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจัดเก็บ

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗[๓๒๔]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี ๒๔๙๗ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๕  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๖  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยวิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควรได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ :-

๑. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษีและการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้ เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐและเพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีในบางกรณี

๒. ภาษีเงินได้

(ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงานประเมินด้วย

(ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของเจ้าพนักงานด้วย

๓. อากรแสตมป์

แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากรรัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของผู้เสียอากร

๔. อากรมหรสพ

(ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียอากร

(ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง

๕. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๐๑[๓๒๕]

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้ากับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินเพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากร

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๐๑[๓๒๖]

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรพ.ศ. ๒๕๐๑ ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๐๑[๓๒๗]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๖  บัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายลักษณะ ๓ แห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุก ได้แบกภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษีก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว ฉะนั้นสมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประมวลรัษฎากร

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ. ๒๕๐๒[๓๒๘]

 

มาตรา ๔  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ยังค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้อัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ประเภททองคำเป็นไปโดยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และลดภาระภาษีให้แก่ประชาชน

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒[๓๒๙]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๔) บทบัญญัติมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๕) บทบัญญัติมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีบำรุงท้องที่ที่ถึงกำหนดชำระใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๗๘  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้ถือว่าอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งยังมิได้มีคำวินิจฉัยและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๗๙  บทบัญญัติมาตรา ๓๖ มาตรา ๔๖ มาตรา ๕๐ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๗๓ ไม่กระทบกระทั่งสิทธิที่บุคคลมีอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๘๐  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็นโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไป ไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม นอกจากนั้น อัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๐๒[๓๓๐]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ เฉพาะที่เกี่ยวกับบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๓ เฉพาะที่เกี่ยวกับบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๔ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีการค้าที่ถึงกำหนดเวลาชำระในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๖  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ปรากฏว่าอัตราก้าวหน้าแต่ละขั้นมีช่วงยาวเกินไปไม่เป็นธรรม จึงได้แก้ให้มีช่วงสั้นกว่าเดิม อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นยังต่ำไปมาก และอัตราภาษีการค้าบางประเภทยังต่ำกว่าที่ควร แต่บางประเภทก็มีอัตราสูงไปกว่าที่ควรเฉพาะอัตราอากรแสตมป์สำหรับตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินมีอัตราสูงไป ได้แก้ลดอัตราลงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันอยู่ขณะนี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีอากรของประเทศอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าอัตราภาษีอากรของประเทศไทยยังไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอแก่การทำนุบำรุงประเทศชาติให้วัฒนาถาวรได้ เพื่อประโยชน์แห่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้รุ่งเรือง จึงได้ปรับปรุงอัตราภาษีอากรดังกล่าวให้เป็นไปตามควรแก่สถานการณ์

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔[๓๓๑]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับดังนี้

(ก) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นไป

(ข) กรณีอื่น และกรณียื่นรายการเงินได้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นไป

(๒) มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าประจำเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ที่จะต้องชำระภาษีในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

(๓) มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับสำหรับการรับเงินตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ที่จะต้องเสียอากรเป็นตัวเงินในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

(๔) มาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ใช้บังคับสำหรับการซื้อหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๔  ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและคงเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตามข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงเสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากรดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้าตามข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จากการค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือลูกหนี้ได้ชำระหนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากรดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคาตลาดของสินค้าและหรือจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย

 

มาตรา ๑๕  เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้ผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของสินค้าที่จะได้รับตามข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔

แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ

(๑) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี

(๒) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่น

การยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ และถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว

 

มาตรา ๑๖  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา ๑๕ หรือยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา ๑๕ เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๑๗  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้

(๑) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

(๒) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา ๑๔

 

มาตรา ๑๘  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

(๑) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง

(๒) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทางฝ่ายผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น

(๓) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้องเสีย เพราะจะมิให้มีการเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้าอย่างเดียว

(๔) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากรแสตมป์

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๐๘[๓๓๒]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ ๒๕๑๐ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๙ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๘  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๙  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อความชัดเจน ความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๓[๓๓๓]

 

มาตรา ๔  บรรดาบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฏากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการลดอัตราภาษีการค้าและยังใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปโดยถือว่าเป็นการลดจากบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้จนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่อัตราภาษีการค้าที่จัดเก็บอยู่ตามประมวลรัษฎากรในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมแก่สถานการณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่การแก้ไขจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๑๓[๓๓๔]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๙  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรสำหรับรายรับก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๐  บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามประมวลรัษฎากรและยังใช้อยู่ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศหรือกฎกระทรวง ซึ่งออกตามมาตรา ๔ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๒๑  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อความชัดเจนและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๕๕ ลงวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๕[๓๓๕]

 

โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมและเป็นธรรมกับการส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมและการประกอบการค้าบางประเภท สมควรปรับปรุงโดยยกเว้นหรือลดอัตราภาษีอากรบางประเภท รวมทั้งกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับกิจการบางประเภทเสียใหม่ด้วย หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๒ ของหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา ๔๐(๔)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละเจ็ดต่อปี ซึ่งได้จากองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐบาล หรือได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม

 

ข้อ ๒  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗๐(๒) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้จากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม

 

ข้อ ๓  ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗๐(๒) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการธนาคาร กิจการประกันภัยหรือกิจการการเงินอื่นอันมีลักษณะทำนองเดียวกันคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ ๑๐

 

ข้อ ๔  ให้ยกเว้นภาษีการค้าแก่กิจการดังต่อไปนี้

(๑) กิจการผลิตปุ๋ยเคมี

(๒) กิจการของเรือนจำ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก สถานที่ควบคุมหรือสถานที่กักขังและสถานสงเคราะห์ ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นการของทางราชการ

 

ข้อ ๕  ให้ลดอัตราภาษีการค้าสำหรับการขายสินค้าดังต่อไปนี้ คงจัดเก็บในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของรายรับ

(๑) อาหารสัตว์

(๒) กระดาษสำหรับพิมพ์หนังสือพิมพ์

(๓) เทปสำหรับบันทึกเสียงที่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมสร้างภาพยนตร์

(๔) ฟิล์มภาพยนตร์ขนาดตั้งแต่สิบหกมิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งยังมิได้ใช้อัดหรือถ่าย

 

ข้อ ๖  ให้ยกเว้นภาษีการค้าแก่นายหน้าและตัวแทนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยและกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต ทั้งนี้ เฉพาะรายรับที่ได้จากการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนตามกฎหมายดังกล่าว

 

ข้อ ๗  ค่าอากรแสตมป์สำหรับตราสารกรมธรรม์ประกันชีวิตตาม (ข) ของ ๖. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ ลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ามีจำนวนสูงกว่า ๒๐ บาท ให้ลดเหลือ ๒๐ บาท

 

ข้อ ๘  ให้ยกเว้นอากรมหรสพตามประมวลรัษฎากรทุกประเภท นอกจาก

(๑) ภาพยนตร์

(๒) มหรสพผสมภาพยนตร์

(๓) โบว์ลิ่ง

(๔) แข่งม้า

 

ข้อ ๑๑  ให้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๓ และมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖

 

ข้อ ๑๓  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อ ๙ และข้อ ๑๐ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นไป

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๖ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕[๓๓๖]

 

โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษีการค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการหรือบุคคลรวมทั้งวิธีจัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและกิจการบางประเภทนอกจากนี้บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความไม่ชัดเจนก่อให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษีที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตามจำนวนที่ต้องคืนด้วย

 

ข้อ ๒๐  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

 

ข้อ ๒๑  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) ข้อ ๑ ให้ใช้บังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระหรือนำส่งในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

(๒) ข้อ ๒ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้รับก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย แต่ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินที่ได้ชำระภาษีเงินได้ไปแล้ว

(๓) ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๔ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นไป

(๔) ข้อ ๑๔ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

(๕) ข้อ ๑๕ ข้อ ๑๖ และข้อ ๑๘ ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๕ เป็นต้นไป

 

ข้อ ๒๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๖[๓๓๗]

 

มาตรา ๔  บรรดาบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการลดอัตราภาษีการค้าและยังใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปโดยถือว่าเป็นการลดจากบัญชีอัตราภาษีการค้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดจนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๖[๓๓๘]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๑  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจากบุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๑๗[๓๓๙]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๒  ความใน (๘) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรของรัฐบาลที่ออกจำหน่ายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๓  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้คงใช้บังคับได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๑๘[๓๔๐]

 

มาตรา ๔  บทบัญญัติมาตรา ๔๒ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่วิธีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานยังไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม และเป็นการบรรเทาภาระภาษีเงินได้ให้แก่ลูกจ้างทั้งหลายด้วยจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๘ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐[๓๔๑]

 

โดยที่ในปัจจุบันเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรและเจ้าพนักงานตำรวจต่างมีอำนาจในการตรวจสอบการชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ทำให้พ่อค้าประชาชนมีภาระต้องชี้แจงแสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย สมควรขจัดภาระดังกล่าวด้วยการให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการไปแต่ฝ่ายเดียว และโดยที่สมควรเร่งรัดการตรวจสอบภาษีอากรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

 

ข้อ ๑  ในกรณีที่เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรได้ออกหมายเรียกหรือหนังสือเชิญผู้มีหน้าที่ชำระหรือนำส่งภาษีอากรมาทำการตรวจสอบไต่สวนก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการประเมินหรือออกคำสั่งให้ชำระหรือนำส่งภาษีอากรให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และให้อธิบดีกรมสรรพากรรายงานจำนวนผู้ถูกเรียกตรวจสอบไต่สวน และผลการตรวจสอบต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างน้อยทุกหกเดือน เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีดังกล่าว ถ้าเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรยังประเมินหรือออกคำสั่งให้ชำระภาษีอากรไม่แล้วเสร็จสำหรับรายใด ให้ระงับการตรวจสอบไต่สวนและการประเมินหรือการออกคำสั่งให้ชำระหรือนำส่งภาษีอากรสำหรับรายนั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่อาจประเมินหรือสั่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะสั่งขยายกำหนดเวลาออกไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

 

ข้อ ๒  นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เว้นแต่การดำเนินคดีอาญาตามคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร

 

ข้อ ๓  บรรดาคดีที่เกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการค้นและยึดบัญชีหลักฐานและเอกสารไว้แล้วก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการตรวจสอบไต่สวนให้แล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามข้อ ๑

 

ข้อ ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้

 

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐[๓๔๒]

 

โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน รัดกุม เป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

ข้อ ๒๑  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(๑) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดอกเบี้ยดังกล่าวส่วนที่เฉลี่ยเป็นของระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

(๒) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบกำหนดเวลาฝากก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

 

ข้อ ๒๒  ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๒๑

 

ข้อ ๒๓  ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากรให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ข้อ ๒๔  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ

 

ข้อ ๒๕  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ และข้อ ๑๓ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่จะต้องยื่นรายการภายใน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นต้นไป

(๒) ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป

 

ข้อ ๒๖  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๒๑[๓๔๓]

 

มาตรา ๑๑  บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและประกาศของคณะปฏิวัติที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรสำหรับการขายหรือโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรเก็บภาษีการค้าจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทนการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อขจัดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความสะดวก รัดกุมและแน่นอนในการเสียภาษีจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๑[๓๔๔]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๓  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและประกาศของคณะปฏิวัติที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ความเป็นธรรม ความสะดวกรัดกุมและแน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๒๒[๓๔๕]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับแก่เงินได้พึงประเมินสำหรับ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป

(๒) ในกรณีภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับแก่เงินได้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นไป

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เพิ่มบทบัญญัติเป็นกรณีพิเศษสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมขึ้น และเพื่อให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าวอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร สมควรแก้ไขประมวลรัษฎากร เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นในกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓[๓๔๖]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๖  บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา ๔๗ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๔

 

มาตรา ๑๗  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๘  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรเพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๒๓[๓๔๗]

 

มาตรา ๔  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๒๔[๓๔๘]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๔ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๖

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป

(๔) บทบัญญัติมาตรา ๖ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๘  บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๕

 

มาตรา ๙  การยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เฉพาะรอบระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณและชำระภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิดังนี้

(๑) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ ๒๐ ของประมาณการกำไรสุทธิ

(๒) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ ๓๓ ของประมาณการกำไรสุทธิ

 

มาตรา ๑๐  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๑  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบันและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๒๕[๓๔๙]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๐ ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๒  บทบัญญัติใน (๙) ของมาตรา ๔๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับเงินได้จากการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๓  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๒๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบันกับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณีซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๕[๓๕๐]

 

มาตรา ๑๑  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภาและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๒๕[๓๕๑]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๒๙  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

บทบัญญัติมาตรา ๖๕ ทวิ (๒) วรรคหนึ่ง และ (๙) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๖๕ ตรี (๒) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎกระทรวงตามบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ๆ

 

มาตรา ๓๐  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อความเป็นธรรม ความชัดเจน ความรัดกุม และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๒๕[๓๕๒]

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๒  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๓  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้เงินปันผลที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด โดยให้เงินปันผลดังกล่าวนี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม และยกเลิกการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้อย่างบุคคลธรรมดา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้จากการขายสินค้าขององค์การของรัฐบาลแทนผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเช่นเดียวกับผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๒๕[๓๕๓]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๓ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๕  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๖  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๒๖[๓๕๔]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติ มาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๖  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างส่งอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๗  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๗[๓๕๕]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๘ ว่าด้วยภาษีการค้า แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป

(๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๙ ว่าด้วยอากรมหรสพ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๓๐  เงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร ของปีภาษีก่อน พ.ศ. ๒๕๒๘ ให้ถือเป็นเงินได้ของปีภาษี พ.ศ. ๒๕๒๘

 

มาตรา ๓๑  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙[๓๕๖]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่

(๑) บทบัญญัติมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๘ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นไป

(๒) บทบัญญัติมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๙ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๓๐  ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากร หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

การคำนวณภาษีอากรตามวรรคหนึ่งให้คำนวณดังนี้

(๑) ในอัตราร้อยละ ๓.๐ ของมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วยมูลค่าของหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. ๒๕๒๗

(๒) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้

ยอดเงินได้ไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท           ร้อยละ ๑.๕

ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท

แต่ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท                    ร้อยละ ๑.๐

ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท        ร้อยละ ๐.๕๐

ยอดเงินได้ หมายความถึงยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้แต่ไม่เกินห้าปีก่อนปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีจากยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนใด ในปีภาษีใด หรือในรอบระยะเวลาบัญชีใด การคำนวณเฉลี่ยดังกล่าวให้ถือยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนนั้นเป็นเกณฑ์สำหรับปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน

ภาษีอากรที่คำนวณตาม (๑) หรือ (๒) ถ้าจำนวนใดสูงกว่าให้เสียตามจำนวนนั้น

ในกรณีภาษีอากรที่ผู้ใดขอชำระตามวรรคหนึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้าไม่ชำระไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิได้คืนภาษีอากรจำนวนที่ชำระไว้แล้ว

บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่

(๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ

(๒) บุคคลที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือสั่งให้เสียหรือนำส่งภาษีอากร สำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หรือสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยทำการประเมินหรือสั่งก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ เฉพาะเงินได้หรือรายรับสำหรับระยะเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือส่งให้เสียหรือนำส่ง

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีอากรตามบทบัญญัติมาตรานี้ จะนำผลขาดทุนสุทธิที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไปไม่ได้

 

มาตรา ๓๑  บทบัญญัติมาตรา ๔๘ (๔) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงภาษีที่ได้เสียหรือนำส่งไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๒  บทบัญญัติมาตรา ๗๙ ทวิ (๔) แห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครองซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา ๗๙ ตรี (๑๑) แห่งประมวลรัษฎากร หรือการนำสินค้านั้นไปใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในการรับจ้างผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือบริษัทการค้า ซึ่งได้แก่บริษัทการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

 

มาตรา ๓๓  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๓๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ. ๒๕๓๒[๓๕๗]

 

มาตรา ๒  พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นไป

 

มาตรา ๑๑  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

มาตรา ๑๒  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๓๓[๓๕๘]

 

หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมขึ้นใช้บังคับโดยมีหลักการให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าสมทบในกองทุน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างในกรณีที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน สมควรให้การสนับสนุนแก่ผู้ซึ่งต้องส่งเงินเข้าสมทบในกองทุนดังกล่าว โดยการให้นำเงินที่ได้ส่งเข้าสมทบในกองทุนนั้นไปหักลดหย่อนได้ และเงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔[๓๕๙]

 

โดยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าบทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

 

ข้อ ๑๒  บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ

 

ข้อ ๑๓  ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นไป

 

ข้อ ๑๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้

                                                                 (มีต่อในตอน 2/2) 

หมวด ๕

ภาษีธุรกิจเฉพาะ[๒๔๐]

                  

 

มาตรา ๙๑  ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีอากรประเมิน

 

มาตรา ๙๑/๑  ในหมวดนี้

(๑) “รายรับ” หมายความว่าเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ

(๒) “มูลค่า” หมายความว่า ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใด ๆ

(๓) “ราคาตลาด” หมายความว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง

ในกรณีที่ราคาตลาดมีหลายราคาหรือไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอน ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้ราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้าหรือบริการได้

(๔) “ขาย” หมายความรวมถึง สัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อหรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

ให้นำบทนิยามคำว่า “บุคคล” “บุคคลธรรมดา” “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” “นิติบุคคล” “ตัวแทน” “สถานประกอบการ” และ “เดือนภาษี” ตามมาตรา ๗๗/๑ มาใช้บังคับ

 

มาตรา ๙๑/๒  ภายใต้บังคับมาตรา ๙๑/๔ การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(๑) การธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะ

(๒) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

(๓)[๒๔๑] การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต

(๔) การรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ

(๕) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ

(๖) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(๗) การขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์

(๘) การประกอบกิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้

ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการตาม (๕) หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรานี้ก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา ๙๑/๓  ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้

(๑) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

(๒) กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(๓) กิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะการให้กู้ยืมแก่สมาชิกหรือแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่น

(๔) กิจการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

(๕) กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการขายหรือให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์

(๖) กิจการรับจำนำของกระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วนท้องถิ่น

(๗) กิจการอื่นตามมาตรา ๙๑/๒ ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา ๙๑/๔  กิจการเฉพาะอย่างของกิจการตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑/๒ ดังต่อไปนี้ ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔

(๑) กิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒

(๒) กิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒ ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒ หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการประกอบกิจการก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา ๙๑/๕  ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ

(๑) สำหรับกิจการธนาคาร ตามมาตรา ๙๑/๒ (๑) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

(ก) ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายหรือที่ได้จากตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ และ

(ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ หรือการส่งเงินไปต่างประเทศ

(๒) สำหรับกิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามมาตรา ๙๑/๒ (๒) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

(ก) รายรับตาม (๑) (ก) และ

(ข) รายรับตาม (๑) (ข)

(๓)[๒๔๒] สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา ๙๑/๒ (๓) รายรับจากการประกอบกิจการ ได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ

(๔) สำหรับกิจการโรงรับจำนำตามมาตรา ๙๑/๒ (๔) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

(ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ

(ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ

(๕) สำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา ๙๑/๒ (๕) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ

(ก) รายรับตาม (๑) (ก) และ

(ข) รายรับตาม (๑) (ข)

(๖) สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

(๗) สำหรับกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒ (๗) รายรับจากการประกอบกิจการ คือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

(๘) สำหรับกิจการอื่นตามมาตรา ๙๑/๒ (๘) รายรับจากการประกอบกิจการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา ๙๑/๖  อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้

(๑) ร้อยละ ๐.๑ สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕ (๗)

(๒) ร้อยละ ๒.๕ สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕ (๓) (ก) และมาตรา ๙๑/๕ (๔)

(๓) ร้อยละ ๓.๐ สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕ นอกจากกรณีตาม (๑) และ (๒)

 

มาตรา ๙๑/๗  ให้บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับของหมวดนี้ มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในหมวดนี้

ในกรณีผู้ประกอบกิจการอยู่นอกราชอาณาจักร ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการ รวมตลอดถึงลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้ทำการแทน ซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรงหรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักร เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีร่วมกับบุคคลตามวรรคหนึ่ง

 

มาตรา ๙๑/๘  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๙๑/๕ ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๙๑/๖ แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒

การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชีและเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้

ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าว เสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๙๑/๕ (๖) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑/๖ รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน ๒ หมวด ๒ลักษณะ ๒[๒๔๓]

 

มาตรา ๙๑/๙  ในกรณีกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒ (๗) ให้สมาชิกที่เป็นตัวแทนของผู้ขายหักภาษีธุรกิจเฉพาะจากเงินที่ขาย และยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามมาตรา ๙๑/๑๐ แทนผู้ขายในนามของตนเอง โดยผู้ขายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก และให้ถือว่าสมาชิกเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้ด้วย

 

มาตรา ๙๑/๑๐  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้

ความในวรรคหนึ่งถึงวรรคสี่มิให้ใช้บังคับแก่การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับชำระภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น[๒๔๔]

ในการชำระภาษีคามวรรคห้า ให้กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อกรมสรรพากร และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว[๒๔๕]

ภาษีที่ให้ชำระแล้วตามวรรคห้า ให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด[๒๔๖]

 

มาตรา ๙๑/๑๑  การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

(๒) คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือ ณ สถานที่อื่นตามมาตรา ๙๑/๑๐ วรรคสี่ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่แห่งนั้น

 

มาตรา ๙๑/๑๒  บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๒ โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๙๑/๓ และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๑๓ ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ

คำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และการออกใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด

ในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักรด้วย

 

มาตรา ๙๑/๑๓  ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

(๑) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒ (๗)

(๒) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว

(๓) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร

ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่าการประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราวตาม (๒)

 

มาตรา ๙๑/๑๔  ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ

วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทหรือในกรณีจำเป็นเฉพาะราย อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

 

มาตรา ๙๑/๑๕  เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อ

(๑) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

(๒) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ

(๓) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

 

มาตรา ๙๑/๑๖  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๙๑/๑๕ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

(๑) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้ประกอบกิจการมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ

(๒) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการหรือในเอกสารอื่นประกอบแบบแสดงรายการเพื่อให้ถูกต้อง

(๓) กำหนดราคาขายสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายในวันเดียวกันหรือใกล้เคียงกันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงกันได้

(๔) กำหนดดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไปต่างประเทศตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงได้

(๕) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบกิจการควรได้รับ เพราะผู้ประกอบกิจการกับผู้ซื้อมีการควบคุมหรือความสัมพันธ์กันในด้านทุนหรือด้านการจัดการ

(๖) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการหรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๗) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบกิจการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบกิจการเองหรือของผู้ประกอบกิจการอื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร

(๘) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๙๑/๑๕ (๓) โดยไม่ต้องปฏิบัติตาม (๑) ถึง (๗) ก็ได้

 

มาตรา ๙๑/๑๗  ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทเป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น

 

มาตรา ๙๑/๑๘  บุคคลใดประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๑๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุคคลตามมาตรา ๙๑/๑๒ วรรคห้า ละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

 

มาตรา ๙๑/๑๙  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด ไม่จัดทำรายงานตามมาตรา ๙๑/๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา ๙๑/๒๐  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด จัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามแบบหรือไม่จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ หรือลงรายการในรายงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๙๑/๑๔ วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

 

มาตรา ๙๑/๒๑  ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๔ ดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๑) ส่วน ๗ การยื่นแบบและการชำระภาษี มาตรา ๘๓/๒ และมาตรา ๘๓/๓

(๒) ส่วน ๘ เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา ๘๔/๓

(๓) ส่วน ๙ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา ๘๕/๔ มาตรา ๘๕/๕ มาตรา ๘๕/๖ มาตรา ๘๕/๗ มาตรา ๘๕/๘ มาตรา ๘๕/๙ มาตรา ๘๕/๑๒ มาตรา ๘๕/๑๓ มาตรา ๘๕/๑๔ มาตรา ๘๕/๑๕ มาตรา ๘๕/๑๖ มาตรา ๘๕/๑๗ มาตรา ๘๕/๑๘ และมาตรา ๘๕/๑๙

(๔) ส่วน ๑๑ การจัดทำรายงาน และการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสาร มาตรา ๘๗/๓

(๕) ส่วน ๑๒ อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน มาตรา ๘๘/๓ มาตรา ๘๘/๔ และมาตรา ๘๘/๕

(๖) ส่วน ๑๓ เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม ทุกมาตรา

(๗) ส่วน ๑๔ บทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติมาตราดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งมาตรา ๙๐/๕

 

หมวด ๖

อากรแสตมป์

                  

 

มาตรา ๑๐๓  ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“ตราสาร” หมายความว่าเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

“กระดาษ” หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใช้เขียนตราสาร

“แสตมป์”[๒๔๗] หมายความว่าแสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษและแสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดลักษณะโดยกฎกระทรวง

“กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่าการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“ปิดแสตมป์” หมายความว่าการปิดแสตมป์ทับกระดาษหรือการมีแสตมป์ดุนบนกระดาษ

“ขีดฆ่า”[๒๔๘] หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น

“ปิดแสตมป์บริบูรณ์”[๒๔๙] หมายความว่า

(๑) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือ การได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

(๒) ในกรณีแสตมป์ดุน คือ การได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสาร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

(๓) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงินเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่งอธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (๑) และ (๒) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน (๓) แทนได้

“ใบรับ” หมายความว่า

(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

บันทึกหรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ไม่สำคัญ

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่าเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้ง

“นายตรวจ”[๒๕๐] หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

ส่วน ๑

การเสียอากร

                  

 

มาตรา ๑๐๔  ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

 

มาตรา ๑๐๕[๒๕๑]  ในกรณีต่อไปนี้ ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้องออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระราคาในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

(๑) การรับเงินหรือรับชำระจากการขายสินค้าหรือการให้บริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการกระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด ๕ ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนดเกินหนึ่งพันบาทไม่ได้

(๒) การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนดเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้

ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่าที่อธิบดีกำหนดตาม (๑) หรือ (๒) แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราวในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาลที่ยังมิได้ใช้

 

มาตรา ๑๐๕ ทวิ[๒๕๒]  ในการออกใบรับ ให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ (๑) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕ (๒) เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระ ทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ

ถ้าปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออกใบรับ

ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

(๑)[๒๕๓] เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

(๒) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

(๓) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

(๔) วันเดือนปีที่ออกใบรับ

(๕) จำนวนเงินที่รับ

(๖) ชนิด ชื่อ จำนวนเงินและราคาสินค้าในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้ขายส่ง ขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการค้าสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าที่ขายนั้น ให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วยทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรา ๑๐๕ ตรี[๒๕๔]  ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึงจำนวนที่อธิบดีกำหนด ตามมาตรา ๑๐๕ (๑) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่าวทุกครั้ง และเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก

 

มาตรา ๑๐๕ จัตวา[๒๕๕]  ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด ๔ ที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบส่งของให้แก่ผู้ซื้อ และให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบส่งของ

ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อน อย่างน้อยต้องมีตัวเลขและอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้

(๑) ชื่อหรือยี่ห้อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย

(๒) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ซื้อ

(๓) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ

(๔) วัน เดือน ปี ที่ออกใบส่งของ

(๕) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย

ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่าได้ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบส่งของที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้

 

มาตรา ๑๐๖[๒๕๖]  ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับให้จำต้องออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้องผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้อง

 

มาตรา ๑๐๗  เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา ๑๑๑ ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ผู้มีหน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้

ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนก็ได้

ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่าหรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

 

มาตรา ๑๐๘  ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

 

มาตรา ๑๐๙  สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

 

มาตรา ๑๑๐  คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์สำหรับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่า ตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว

 

มาตรา ๑๑๑  ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอน หรือถือเอาประโยชน์ได้

ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อน ๆ

 

มาตรา ๑๑๒  ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ผู้รับตั๋วจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

 

ส่วน ๒

เบ็ดเตล็ด

                  

 

มาตรา ๑๑๓  ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้วให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

๑.[๒๕๗] ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน ๑๕ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้

๒. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรดังต่อไปนี้อีกด้วย

(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาไม่พ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๒ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๔ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๕ เท่าจำนวนอากร หรือเป็นเงิน ๑๐ บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

 

มาตรา ๑๑๔[๒๕๘]  โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา ๑๒๓ ก็ดีโดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

(๑) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ หรือมาตรา ๑๐๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(๒) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย

(ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๖ เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(ค) ในกรณีอื่น ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็นจำนวนหนึ่งเท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

วรรคท้าย[๒๕๙] (ยกเลิก)

 

มาตรา ๑๑๕[๒๖๐]  เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้น

ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อนจะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๑๑๖[๒๖๑]  วิธีเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร ทั้งนี้ เพื่อแสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่ของผู้เสียเงิน แล้วลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ

 

มาตรา ๑๑๗[๒๖๒]  ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา ๑๑๖ ที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ แล้ว ให้ถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

 

มาตรา ๑๑๘  ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับคู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔

 

มาตรา ๑๑๙  ตราสารซึ่งเจ้าพนักงาน รัฐบาล หรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔

 

มาตรา ๑๒๐  ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช้เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ผู้นั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

 

มาตรา ๑๒๑[๒๖๓]  ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองค์การศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอันไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

 

มาตรา ๑๒๒  ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า ๒ บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริง ก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่นภายในเวลา ๖ เดือน นับแต่วันเสียอากรหรือค่าเพิ่มอากร และต้องประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

 

มาตรา ๑๒๓[๒๖๔]  เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิดทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้นเพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่าได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามความในมาตรา ๑๐๔ หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕  มาตรา ๑๐๖ หรือทำหรือเก็บต้นขั้ว สำเนาใบรับ ใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ ทวิ หรือทำหรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไม่กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

 

มาตรา ๑๒๓ ทวิ[๒๖๕]  เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุมให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติการกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้าที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตามความในมาตรา ๑๐๓ หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๕ ทวิ มาตรา ๑๐๕ ตรี และมาตรา ๑๐๕ จัตวา นั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นหรือจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้

 

มาตรา ๑๒๓ ตรี[๒๖๖]  ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร ๒๘. (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับตามปกติ และให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น

ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่ง จะอุทธรณ์การกำหนดจำนวนเงินนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ ลักษณะ ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ส่วน ๓

บทลงโทษ

                  

 

มาตรา ๑๒๔[๒๖๗]  ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

มาตรา ๑๒๕[๒๖๘]  ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง ๑๐ บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ ๑๐ บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

 

มาตรา ๑๒๖[๒๖๙]  ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

มาตรา ๑๒๗[๒๗๐]  ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา ๑๐๕ ตรี หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา ๑๐๖ หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

มาตรา ๑๒๗ ทวิ[๒๗๑]  ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา ๑๐๕ หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

มาตรา ๑๒๘[๒๗๒]  ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจตามความในมาตรา ๑๒๑ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๕ ทวิมาตรา ๑๐๕ จัตวา หรือมาตรา ๑๒๓ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

มาตรา ๑๒๙[๒๗๓]  ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

 

บัญชีอัตราอากรแสตมป์

 

หมวด ๗

อากรมหรสพ

                  

 

มาตรา ๑๓๐ ถึง มาตรา ๑๔๓  และบัญชีอัตราอากรมหรสพ[๓๐๖] (ยกเลิก)

 

ลักษณะ ๓

ภาษีบำรุงท้องที่

                  

 

มาตรา ๑๔๔ ถึงมาตรา ๑๖๖[๓๐๗] (ยกเลิก)

 

ลักษณะ ๔

เงินช่วยการประถมศึกษา

                  

 

มาตรา ๑๖๗ ถึงมาตรา ๑๗๙[๓๐๘] (ยกเลิกโดยโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๔)

 

ลักษณะ ๔

ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์

                  

 

มาตรา ๑๖๕ ถึงมาตรา ๑๙๓[๓๐๙] (เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ และยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๔)

 

ลักษณะ ๕

ภาษีการซื้อข้าว

                  

 

มาตรา ๑๘๐ ถึงมาตรา ๒๑๒[๓๑๐] (ยกเลิก)

 

ลักษณะ ๖

ภาษีการซื้อน้ำตาล

                  

 

มาตรา ๒๑๓ ถึงมาตรา ๒๔๗[๓๑๑] (ยกเลิก)

 

ลักษณะ ๗

ภาษีโรงแรมภัตตาคาร

                  

 

มาตรา ๒๔๘ ถึงมาตรา ๒๖๒[๓๑๒] (ยกเลิก)

                                     **********************************************

 

 

หมวด ๔

ภาษีมูลค่าเพิ่ม[๒๒๘]

                  

 

ส่วน ๑

ข้อความทั่วไป

                  

 

มาตรา ๗๗  ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมิน

 

มาตรา ๗๗/๑  ให้หมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

(๑) “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคล

(๒) “บุคคลธรรมดา” หมายความรวมถึง กองมรดก

(๓)“คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญกองทุน หรือมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล และให้หมายความรวมถึงหน่วยงาน หรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล

(๔) “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา ๓๙ องค์การของรัฐบาล ตามมาตรา ๒ สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล

(๕) “ผู้ประกอบการ” หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่

(๖) “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” หมายความว่า ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๕/๑ หรือที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา ๘๕/๓

(๗) “ตัวแทน” หมายความรวมถึง บุคคลซึ่งทำสัญญาหรือมีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้า หาลูกค้า หรือทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับการประกอบกิจการในราชอาณาจักรแทนผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

(๘) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

(ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

(ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย

(ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

(ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา ๘๗ (๓) หรือมาตรา ๘๗ วรรคสอง

(ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่ อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓

(ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(๙) “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า

(๑๐) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

(ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(ข) การนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรหรือหลักทรัพย์

(ค) การกระทำตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

(๑๑) “ผู้นำเข้า” หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า

(๑๒)[๒๒๙] “นำเข้า” หมายความว่า นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย

(๑๓) “ผู้ส่งออก” หมายความว่า ผู้ประกอบการซึ่งส่งออก

(๑๔) “ส่งออก” หมายความว่า ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศและให้หมายความรวมถึง

(ก)[๒๓๐] การนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(ข) การขายสินค้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ขายให้แก่ผู้ที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(๑๕) “ซื้อ” หมายความว่า การรับโอนหรือรับมอบสินค้าจากการขาย

(๑๖) “ราคา” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ อันอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินซึ่งได้มีการชำระหรือตกลงจะชำระเพื่อการซื้อขายสินค้าหรือการให้บริการ

(๑๗) “ภาษีขาย” หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามมาตรา ๘๒/๔ วรรคหนึ่ง และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสียในกรณีที่เป็นการขายสินค้าตาม (ง) (จ) (ฉ) หรือ (ช) ของ (๘) หรือในกรณีที่เป็นการให้บริการตาม (๑๐) แต่ไม่รวมถึงภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา ๘๒/๑๖

(๑๘) “ภาษีซื้อ” หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา ๘๒/๔ วรรคสี่ และให้หมายความรวมถึง

(ก) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อนำเข้าสินค้า

(ข) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสีย เนื่องจากได้รับโอนสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรตามมาตรา ๘๒/๑๕

(ค) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่งตามมาตรา ๘๓/๕ มาตรา ๘๓/๖ และมาตรา ๘๓/๗

(๑๙) “ภาษีสรรพสามิต” หมายความรวมถึง ภาษีสุรา ค่าแสตมป์ยาสูบ ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่ และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(๒๐) “สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการ ใช้ประกอบกิจการเป็นประจำ และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย

ในกรณีผู้ประกอบการไม่มีสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการนั้นเป็นสถานประกอบการ ถ้าผู้ประกอบการมีที่อยู่อาศัยหลายแห่งให้ผู้ประกอบการเลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งเป็นสถานประกอบการ

(๒๑)[๒๓๑] “เขตปลอดอากร” หมายความว่า เขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้า

(๒๒) “ใบกำกับภาษี” หมายความรวมถึง ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขายทอดตลาด หรือขายโดยวิธีอื่นตามมาตรา ๘๓/๕ และใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ของกรมศุลกากร หรือของกรมสรรพสามิต ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

(๒๓) “เดือนภาษี” หมายความว่าเดือนประดิทิน เว้นแต่

(ก) ในกรณีที่ผู้ประกอบการเริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใด ให้เริ่มนับเดือนภาษีแรกตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการหรือวันที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑/๓ ถึงวันสิ้นเดือนภาษีนั้น แล้วแต่กรณี

(ข) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับอนุมัติให้ถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเลิกประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือตายและผู้จัดการมรดกหรือทายาทมิได้ยื่นขอโอนกิจการ หรือถูกอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใดให้เดือนภาษีสุดท้ายสิ้นสุดลงในวันที่อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๙

(ค) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามช่วงเวลาภาษีตามมาตรา ๘๓/๑

 

มาตรา ๗๗/๒  การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(๑) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

(๒) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า

การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร

การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าการให้บริการเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร

 

มาตรา ๗๗/๓  นอกจากกรณีตามมาตรา ๙๑/๔ กิจการใดที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๒ หรือได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๓ ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้อง