Home Section Blog

 

Example of Section Blog layout (FAQ section)

หลักในการทำสัญญาอย่างง่าย

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator
Tuesday, 26 May 2009 06:52

    

 หลักในการทำสัญญาอย่างง่าย

       สัญญาคือข้อตกลงกันระหว่างบุคคลสองฝ่ายเพื่อให ้มีผลผูกพันกันในทางกฎหมาย  เมื่อบุคคลสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาต่อกัน  สิ่งที่มีความสำคัญและต้องคำนึงถึงในการทำสัญญาซึ่งจะขาดไปเสียมิได้เพราะหากมีกรณีการผิดสัญญากันเกิดขึ้น ก็อาจจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาที่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย  ดังนั้นหลักในการทำสัญญาเบี้องต้นมีดังต่อไปนี้


       ส่วนที่หนึ่งบทนำของสัญญา
๑.ชื่อสัญญา  โดยทั่วไปชื่อสัญญาจะบ่งบอกถึงเนื้อหาในการทำสัญญา หากชื่อสัญญาและเนื้อหาของสัญญาไม่ตรงกันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายและทำให้เสียกรรมสิทธิในทรัพย์สินได้หากข้อสัญญาไม่ชัดเจน  เช่นในการทำสัญญาเช่ารถยนต์
ผู้ให้เช่าทำหนังสือสัญญาเช่าโดยเขียนชื่อสัญญาว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ  ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายได้
๒.วันที่ทำสัญญา  จะให้ประโยชน์ในแง่ของการเริ่มต้นกำหนดนัดเช่นกำหนดนัดส่งมอบกำหนดชำระเงิน กำหนดวันสิ้นสุดของสัญญา กำหนดอายุความ   เช่น  ในสัญญาเช่าซื้อ วันที่ทำสัญญามักจะเขียนไว้มุมขวาบนของสัญญา
๓.สถานที่ทำสัญญา  กำหนดไว้เพื่อให้รู้ว่าหากมีคดีขึ้จะฟ้องร้องกันที่ศาลไหนเพราะสถานที่ทำสัญญานั้นเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด  เช่นในสัญญาซื้อขายสินค้า มักจะกำหนดไว้เป็นส่วนแรกของสัญญา
๔.คู่สัญญา 
   ๔.๑) กรณีเป็นบุคคลธรรมดา
-ชื่อ-นามสกุลคู่สัญญา   เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะได้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นใคร  มีชื่อจริง นามสกุลจริงว่าอย่างไร  ซึ่งเป็นประโยชน์ในการที่จะตรวจสอบของคู่สัญญาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลตามทะเบียนราษฎรจริง เช่น ในสัญญากู้ยืมเงิน  ต้องระบุชื่อคู่สัญญาว่ามีชื่อและนามสกุลจริงว่าอย่างไร
-ฐานะของคู่สัญญา   ในการทำสัญญาต่างๆคู่สัญญาต้องระบุให้ชัดเจนว่าตนเองอยู่ในฐานะอะไร เพื่อแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของตนตามสัญญาที่ทำขึ้น    เช่น ในสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน ต้องกำหนดไว้ว่าใครอยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน
-อายุ  เพื่อที่จะได้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการทำสัญญาเพราะหากเป็นบุคคลที่กฎหมายจำกัดความสามารถไม่ให้ทำสัญญา สัญญาที่ทำขึ้นก็อาจจะไม่มีความสมบูรณ์ตามกฎหมาย  บุคคลดังกล่าวคือ ผู้เยาว์
บุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถและบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย  เช่นในการทำสัญญา กู้ยืมเงิน  หากคู่สัญญามีอายุ ๑๙ ปี ก็มิอาจจะเป็นคู่สัญญาได้หากมิได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน ด้วยเหตุ
แห่งการเป็นผู้เยาว์
-เลขบัตรประจำตัวประชาชน   เพื่อให้ทราบว่าคู่สัญญาเป็นบุคคลตามทะเบียนราษฎรจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบหากภายหลังคู่สัญญาทำการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล หรือมีการเปลี่ยนที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาหากมีกรณี
ดังกล่าวก็สามารถตรวจสอบได้จากฝ่ายทะเบียนของสำนักงานเขตหรืออำเภอทั่วประเทศ  เช่น ในสัญญาจำนอง ผู้จำนองต้องกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตนลงในสัญญา
-ที่อยู่ของคู่สัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการส่งคำบอกกล่าว หรือบอกถึงเขตอำนาจศาลในกรณีที่ต้องฟ้องคดีที่ภูมิลำเนาของคู่สัญญา
   ๔.๒) กรณีเป็นนิติบุคคล     เช่นห้างหุ้นส่วนสามัญ  บริษัท วัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ
-ผู้มีอำนาจกระทำแทน  ต้องดูว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่จะกระทำการแทน ซึ่งต้องดูจากข้อบังคับที่ได้จดทะเบียน แล้วแต่กรณี  เช่นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล กระทำแทนโดยหุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัทกระทำการแทนโดยกรรมการผู้จัดการ
วัด โดยเจ้าอาวาส  องค์การบริหารส่วนตำบล  โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลฯ  ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นผู้กระทำการต่างๆแทนนิติบุคคลตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ดังนั้นหากผู้ลงนามในสัญญา
มิใช่ผู้มีอำนาจก็จะทำให้สัญญานั้นไม่ผูกพันนิติบุคคลแต่จะผูกพันผู้ที่ลงนามนั้นแทน และต้องประทับตรานิติบุคคลไว้เป็นสำคัญ เช่น ในสัญญาให้กู้เงินของบริษัทหนึ่งๆ การลงนามในสัญญาต้องลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ และประทับตราบริษัทเป็นสำคัญด้วย


       ส่วนที่สองเนื้อหาของสัญญา
๑.ข้อสัญญาในส่วนของคู่สัญญาที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน     ต้องมีการระบุว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่ว่าคู่สัญญาหรือนิติบุคคลและต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างไร   เช่น  เนื้อที่   ชั้น   ที่ตั้ง  ตำบล   อำเภอ   จังหวัด ฯลฯ    ซึ่งต้องมีการระบุข้อตกลงว่า มีความประสงค์ที่จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้  ไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวนั้น เช่นในสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ฝ่ายผู้ขายต้องระบุไว้ว่า ผู้ขายมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินของตน มีเนื้อที่เท่าใด  เลขโฉนดที่ดินที่อะไร  ตั้งอยู่ที่ใด
๒.ข้อสัญญาในส่วนของคู่สัญญาที่ได้ตกลงกันในอันที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน หรือเกี่ยวกับสัญญา ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงในการซื้อขาย การเช่า การค้ำประกัน การจำนำ การจำนอง ฯ แล้วแต่สัญญา ซึ่งต้องระบุให้ครบถ้วนถึงการที่ตนจะผูกพันกันทางกฎหมาย 
กำหนดราคา ค่าเช่า ค่าตอบแทนฯ กำหนดวันนัดส่งมอบ  การโอนกรรมสิทธิ์   การจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่     เช่นในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาจจะมีข้อตกลงว่าห้ามผู้เช่านำที่ดินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าซื้อช่วงต่อ
๓.ข้อสัญญาในส่วนของข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดการ การเช่า การโอนกรรมสิทธิ์  ต้องตกลงกันว่าจะมีวิธีการปฏิบัติต่อทรัพย์สินเช่นไร  เช่นในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ อาจมีข้อตกลงว่า จะมีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเมื่อใด
๔.ข้อสัญญาเรื่องความรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สิน  เช่น ในสัญญาซื้อขายทรัพย์สินอาจมีข้อตกลงว่าหากทรัพย์สินที่ขายมีความชำรุดบกพร่องภายหลังวันทำสัญญา ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ
๕.ข้อตกลงเกี่ยวกับการผิดสัญญา  ส่วนใหญ่ในสัญญาทั่วๆไปมักจะระบุว่าหากมีการผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ก็ให้ถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมดทุกข้อ เช่นในสัญญาจะซื้อขายอาคารชุดมักจะระบุข้อความดังกล่าวไว้ท้ายสัญญา
๖.ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา เช่น ในสัญญาขายฝากอาจมีข้อตกลงกันว่าค่าฤชาธรรมเนียมในการโอนทรัพย์สินให้ฝ่ายผู้ซื้อออกใช้แต่ฝ่ายเดียว
๗.ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย  ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี เช่นในสัญญากู้ยืมเงินอาจมีข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยต่อเดือนหรือต่อปี ซึ่งไม่เกินกำหนดดังกล่าว
๘.ข้อความว่าสัญญาได้ทำขึ้นเป็นสองฉบับและคู่สัญญาได้เข้าใจข้อความในสัญญาถูกต้องตรงกันในวันทำสัญญา  อันเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสิ่งยืนยันว่าสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยเจตนาของคู่สัญญา  ทั้งเป็นหลักฐานแห่งการทำสัญญาด้วยเช่นในสัญญานายหน้าค้าที่ดิน


ตัวอย่างแบบสัญญา

สัญญาขายฝาก
สัญญาเช่ารถยนต์
สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาซื้อขายสินค้า
สัญญากู้ยืมเงิน(มีหลักประกัน)
สัญญาค้ำประกันการกู้เงิน
สัญญากู้ยืมเงิน(ไม่มีหลักประกัน)
สัญญาจำนอง
สัญญาให้กู้ยืมเงินของบริษัท
สัญญาจะซื้อขายที่ดิน
สัญญาเช่าที่ดิน
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์
สัญญาซื้อขายทรัพย์สิน
สัญญาซื้อขายอาคารชุด
สัญญากู้ยืมเงิน(มีผู้ค้ำประกัน)
สัญญานายหน้าค้าที่ดิน

 

 

 

กิตติ์รัฐ  ประเสริฐฤทธิ์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:27)

การขอปล่อยตัวชั่วคราว(ประกันตัว)

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator
Wednesday, 29 April 2009 05:17

 

การขอปล่อยชั่วคราว(ประกันตัว)

(แก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 22 พ.ศ.2547)


        การขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106
ผู้มีสิทธิยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว คือ ผู้ตัองหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น คู่สมรส บิดา มารดา บุตร ญาติ หรือทนายความของผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น

เอกสารประกอบการยื่นขอปล่อยชั่วคราว


1.กรณีใช้เงินสดเป็นหลักประกัน
-บัตรประจำตัวประชาชน
-ทะเบียนบ้าน

2.กรณีใช้โฉนดที่ดิน   นส.3 หรือ นส.3ก  เป็นหลักประกัน
1)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่มีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชน
-ทะเบียนบ้าน


2)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวมีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของที่ดินของเจ้าของที่ดิน
-บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส
-ทะเบียนสมรสและหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส


3)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวเป็นหม้าย โดยคู่สมรสถึงแก่กรรม หรือจดทะเบียนหย่า
-บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน
-ใบมรณะบัตร  หรือหนังสือสำคัญการหย่า


4)โฉนดที่ดิน  นส.3 หรือ นส.3ก  ฉบับจริงพร้อมหนังสือรับรองราคาประเมิน (สำเนาด้านหน้าและด้านหลังโฉนด นส.3 หรือ นส.3ก ด้วย)


หมายเหตุ
-เอกสาร1-4 ใช้ต้นฉบับพร้อมสำเนา 1ชุด โฉนดที่ดินต้องมีหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ
-กรณีเจ้าของโฉนดที่ดินมอบอำนาจให้บุคคลอื่น  ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต้องมีหนังสือมอบอำนาจโดยนายอำเภอ หรือผู้รักษาราชการแทน ลงลายมือชื่อรับรอง และประทับตราประจำตำแหน่งเป็นสำคัญพร้อมทั้งต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจมาด้วย

3.ใช้พันธบัตรรัฐบาล  สลากออมสิน หรือสลากออมสินทรัพย์เป็นหลักประกัน
1)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่มีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชน
-ทะเบียนบ้าน


2)ผู้ขอปล่อยตัวชั่วคราวมีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของเจ้าของพันธบัตรสลากออมสิน  หรือสลากออมทรัพย์
-บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส
-ทะเบียนสมรส และหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส


3)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวเป็นหม้าย โดยคู่สมรสถึงแก่กรรม  หรือจดทะเบียนหย่า
- บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน
-ใบมรณะบัตร หรือหนังสือสำคัญการหย่า
4)พันธบัติรัฐบาล สลากออมสิน หรือสลากออมทรัพย์(สำเนพันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน หรือสลากออมทรัพย์)


หมายเหตุ เอกสาร1-3ใช้ต้นฉบับพร้อมสำเนา 1ชุด

4.ใช้บุคคลเป็นหลักประกัน
1)เจ้าของตำแหน่งไม่มีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
-ทะเบียนบ้าน


2)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวมีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐและทะเบียนบ้านของเจ้าของตำแหน่ง
-บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของคู่สมรส
-ทะเบียนสมรส และหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส


3)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวเป็นหม้าย โดยคู่สมรสถึงแก่กรรม  หรือจดทะเบียนหย่า
-บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
-ทะเบียนบ้าน
-มรณะบัตร  หรือหนังสือสำคัญการหย่า


4)หนังสือรับรองตำแหน่งของต้นสังกัด
หมายเหตุเอกสาร1-3ใช้ต้นฉบับพร้อมสำเนา 1ชุด
-หนังสือรับรองจากต้นสังกัดต้องแสดงสถานะ   ระดับ อัตราเงินเดือน และหากมีภาระผูกพันในการทำสัญญาประกัน  หรือใช้ตนเองเป็นหลักประกันรายอื่นก็ให้แสดงภาระผูกพันนั้นด้วย
-การใช้ตำแหน่งเป็นหลักประกัน  ความมุ่งหมายเพื่อเป็นการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยเหลือตนเอง  หรือญาติสนิทเท่านั้น  มิให้รวมถึงการใช้สิทธิประกันบุคคลทั่วไป  ศาลจะพิจารณาเฉพาะรายเท่านั้น
-กรณีใช้ตำแหน่งครู  อาจารย์  เป็นผู้ขอปล่อยชั่วคราว หนังสือรับรองจะต้องออกจากสำนักงานประถมศึกษาเขต หรือจังหวัด หรือสามัญศึกษาเขต หรือจังหวัด

5.สมุดเงินฝากประจำเป็นหลักประกัน
1)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่มีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชน
-ทะเบียนบ้าน


2)ผู้ขอปล่อยชั่วคราวมีคู่สมรส
-บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของเจ้าของสมุดบัญชีเงินฝาก
-บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของคู่สมรส
-ทะเบียนสมรสและหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส


3))ผู้ขอปล่อยชั่วคราวเป็นหม้าย โดยคู่สมรสถึงแก่กรรม  หรือจดทะเบียนหย่า
-บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน
-มรณะบัตร หรือหนังสือสำคัญการหย่า


4)สมุดเงินฝากประจำของธนาคาร  พร้อมหนังสือรับรองใบรับฝากประจำของธนาคาร(สำเนาสมุดเงินฝากหน้าแรก)
หมายเหตุ เอกสาร1-4ใช้ต้นฉบับจริงพร้อมสำเนา1ชุด
-กรณีวางสมุดเงินฝากประจำของธนาคารจะต้องมีหนังสือรับรองยอดเงินคงเหลือในปัจจุบันขณะรับรองและมีเงือนไขว่าจะไม่ถอนเงินภายใน30วันนับแต่วันออกหนังสือ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 การวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวศาลจะพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบดังนี้
1.ความหนักเบาแห่งข้อหา
2.พยานหลักฐานที่นำมาสืบแล้วมีเพียงใด
3.พฤติการณ์แห่งคดีเป็นอย่างไร
4.เชือถือผู้ร้องขอปล่อยชั่วคราวหรือหลักประกันเพียงใด
5.ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่
6.ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่
7.ในกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ หรือโจทก์ แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัย


การที่จะไม่อนุญาตตามมาตรา 108 ข้างต้น จะต้องมีเหตุอันควรเชื่อตามเหตุผลตามมาตรา 108/1 อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1.ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
2.ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
3.ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
4.ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
5.การปล่อยตัวชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล
ซึ่งคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวต้องแสดงเหตุผลข้างต้นและต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยและผู้ยื่นคำร้องทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

กรณีศาลไม่อนุญาติให้ปล่อยชั่วคราว
ผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมีสิทธิอุธรณ์คำสั่งนั้นได้ ดังนี้
1.คำสั่งของศาลชั้นต้น ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา
2.คำสั่งของศาลฎีกาที่ไม่อนุญาติให้ปล่อยชั่วคราวยืนตามศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด  แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่

ขั้นตอนในการติดต่อขอปล่อยชั่วคราว(ประกันตัว)
1.รับเอกสารขอปล่อยชัวคราวได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์
2.นำคำร้องขอปล่อยชั่วคราวไปให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยลงชื่อ
3.นำคำร้องที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยลงชื่อแล้วพร้อมเอกสารประกอบการขอปล่อยชั่วคราวและหลักทรัพย์ไปยื่นที่ส่วนประชาสัมพันธ์
4.รอเจ้าหน้าที่เรียกชื่อ เพื่อทราบคำสั่งว่าศาลอนุญาติหรือไม่และต้องลงชื่อทราบคำสั่งทุกครั้ง  กรณีที่ศาลอนุญาติเจ้าหน้าที่จะให้ใบแจ้งวันนัดส่งตัวหรือชำระค่าปรับครั้งต่อไป
5.รอรับใบเสร็จที่งานการเงิน

หมายเหตุ กรณีขอปล่อยชั่วคราวครั้งแรก ให้รอรับใบเสร็จที่งานการเงิน และนำใบเสร็จมายื่นที่ส่วนประชาสัมพันธ์เพื่อออกใบปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย


-กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกฝากขังครั้งแรก  จะได้รับการปล่อยตัวที่ศาล
-กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกฝากขังครั้งต่อไป ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำหรือมาจากเรือนจำ  ปล่อยตัวที่เรือนจำ
ผู้ขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวนสามารถใช้เงินสด หรือหลักประกันอื่นที่วางประกันในชั้นสอบสวน เป็นหลักประกันในชั้นศาลได้  สอบถามได้ทีส่วนประชาสัมพันธ์

ราคาหลักประกันเบื้องต้น
-สอบถามที่ส่วนประชาสัมพันธ์


ขั้นตอนการถอนหลักทรัพย์ หรือหลักประกัน
-ติดต่อยื่นคำร้องได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์
-เมื่อศาลอนุญาติให้ถอนหลักประกัน  ติดต่อขอรับคืนหลักทรัพย์ที่ส่วนประชาสัมพันธ์  

webmaster เมษายน 2552            

 


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:32)

วิธีว่าจ้างทนาย

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator
Monday, 03 November 2008 03:17

 

 

การว่าจ้างทนายในปัจจุบันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ

 

 1) การจ้างที่ปรึกษารายเดือนหรือรายเรื่อง

2) การจ้างทนายความให้ฟ้องคดีหรือให้แก้ต่างเมื่อถูกฟ้องคดี

เนื่องจากความจำเป็นในการประกอบธุรกิจก็ดี หรือเพราะการดูแลทรัพย์สินมูลค่าสูงก็ดี ทำให้มีความจำเป็นต้องมีทนายเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการ เช่น การซื้อขายที่ดินมีมูลค่าสูง อาจต้องมีการสอบสวนความถูกต้องของสิทธิต่างๆในที่ดินให้ชัดเจนเสียก่อน รวมถึงการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันที่ต้องมีการติดต่อประสานงานกับคู่ค้า งานด้านทรัพยากรมนุษย์ การสั่งซื้อ การส่งสินค้า การเปลี่ยนเช็ค เป็นต้น ความจำเป็นของการว่าจ้างทนายให้เป็นที่ปรึกษาก็ดี หรือการฟ้องร้องคดีก็ดี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะหาทนายความที่ไหนดี

ข้อพิจารณานี้อาจช่วยให้ท่านใช้เป็นแนวทางในการว่าจ้างทนายได้

1) ว่าจ้างทนายที่เคยทำงานให้คนที่ท่านรู้จัก เช่น ทนายเก่าแก่ประจำตระกูล ทนายที่เคยทำคดีให้ญาติหรือเพื่อนของท่าน และท่านได้รับคำแนะนำมา วิธีนี้ทำให้ท่านได้รับการรับรองเบื้องต้นว่าทนายดังกล่าวจะให้บริการท่านได้ดีเหมือนเดิม

2) ว่าจ้างทนายที่มีการโฆษณาในแหล่งข้อมูลต่างๆ วิธีนี้อยู่ภายใต้กรอบมรรยาททนายที่ว่า ห้ามทนายโฆษณาสรรพคุณของตัวเอง เช่น การเขียน คุณวุฒิของทนายว่าจบการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ด้วยตัวอักษรขนาดเดียวกับชื่อทนาย ถือว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดมรรยาททนาย ทนายส่วนใหญ่จึงนิยมโฆษณาเฉพาะชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ประเภทงานที่ทำ แต่การอวดอ้างว่าชนะคดีมากี่คดีจะต้องห้าม ท่านอาจค้นหาชื่อทนายได้จากอินเตอร์เน็ท หรือสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง

3) การจะพบทนายที่ดีอย่างน้อยท่านต้องไปหาตัวเขาได้ที่สำนักงานของเขา และถ้าจำเป็นท่านสมควรเจอตัวเขาด้วยตัวเองไม่ใช่ลูกน้องหรือเลขานุการ หากท่านพบทนายที่เจอกันแต่ทางโทรศัพท์มือถือหรือที่ร้านฟาสต์ฟู้ด ก็ขอให้ท่านระมัดระวังตัวให้ดีจากการถูกหลอกลวง

4) สำนักงานทนายที่ดีอย่างน้อยต้องมีสถานที่ที่สะอาด เรียบร้อย เป็นสัดส่วน มีอุปกรณ์ช่วยเก็บรักษาความลับของลูกความได้ เช่น มีตู้เหล็กเก็บแฟ้ม มีเครื่องแฟกซ์ที่ไม่ต้องใช้ร่วมกับหน่วยงานอื่น มีเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงมีคอมพิวเตอร์และปรินท์เตอร์ประจำสำนักงาน ท่านคงไม่ชอบใจแน่หากสำนวนคดีของท่านต้องไปถูกว่าจ้างพิมพ์งานและถ่ายเอกสารที่ร้านรับพิมพ์งานและถ่ายเอกสารทั่วๆไป

5) สำนักงานควรมีห้องประชุมลับที่เก็บเสียงการสนทนาระหว่างท่านกับลูกความไม่ให้เล็ดรอดไปยังบุคคลภายนอกได้ หากมีห้องประชุมตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปก็จะดีมาก เพราะอาจใช้เป็นสถานที่ในการไกล่เกลี่ยคู่พิพาททั้งสองฝ่ายในคดีได้ อาคารสำนักงานควรมีระบบรักษาความปลอดภัย เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องโทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น

6) ปัจจุบัน สำนักงานทนายความส่วนใหญ่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสภาทนาย ท่านควรตรวจสอบว่าสำนักงานทนายของท่านขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ การขึ้นทะเบียนจะมีหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนและเลขทะเบียนปรากฏให้ลูกความทราบ กรณีที่สำนักงานทนายความจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่านอาจตรวจสอบสภาพนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้อีกโสดหนึ่ง

7) เมื่อท่านได้พบปะกับทนายความแล้ว ท่านควรขอนามบัตรจากทนายความ หากจำเป็นท่านอาจขอสำเนาบัตรประจำตัวทนายความด้วย หากสำนักงานมีเว็บไซต์ท่านควรตรวจสอบทางเว็บไซต์ด้วย เมื่อมีการติดต่อทางจดหมาย ท่านอาจพิจารณาถึงซองจดหมาย กระดาษหัวจดหมาย คุณภาพการพิมพ์ ซึ่งแสดงถึงความเรียบร้อยและความเอาใจใส่ ทุ่มเทในวิชาชีพทนายของสำนักงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

8) เมื่อท่านตกลงให้ทนายความทำงานให้ท่าน อย่างน้อยท่านควรทำสัญญาจ้างเป็นที่ปรึกษาหรือสัญญาจ้างว่าความด้วย ในสัญญาดังกล่าวควรระบุขอบเขตงานให้ชัดเจน ว่าเริ่มต้นเมื่อใดและสิ้นสุดเมื่อใด ค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีกำหนดชำระเมื่อใด การคำนวณค่าทนายจากการที่ลูกความชนะคดีแม้จะต้องห้ามจากแนวทางการพิพากษาของศาลฎีกา แต่จะไม่การต้องห้ามตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายแต่ประการใด


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:41)

ทำอย่างไรเมื่อต้องไปศาล!

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator
Monday, 03 November 2008 03:15

 

คงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะชมชอบการมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ในครั้งหนึ่งในชีวิต อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะไปในฐานะ โจทก์ จำเลย หรือพยานโจทก์ หรือพยานจำเลย การไปศาลในฐานะที่ต่างกัน ย่อมมีแนวทางการให้การต่อศาลที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นกับทนายความหรืออัยการจะเป็นผู้แนะนำในแต่ละคดี แต่หลักการใหญ่ในการไปศาลไม่ว่าคดีใดมักมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

1) ไปศาลให้ตรงเวลาที่ศาลนัด แม้ว่าเมื่อไปแล้ว ศาลอาจยังไม่พิจารณาคดีของท่าน แต่ท่านต้องรอ จนกว่าคดีของท่านจะถูกนำมาพิจารณา ท่านไม่สามารถจะบอกว่า เมื่อคดีจะพิจารณาค่อยโทรตาม ท่านจะรออยู่ใกล้ๆศาล เพราะท่านอาจถูกพิจารณาว่าละเมิดอำนาจศาลได้ ซึ่งผลของการละเมิดอำนาจศาล ท่านอาจถูกปรับเป็นเงิน หรือ จำคุก  ท่านควรแต่งกายให้สะอาด สุภาพ เรียบร้อย ตามประเพณีนิยม ไม่พกอาวุธเข้าไปในศาล ก่อนเข้าประตูศาลท่านอาจต้องแลกบัตรผ่านเข้า-ออกก่อน และก่อนเข้าอาคารศาล ท่านจะถูกตรวจค้นกระเป๋าจากเจ้าหน้าที่ดังนั้น ท่านไม่ควรนำพาสิ่งของที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นอาวุธเข้าไปด้วย เช่น พวงกุญแจที่เป็นอุปกรณ์อรรถประโยชน์ ซึ่งประกอบด้วยมีดพับขนาดเล็กด้วย

ท่านที่ต้องดูแลเด็กเล็กขณะอยู่ที่ศาล ท่านต้องให้ความระมัดระวังเด็กในความปกครองของท่านเป็นพิเศษไม่ให้ก่อความเดือนร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ท่านต้องคำนึกว่า ศาลบางศาลรวมการพิจารณาคดีอาญาเอาไว้ด้วย จำเลยในคดีอาญาอาจคิดหลบหนีการควบคุมโดยการจับตัวเด็กเล็กเป็นตัวประกันเพราะง่ายต่อการหลบหนี

ในการไปศาล ท่านต้องตรวจสอบก่อนล่วงหน้าถึงเส้นทาง และยานพาหนะ เนื่องจาก ศาลบางแห่งอาจไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางที่รถโดยสารสาธารณะให้บริการ สำหรับท่านที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ท่านอาจมีปัญหาในการหาที่จอดรถ โดยเฉพาะศาลที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ การหาที่จอดรถอาจใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงและท่านต้องเผชิญกับที่จอดรถที่มีคนจองไว้แล้ว ที่สำคัญท่านอ้างกับใครไม่ได้ว่า หาที่จอดรถไม่ได้เลยไม่อาจมาตามที่ศาลนัดได้

2) การปฏิบัติตัวในบริเวณศาล อาจจำแนกบริเวณได้เป็น 3 ประเภท คือ ก) ในห้องพิจารณาคดี (บัลลังก์) ข) นอกห้องพิจารณาคดี แต่อยู่ในตัวอาคารศาล และ ค) นอกอาคารศาล แต่อยู่ในบริเวณรั้วศาล ก่อนอื่นขอให้ทราบว่า ทั้ง 3 สถานที่ถือเป็นศาลทั้งหมด เพียงแต่บางสิ่งบางอย่างอาจไม่ได้รับการอนุญาตให้ทำได้ เช่น การโทรศัพท์ ทำไม่ได้ในห้องพิจารณาคดี แต่ต้องมาโทรที่นอกห้องพิจารณาคดี แต่การประพฤติตัวให้เรียบร้อย ต้องทำในทุกบริเวณศาล แม้แต่นอกบริเวณศาลแต่ติดกับสิ่งก่อสร้างของศาล เช่น รั้วศาลด้านนอก หากท่านปัสสาวะข้างกำแพงศาลอาจถือเป็นการละเมิดศาลได้

การจะประพฤติตัวเช่นไร ท่านอาจทราบได้โดยสังเกตป้ายต่างๆที่ติดไว้ในศาล เช่น ห้ามถ่ายรูป ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามา ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามบันทึกเสียง เป็นต้น ซึ่งแต่ละอาจมีข้อบังคับที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย หรืออาจสอบถามทนายความหรือเจ้าหน้าที่ศาลได้

3) ขั้นตอนการอยู่ในห้องพิจารณาของศาล หรือเรียกว่า บัลลังก์ เมื่ออยู่ในบัลลังก์ ทุกคนต้องห้ามไม่ให้เปิดโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสาร ทนายส่วนใหญ่ใช้วิธีเปิดระบบเงียบ (Silent) เพื่อให้ทราบเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้รับสาย (Missed call) แต่จะแตกต่างจากการเปิดระบบสั่น (Vibration) ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีเสียงสั่นที่ดังมาก ท่านควรใส่เสื้อไว้ในกางเกง ไม่ควรพับแขนเสื้อ ไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่ควรสวมหมวกหรือใส่แว่นตาดำ ไม่ควรอ่านหนังสือพิมพ์ และไม่ควรคุยกันเสียงดัง หากท่านสวมรองเท้าแตะ ท่านต้องถอดรองเท้าวางไว้นอกบัลลังก์ ในระหว่างการพิจารณาท่านไม่อาจรับประทานอาหารได้

เมื่อศาลท่านแรกออกมาจากประตูบนบัลลังก์ ทุกท่านต้องลุกขึ้นให้ความเคารพศาล ก่อนที่ศาลจะออกมา ท่านอาจสังเกตได้จากทนายในบัลลังก์เริ่มนำเสื้อครุยมาสวมแสดงว่าทนายได้รับสัญญาณจาก หน้าบัลลังก์(เลขานุการศาล)แล้วว่า ศาลจะเข้ามาในบัลลังก์ เมื่อศาลกล่าวว่า เชิญนั่ง ทุกท่านก็นั่งได้ หากมีศาลท่านอื่นเข้ามาในบัลลังก์ภายหลัง ทุกท่านไม่ต้องยืนเคารพอีก เมื่อศาลนั่งพิจารณาจะมีการเรียกคู่ความแต่ละคดี คราวนี้ คู่ความแต่ละคดี ไม่ว่าจะเป็นทนาย ตัวความในคดีนั้น ต้องลุกขึ้น แต่คนติดตามตัวความในคดีนั้นและคนที่มาคดีอื่นไม่ต้องลุกตาม หากศาลต้องการถามเฉพาะทนาย ตัวความก็ไม่ต้องลุกขึ้น

เมื่อจะมีการเบิกความ พยานจะต้องไปที่คอกพยานและยืนสาบานตัวตามที่เขียนไว้บนคอกพยานแยกตามศาสนาต่างๆ สำหรับศาสนาพุทธ ต้องพนมมือสาบานด้วย เมื่อสาบานเสร็จศาลจะให้นั่งลง และศาลจะสอบถามพยานเบื้องต้น เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ เมื่อศาลถามเสร็จ ทนายก็จะถามต่อ การตอบคำถามของพยาน ควรเป็นไปตามความจริง หากมีการแนะนำจากทนาย ควรตอบตามที่ได้แนะนำกันไว้ พยานไม่ควรตอบคำถามเชิงอธิบายเว้นแต่ทนายฝ่ายตนไม่ส่งสัญญาณทักท้วง ข้อควรทราบก็คือ หลายคดีแพ้เพราะพยานเบิกความนอกเหนือไปจากรูปคดี จนทำให้น้ำหนักพยานปากอื่นเสียไปหมด และส่งผลให้รูปคดีไม่เป็นไปตามที่วางแผนคดีไว้ แม้การเบิกความต้องพูดความจริง แต่ไม่มีข้อบังคับที่ต้องพูดความจริงทั้งหมดที่ตนรู้ ดังนั้น พยานควรพูดความจริงเฉพาะเมื่อทนายฝ่ายตนถามในแต่ละประเด็นเท่านั้น

ปัจจุบัน บางศาลอนุญาตให้ทำคำเบิกความของพยานเป็นเอกสารก่อนได้ พยานอาจสอบถามทนายของท่านว่าจะทำคำเบิกความเป็นเอกสารล่วงหน้าหรือไม่ เพราะจะทำให้ไม่ต้องเบิกความด้วยวาจาในศาลทั้งหมดจะช่วยลดระยะเวลาการเบิกความและช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดของพยานไปได้มาก เมื่อพยานเบิกความเสร็จ ศาลจะให้หน้าบัลลังก์ พิมพ์คำเบิกความมาอ่านให้พยานฟัง หากไม่ตรงกับที่พยานเบิกความ พยานสามารถโต้แย้งได้ ซึ่งทนายจะช่วยพิจารณาให้อยู่แล้ว เมื่อถูกต้องพยานต้องลงนามในบันทึกคำเบิกความพยาน

หากพยานเป็นพยานที่ถูกหมายเรียกไป พยานมีสิทธิได้รับค่าพยานตามที่ศาลสั่ง ซึ่งพยานจะได้รับในขณะนั้น ทนายจะเลี่ยงไปจ่ายลับหลังศาลไม่ได้ ต้องจ่ายต่อหน้าศาล เพราะพยานจะต้องลงนามรับเงินค่าพยานไว้ด้วย เมื่อพิจารณาคดีแต่ละคดีเสร็จ ศาลจะสั่งคำสั่งศาลให้คู่ความรับทราบ คราวนี้ คู่ความแต่ละคดี ไม่ว่า ทนาย ตัวความ คนติดตามตัวความ ต้องลุกขึ้นฟังคำสั่งศาล แต่คู่ความคดีอื่นไม่ต้องลุกขึ้น ในระหว่างการพิจารณาคดี หากท่านต้องทำธุรกิจส่วนตัว ท่านต้องลุกขึ้น และทำความเคารพศาลก่อนออกไปจากบัลลังก์ เมื่อเข้ามาอีก ต้องเคารพศาลอีกครั้งก่อนเข้าไปนั่ง

4) การติดต่อกับศาลหรือเจ้าหน้าที่ศาล ระบบของศาลแตกต่างจากระบบราชการอื่นหลายประการ ที่เห็นชัดก็คือ การติดต่อกับศาล ท่านจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นเข้าไปที่ฝ่ายเก็บสำนวนคดี ท่านไม่อาจเดินเข้าไปที่ห้องทำงานศาลแล้วร้องศาลโดยตรงได้ เมื่อท่านยื่นคำร้องแล้ว ท่านอาจติดตามผลของคำร้องได้โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลหรือดูที่คำร้อง ซึ่งศาลจะเกษียณสั่งไว้ เช่น อนุญาตตามคำร้อง เป็นต้น การขอสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทราบผลของคำสั่งก่อนที่ศาลจะสั่งเป็นความผิดทางอาญา ท่านควรรอจนศาลสั่งมาตามระบบปกติ

5) สิ่งที่จะได้รับหลังไปศาล อาจมีความสำคัญ เมื่อสิ่งดังกล่าวจะผูกพันกับท่าน ดังนั้น ท่านควรคำนึงถึงสิ่งที่ท่านจะต้องได้รับหรือต้องทำหลังจากไปศาล อาทิ เช่น-ท่านลงชื่อครบหรือยัง หากท่านลืมลงชื่อ ท่านอาจต้องเสียเวลาไปศาลอีกรอบทำให้เสียเวลา ก่อนออกจากศาลควรตรวจสอบว่าท่านต้องลงชื่อหรือไม่ ลงชื่อครบหรือไม่ ท่านต้องมาศาลอีกหรือไม่ บางกรณีการสืบพยานอาจไม่แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ท่านอาจต้องมาศาลอีกครั้ง ศาลมีกำหนดนัดครั้งต่อไปเมื่อใด เช่น นัดฟังคำพิพากษา นัดสืบพยานฝ่ายอื่น ซึ่งท่านอาจเข้ามาร่วมรับฟังได้

เอกสารต้นฉบับใดๆ วัตถุพยานใดๆ ที่ท่านมอบหมายให้ทนายความ มีสิ่งใดที่ไม่ได้ใช้ ท่านอาจขอคืนได้ สิ่งใดที่ได้ใช้เป็นพยาน ท่านควรสอบถามว่าจะได้รับคืนเมื่อใด และลงกำหนดนัดเอาไว้เตือนความจำหากท่านเป็นพยาน ท่านควรสอบถามทนายความ ขอให้คัดคำเบิกความของท่านเป็นลายลักษณ์อักษรให้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำ ซึ่งการคัดคำเบิกความจะทำได้เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยานแล้วเท่านั้น ซึ่งมีข้อเตือนใจว่า หากท่านเบิกความในคดีหนึ่งแตกต่างจากอีกคดีหนึ่ง ท่านอาจถูกฟ้องคดีฐานเบิกความเท็จได้ในอนาคต ดังนั้น คำเบิกความของท่าน ท่านควรมีติดตัวไว้เสมอ อย่างน้อย ในคำเบิกความจะมีข้อมูลเรื่อง ชื่อคู่ความ เลขคดี ศาล วันเวลาต่างๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญที่ท่านควรรู้

6) กรณีที่ท่านเป็นคู่ความโดยตรง หากมีกระบวนการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท ท่านต้องคำนึงเสมอว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยฯเป็นกระบวนการคู่ขนานกับการสืบพยานในศาล มิใช่เป็นการยุติการสืบพยานเอาไว้ และในการไกล่เกลี่ย หากท่านจะเปิดเผยข้อมูลใดๆ ควรปรึกษากับทนายความของท่านก่อน เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายล่วงรู้ข้อมูลอื่นใดที่สำคัญต่อรูปคดี หากท่านถูกโน้มน้าวให้ไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องมีทนายเข้าร่วมด้วย ท่านควรปรึกษากับทนายของท่านก่อนเสมอ หากท่านไม่บอกกล่าวทนายของท่านก่อน อาจก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน

7) ปัจจุบัน มีกระบวนการยุติข้อพิพาท การไกล่เกลี่ยประนีประนอม การตั้งกรรมการหรือคณะทำงานต่างๆมากมาย และยังรวมถึงการดึงเอาสื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคู่ความจะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า กระบวนการใดจะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จได้เร็วและยุติธรรมที่สุด โดยความมุ่งหมายของแต่ละกระบวนการแล้วมุ่งประโยชน์จะลดความขัดแย้งของประชาชน สร้างความสงบสุขให้แก่สังคมโดยส่วนรวมทั้งสิ้น แต่บางครั้งอาจละเลยความยุติธรรมตามกฎหมายได้ เช่น ข้อขัดแย้งของเจ้าของที่ดินติดกันในเรื่องของการรุกล้ำอาณาเขตที่ดิน เริ่มแรกอาจเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของคณะทำงานในชุมชน จนทำให้เกิดการบันทึกข้อเท็จจริงข้อตกลงเป็นเอกสารหลักฐานไว้ มีพยานร่วมลงนามรับรอง แต่หากอีกฝ่ายเกิดรู้ตัวว่า ตนเสียเปรียบและนำคดีมาฟ้องศาล บันทึกข้อตกลงที่ตนลงนามไว้ ก็จะต้องถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีด้วย ซึ่งหากบันทึกดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยที่ไม่มีทนายความร่วมให้คำปรึกษาหารือให้ความเห็น ก็ยากที่ตนจะได้เปรียบจะบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:42)

เรื่องง่ายกลายเป็นยาก เมื่อไม่ไปศาล

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator
Monday, 03 November 2008 03:14

 

 ระบบการพิจารณาคดีความของไทยเป็นระบบกล่าวหา คือโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำผิด ทำให้โจทก์ต้องเสียหายเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้เงินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เมื่อเป็นเช่นนี้ หากจำเลยหลบหนีไม่ไปศาล ไม่ต่อสู้คดี ฝ่ายโจทก์ก็ดำเนินคดีไปฝ่ายเดียว คำฟ้องทั้งหมดของโจทก์ก็ได้รับการบังคับคดีโดยศาล ทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย ตามฟ้อง จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น หากไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์ของจำเลยไปขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้แทนได้

อย่างไรก็ตาม หากจำเลยเข้าต่อสู้คดี สิ่งที่โจทก์ฟ้องอาจถูกลดทอนลงไปได้บ้าง จำเลยอาจไม่ต้องรับผิดเสียทั้งหมด แม้ว่าจำเลยจะแพ้คดีและต้องชดใช้เงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ก็ตาม แต่ถ้าจำเลยไม่มีเงินรวมถึงไม่ทรัพย์สินให้ยึดทรัพย์ จำเลยก็ยังไม่ต้องชำระเงินตามคำพิพากษา เมื่อใดจำเลยมีเงินจึงค่อยนำไปชำระก็ได้ นี่คือข้อดีที่จำเลยเข้าสู้คดี แม้จะรู้ว่าแพ้แน่ๆก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เข้าไปต่อสู้เพื่อลดยอดหนี้ได้ ไม่ต้องถูกโจทก์เอาเปรียบจากการดำเนินคดีไปแต่เพียงฝ่ายเดียว

ตัวอย่างจริงๆก็มีให้เห็น เช่น นาย ก. เช่าชื้อรถยนต์ จากบริษัท ข. ผ่อนส่งได้ 5 เดือน ก็ขาดส่ง 3 เดือน ทำให้บริษัท ข.เลิกสัญญาเช่าซื้อ และขอให้คืนรถยนต์ นาย ก.ยินยอมคืนรถแต่โดยดี จากนั้น เรื่องก็เงียบหายไป ต่อมา บริษัท ข.ฟ้องคดี ต่อ นาย ก. อ้างว่า นำรถยนต์ที่ยึดได้จากนาย ก.ไปขายทอดตลาด ได้เงินน้อยกว่าที่ค่างวดที่เหลือ ทำให้ บริษัท ข.เรียกร้องต่อนาย ก. ดังนี้ 1) ค่างวดที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 48,000 บาท 2) ค่าขาดโอกาสที่อาจนำรถออกให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 24,000 บาท 3) ค่าติดตามทวงถาม เป็นเงิน 9,000 บาท 4) เงินภาษีมูลค่าเพิ่มของค่างวดทั้ง 4 เดือน เป็นเงิน 3,360 บาท 5) ค่าดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของทุนทรัพย์ที่ฟ้องตั้งแต่วันฟ้อง 6) ค่าทนายความขั้นสูงสุดที่ศาลจะให้ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 84,360 บาท 

ในคดีนี้ ถ้า นาย ก.ไม่เข้าต่อสู้คดี ไม่ยื่นคำให้การ รับรองว่า บริษัท ข.จะได้คำพิพากษาที่ให้ นาย ก.ชำระหนี้ตามฟ้องทั้งหมดเป็นเงิน 84,360 บาท แต่นาย ก. กลับตั้งทนายเข้าต่อสู้คดี ผลการต่อสู้คดีกลับกลายเป็นว่า บริษัท ข.เรียกร้องได้เพียง ค่างวดค้างชำระ 4 งวดเป็นเงิน 48,000 บาท ค่าติดตามทวงถามเพียง 2,000 บาท ดอกเบี้ยเพียง 1,480 บาทและค่าทนาย 1,000 บาท รวมทั้งสิ้นเพียง 52,480 บาท ทั้งนี้เพราะทนายของนาย ก.ไปต่อสู้คดีให้ศาลเห็นว่า ในระหว่างการค้างค่าเช่า นาย ก.ก็ยังมีสิทธิครอบครองรถยนต์อยู่ บริษัท ข. ไม่มีสิทธินำรถออกให้เช่า  ค่าติดตามก็ไม่ได้เพราะ นาย ก.ขับรถไปคืนเอง ภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานมานำสืบว่าชำระไปจริง ดังนั้น จำนวนเงินตามฟ้องกว่า 31,000 บาท จึงถูกตัดทิ้งไปเป็นคุณแก่จำเลย

ความจริงแล้วการไปศาลเป็นสิ่งที่ควรไปเพื่อต่อสู้ลบล้างความผิดที่อีกฝ่ายรวบรวมมาฟ้อง ซึ่งอาจไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสียทั้งหมด ทนายความอาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ศาลซึ่งเป็นผู้ตัดสิน มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาสิ่งที่โจทก์ควรจะได้เท่านั้น หากจำเลยไม่ไปศาล สิ่งง่ายๆช่วยลดภาระหนี้อาจกลายเป็นเรื่องยากไปได้เมื่อคำฟ้องกลายเป็นคำพิพากษาไปแล้ว 


Last Updated (Tuesday, 28 July 2009 03:31)

Page 1 of 2

VALID CSS   |   VALID XHTML